- มนุษย์ คือสัตว์ผู้ต้องศึกษา ชีวิตที่ดี คือชีวิตแห่งการศึกษา
- ทำงานเพื่ออะไร?
- ควรทำงานกันอย่างไร?
- จุดมุ่งหมายของคน หรือจุดมุ่งหมายของงาน?
- ทำงานอย่างไร จึงจะได้ความสุข?
- ชีวิต งาน และธรรม: ความประสานสู่เอกภาพ
- ชีวิต งาน และธรรม: อิสรภาพภายในเอกภาพ
- (ส่วนท้ายสุดจากต้นฉบับก่อนการแก้ไขล่าสุด)
เล่าเรียน-ทำงานกันไป ชีวิตได้อะไร1
มนุษย์ คือสัตว์ผู้ต้องศึกษา2
ชีวิตที่ดี คือชีวิตแห่งการศึกษา
ธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างไร ธรรมชาติของมนุษย์ก็คือ เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก หรือต้องศึกษา และฝึกได้ หรือศึกษาได้ด้วย
การที่มนุษย์เราจะมีชีวิตที่ดีงาม เราจะต้องศึกษาฝึกฝนพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นไป ในระบบการดำเนินชีวิตของเรา ซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา เมื่อเราฝึกฝนพัฒนา มีการศึกษา ก็ทำให้การดำเนินชีวิตของเราดีขึ้น แต่ถ้าเราไม่เรียนรู้ ไม่ฝึก เราที่เป็นมนุษย์นั้นก็จะดำเนินชีวิตให้ดีไม่ได้เลย ทั้งนี้เพราะมนุษย์อยู่ด้วยสัญชาตญาณอย่างเดียวไม่พอ
สัญชาตญาณนี้มนุษย์อาศัยได้น้อยเหลือเกิน ไม่เหมือนสัตว์ชนิดอื่นที่อาศัยสัญชาตญาณได้มาก จนกระทั่งว่ามันแทบไม่ต้องเรียนรู้ ไม่ต้องฝึกฝนอะไรเลย มันก็อยู่ได้
แต่สัตว์นั้น ถึงแม้มันจะฝึกได้บ้าง มันก็ฝึกได้น้อยเรียนรู้ได้น้อยอย่างยิ่ง อย่างดีก็ต้องให้มนุษย์ฝึกให้จนพอทำอะไรได้บ้างในขอบเขตที่จำกัดยิ่ง ตรงข้ามกับมนุษย์ที่อาศัยสัญชาตญาณแทบไม่ได้เลย การดำเนินชีวิตต้องเรียนรู้ต้องฝึกทั้งหมด
การดำเนินชีวิตที่ดีของมนุษย์ต้องอาศัยการลงทุน คือต้องเรียนรู้ต้องฝึก แต่พร้อมกันนั้น มนุษย์ก็เรียนรู้และฝึกได้อย่างแทบไม่มีขีดจำกัด
หลักการของพระพุทธศาสนาสอนตามธรรมชาติว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึกและฝึกได้ ฝึกไปทำไม ก็ฝึกให้ดำเนินชีวิตได้ดียิ่งขึ้นไป จะได้มีชีวิตที่ดีงาม มีความสุข เป็นอิสระ และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุขในสังคมและในโลก ทำไมจึงต้องฝึก เพราะชีวิตของเราที่เกิดมาตั้งแต่เริ่มต้น เราได้เรียนรู้มา ได้ฝึก ได้หัดมา เราจึงอยู่รอดมาได้ และอยู่ได้ด้วยดี
อย่างที่เห็นกันอยู่ว่า มนุษย์เกิดมาอาศัยสัญชาตญาณแทบไม่ได้เลย เราต้องเรียนรู้และต้องฝึกต้องหัดเอาทั้งนั้น พอเกิดมาก็ต้องมีคนอื่นอุ้มชูก่อน ต้องเลี้ยงดูเป็นเวลาหลายปี ในระหว่างที่เขาเลี้ยงดูนั้น ตัวเองทำอะไร ตัวเองก็เรียนรู้และฝึกหัดไป ต้องเรียนต้องฝึกทั้งนั้น ทั้งการนั่ง การนอน การยืน การกิน การขับถ่าย จนกระทั่งมาเดิน มาพูด ต้องฝึกต้องหัดหมด
จึงบอกว่า การดำเนินชีวิตของมนุษย์แทบไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ มนุษย์ต้องลงทุนทั้งนั้น ลงทุนด้วยการหัด ด้วยการฝึก ด้วยการเรียนรู้ เราจึงได้การดำเนินชีวิตที่ดีมา
