- ลักษณะแห่งพระพุทธศาสนา
- ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘
- ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๗
- มองกว้างๆ กับวิเคราะห์เนื้อใน
- ลักษณะที่ ๑ คำสอนเป็นกลาง ปฏิบัติสายกลาง
- ลักษณะที่ ๒ มีหลักการเป็นสากล
- ลักษณะที่ ๓ ถือสำคัญทั้งสาระและรูปแบบ
- ลักษณะที่ ๔ เป็นกรรมวาท กิริยวาท วิริยวาท
- ลักษณะที่ ๕ เป็นวิภัชชวาท
- ลักษณะที่ ๖ มุ่งอิสรภาพ
- ลักษณะที่ ๗ เป็นศาสนาแห่งปัญญา
- ลักษณะที่ ๘ สอนหลักอนัตตา
- ลักษณะที่ ๙ มองตามเหตุปัจจัย
- ลักษณะที่ ๑๐ เชื่อว่ามนุษย์ประเสริฐด้วยการฝึกฝนพัฒนา
- ลักษณะที่ ๑๑ เป็นศาสนาแห่งการศึกษา
- ลักษณะที่ ๑๒ ให้ความสำคัญทั้งแก่ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
- ลักษณะที่ ๑๓ ให้ตื่นตัวอยู่ด้วยความไม่ประมาท
- ลักษณะที่ ๑๔ เห็นทุกข์ แต่เป็นสุขหรือ ทุกข์เพื่อเห็น แต่สุขเพื่อเป็น
- ลักษณะที่ ๑๕ มุ่งประโยชน์สุขเพื่อมวลชน
- สรุป
ลักษณะที่ ๒
มีหลักการเป็นสากล
ลักษณะที่ ๒ ที่ควรจะยกมาพูดในที่นี้ ก็คือเรื่องของความเป็นสากล
พระพุทธศาสนามีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่ง คือความเป็นสากล เป็นสากลทั้งความคิด และการปฏิบัติ เหมือนอย่างที่เป็นสายกลางทั้งความคิด และการปฏิบัติ
ในแง่ความคิด ในที่นี้ หมายถึงเรื่องสัจธรรม หรือคำสอนเกี่ยวกับสัจธรรม พระพุทธศาสนาสอนความจริงเป็