การดำเนินชีวิตที่ดีนั้น เราเรียกลัดสั้นว่า จริยะ ส่วนการเรียนรู้ ก็เรียกเป็นคำศัพท์ว่า สิกขา (คือ การศึกษา) เมื่อการดำเนินชีวิตที่ดีนั้น เราได้มาด้วยการเรียนรู้ ก็จึงพูดสั้นๆ ว่า จริยะนั้น เราได้มาด้วยสิกขา
เพราะฉะนั้น ชีวิตของมนุษย์ ถ้าจะเป็นชีวิตที่ดี ต้องมีการศึกษาตลอดเวลา คือต้องเป็นชีวิตแห่งการศึกษา จะพูดว่า ชีวิตที่ดี คือชีวิตแห่งการศึกษา ก็ได้ เพราะชีวิตที่ดี ต้องมีการฝึกฝนพัฒนา เราไม่สามารถได้ชีวิตที่ดีมาเปล่าๆ
พร้อมกันนั้น การดำเนินชีวิตก็เป็นโอกาสให้มนุษย์ได้เรียนรู้หรือได้ศึกษา กล่าวคือ มนุษย์ก็เรียนรู้หรือศึกษาจากการดำเนินชีวิตนี่แหละ เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตที่ดี จึงเป็นการดำเนินชีวิตพร้อมไปด้วยกันกับการเรียนรู้ และจึงกล่าวว่า ชีวิตที่ดี คือชีวิตแห่งการเรียนรู้ (สิกขา) และมนุษย์ยิ่งเรียนรู้ ก็ยิ่งมีชีวิตที่ดี (จริยะ)
เพราะฉะนั้น ถ้าการศึกษาถูกต้อง ยิ่งศึกษา ก็ยิ่งมีจริยะ
แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ ไม่รู้ตัว ไม่รู้หลักการ ไม่รู้ธรรมชาติอันนี้ การเรียนรู้ การฝึก การหัดนั้นจำเป็นเพื่อให้ตัวดำเนินชีวิตอยู่ได้ ก็เรียน ก็ฝึก ก็หัดไปด้วยความจำเป็นจำใจ แค่พอจะให้ตัวอยู่รอดได้ ก็หยุดฝึก จึงไม่พัฒนาเท่าที่ควร
ถ้าใครรู้ธรรมชาติแห่งชีวิตของตนเอง รู้หลักการของชีวิตมนุษย์ว่า ชีวิตที่ดีของมนุษย์ได้มาด้วยการเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนา ต้องมีสิกขา ถ้าเราฝึกฝนพัฒนาเรียนรู้อยู่เรื่อย ชีวิตของเราก็จะดีงาม เขาก็จะสิกขาต่อไปเรื่อยๆ จนมีชีวิตที่ประเสริฐ อย่างน้อยก็ให้อยู่ดี มิใช่แค่อยู่รอด
ชีวิตที่มีการศึกษา คือเรียนรู้ ฝึกหัด พัฒนาอยู่เรื่อย จะเป็นชีวิตที่ประเสริฐ เรียกว่า “ชีวิตประเสริฐเกิดจากการศึกษา” ดังพุทธพจน์ที่ย้ำอยู่เรื่อยว่า ทนฺโต เสฏฺโ มนุสฺเสสุ แปลว่า ในหมู่มนุษย์นั้น ผู้ที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐ
ความเป็นสัตว์พิเศษของมนุษย์อยู่ที่ตรงนี้ คือการที่ศึกษา เรียนรู้ ฝึก หัด พัฒนาได้ และฝึกหัดพัฒนาไปได้อย่างแทบไม่มีที่สิ้นสุด จนเป็นพุทธะก็ได้ อีกทั้งฝึกตัวเองได้ด้วย
ดังวาทะที่ว่า มนุสฺสภูตํ สมฺพุทฺธํ อตฺตทนฺตํ สมาหิตํ แปลว่า พระสัมพุทธเจ้านี้ ทั้งที่เป็นมนุษย์ แต่ฝึกพระองค์แล้ว มีพระทัยอบรมถึงที่แล้ว แม้เทพทั้งหลายก็น้อมนมัสการ
กลายเป็นพลิกกลับเลย แต่ก่อนนั้น มนุษย์ต้องไหว้กราบเคารพเทวดา แต่พอมนุษย์ฝึกดีแล้ว เทวดากลับมาไหว้มนุษย์
พระพุทธศาสนาเกิดในสังคมที่บูชาเทพเจ้า มนุษย์มีความโน้มเอียงที่คอยแต่จะไปหวังพึ่งอำนาจดลบันดาลจากภายนอก พระพุทธเจ้าต้องให้กำลังใจว่า อย่ามัวไปอ้อนวอน อย่ามัวไปหวังพึ่ง ตัวคุณนี้แหละพัฒนาได้ และถ้าคุณพัฒนาตัวดี เทวดาและแม้แต่พระพรหมก็หันมานับถือมาเคารพคุณ นี้เป็นการตรัสให้คนเกิดกำลังใจ ไม่ใช่มัวงอมืองอเท้า ไปหวังพึ่งสิ่งภายนอก
ตกลงว่า ในคติพุทธศาสนา เรื่องจริยะหรือจริยธรรมไม่ได้แยกจากการศึกษาเลย แต่เป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อให้มีจริยะ คือการดำเนินชีวิตที่ดีงาม ที่ประเสริฐ (เป็นพรหมะ) ก็ต้องมีสิกขา คือศึกษา ฝึกฝน เรียนรู้ พัฒนาไป และเมื่อคนมีจริยะ คือดำเนินชีวิตที่ดีงามไป เขาก็ยิ่งได้สิกขา คือได้เรียนรู้ฝึกฝนพัฒนามากขึ้น
จึงได้อ้างพระพุทธดำรัสที่ว่า พรหมจริยะ คือจริยะอันประเสริฐ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งตรงกับสิกขา คือการเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่างเหมือนกัน
ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา บอกชัดอยู่แล้วว่าฝึก ๓ อย่าง ฝึกอะไร ก็ฝึกพฤติกรรม ฝึกจิตใจ ฝึกปัญญา แล้วก็เกิดจริยะที่ดีงาม (เรียกว่า พรหมจริยะ) คือการดำเนินชีวิตที่ดีงาม ทำให้มีพฤติกรรม สภาพจิตใจ และปัญญาที่ดียิ่งขึ้นไป ฝึกอะไรก็ได้สิ่งนั้น ฝึกที่ไหน ก็ฝึกที่ศีล สมาธิ ปัญญา
คติของสัตว์ชนิดอื่นว่า เกิดมาด้วยสัญชาตญาณใด ก็ตายไปด้วยสัญชาตญาณนั้น แต่ของมนุษย์ไม่อย่างนั้น คติของมนุษย์ว่า ฝึกอย่างไรได้อย่างนั้น จึงเป็นหลักการของมนุษย์ว่าจะต้องมีการฝึก คือเรียนรู้ฝึกหัดพัฒนา เพราะนี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ผู้เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก และฝึกได้
คำว่า “ต้องฝึก” แสดงถึงความเสียเปรียบของมนุษย์ ที่ว่าสัตว์อื่นมันไม่ต้องฝึก ไม่ต้องหัด ไม่ต้องเรียนรู้ มันก็อยู่ได้ ส่วนมนุษย์นี่แย่กว่า ต้องฝึกจึงอยู่ได้
แต่ “ฝึกได้” แสดงความพิเศษที่เป็นข้อดีของมนุษย์ว่า มนุษย์นี้ฝึกได้ จนกลายเป็นสัตว์ผู้ประเสริฐ
นี่ก็บอกอยู่ในตัวว่า มนุษย์นี้เป็นสัตว์ที่ประเสริฐด้วยการฝึก หรือฝึกแล้วจึงประเสริฐ ถ้าไม่ฝึก ก็ไม่ประเสริฐ
แต่ตรงข้าม ถ้าคนไม่ฝึกตน จะแย่ยิ่งกว่าสัตว์อื่นๆ เพราะโดยสัญชาตตญาณ คนสู้สัตว์อื่นไม่ได้ เมื่อคนไม่ฝึกตน คนก็ไม่มีปัญญาซึ่งเป็นแกนที่จะทำตัวให้ประเสริฐ
ส่วนสัตว์อื่นถึงจะอยู่ได้หรือเก่งด้วยสัญชาตญาณ แต่มันฝึกไม่ได้ คือสัตว์อื่นนั้นมันไม่ต้องฝึก และมันก็ฝึกไม่ได้ด้วย (ไม่ใช่ฝึกไม่ได้เลย มันเรียนรู้และฝึกได้ในขอบเขตจำกัดมาก และต้องให้มนุษย์ฝึกให้) แต่มนุษย์นี้
๑. ฝึกได้
๒. ฝึกตัวเองได้
ฝึกตนได้นี่แหละสำคัญอย่างยิ่ง การเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาอย่างแท้ที่ได้ผลสูงสุด ก็คือฝึกตัวเอง หมายความว่า รู้จักเรียนรู้ เอาสิ่งทั้งหลายเป็นปัจจัยในการฝึกฝนพัฒนาตนเอง
แล้วจะฝึกฝนพัฒนาไปถึงไหนกัน ก็พัฒนาไปจนเต็มสุดศักยภาพของความเป็นมนุษย์ หรือเท่าที่ความเป็นคนจะให้ถึงได้ อย่างที่ว่าแล้ว มนุษย์ศึกษาให้เป็นนักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ นักอะไรๆ อีกมากมาย ได้ทั้งนั้น จนกระทั่งฝึกให้ถึงที่สุดมนุษย์จะเป็นพุทธะก็ได้
พูดง่ายๆ ว่าไม่เพียงศักยภาพทางร่างกาย แต่ยังมีศักยภาพทางจิต และศักยภาพทางปัญญาอีกมากมายหลายระดับ แม้แต่ความสุข ก็ยังอีกหลายขั้น ไม่ใช่แค่ความสุขจากการเสพทางผัสสทวารที่ต้องพึ่งพา ขึ้นต่อตัวประกอบภายนอก และต้องแย่งชิงกัน แต่มีความสุขที่ประณีตและเป็นอิสระที่มนุษย์จะพัฒนาศักยภาพขึ้นไปได้ไปถึงยิ่งขึ้นๆ ไป อีกมากมาย
ขอย้อนไปหาข้อสรุปว่า ระบบจริยะในพุทธศาสนาเป็นเรื่องของชีวิตทั้งชีวิต ที่เป็นองค์รวม เป็นระบบความสัมพันธ์ของเหตุปัจจัย ๓ ด้าน ที่ส่งผลต่อกัน จะไปแยกจากกันไม่ได้ ต้องพัฒนาไปด้วยกัน และการที่จริยะนั้นจะเป็นพรหมะ คือจะเป็นการดำเนินชีวิตที่ดีงามได้นั้น จริยะก็ต้องเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ ที่เป็นสัตว์ที่ต้องฝึกต้องเรียนรู้ คือต้องศึกษา
เพราะฉะนั้น จริยะจึงแยกจากการศึกษาไม่ได้ และดังนั้น เรื่องการศึกษากับเรื่องของจริยะจึงแทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน
แต่เวลานี้เรามองจริยธรรมเป็นส่วนเศษนิดเดียวของการศึกษา และการศึกษาที่เราพูดถึงกันนั้น เมื่อมองในแง่ของพุทธศาสนา ก็เป็นเศษนิดเดียวในระบบการศึกษาของพุทธศาสนา เพราะการศึกษาปัจจุบันมองพร่าแล้ว
การศึกษาในความหมายของคนทั่วไป จะมองเน้นไปในเรื่องของการเล่าเรียนวิชาทำมาหากิน
ทั้งๆ ที่นักการศึกษาบอกว่าไม่ใช่แค่นั้น แต่เวลาจัดการศึกษาในเชิงปฏิบัติ เราก็มักจะเอาอย่างนั้น หรือแม้แต่แค่นั้น จนกระทั่งชาวบ้านก็มองเป็นอย่างนั้นว่า การศึกษาคืออะไร คือไปเล่าเรียนวิชา เพื่อจะได้เอามาทำมาหาเลี้ยงชีพ ตลอดจนเอาไปเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์
อย่างดีก็เอามาพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาสังคม จนกระทั่งไปๆ มาๆ ตัวคนเองก็กลายเป็นแค่ทรัพยากรมนุษย์
เมื่อคนมองแคบๆ และเขวกันไป จนการศึกษาเป็นแค่การรู้วิชาเลี้ยงชีพทำมาหากิน คนเล่าเรียนไป ทำงานทำเงินได้มา ก็ว่ายวนอยู่กับความวุ่นวายในการวิ่งแข่งแย่งกันหาความสุข จนกระทั่งสังขารเหี่ยวแห้งร่วงโรย เที่ยวหาความสุขไม่ไหว ก็เหงาหงอย แล้วชีวิตก็จบไป
ในสภาพเช่นนี้ ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ ถูกทิ้งสูญเปล่า เกิดมาแล้วชีวิตเหมือนว่าว่างเปล่าอย่างน่าเสียดาย ไม่ได้ประโยชน์จากการมีชีวิต และไม่ได้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ ให้พอสมแก่ศักยภาพที่มันมี
เชิงอรรถ
- ชื่อเรื่องใหม่ สำหรับเนื้อเรื่องที่คัดตัดตอนจากหนังสือ ๒ เล่ม คือ ถึงเวลามารื้อปรับระบบพัฒนาคนกันใหม่ และ ชีวิตนี้เพื่องาน งานนี้เพื่อธรรม ซึ่งนำมารวมต่อกันตามที่คุณโยมนาม พูนวัตถุ ได้เลือกและแจ้งความประสงค์เพื่อพิมพ์แจก (ครั้งแรก มิถุนายน ๒๕๔๘)
- จาก ถึงเวลามารื้อปรับระบบพัฒนาคนกันใหม่, พิมพ์ครั้งที่ ๕, พ.ศ. ๒๕๔๓, หน้า ๓๐–๓๖

No Comments
Comments are closed.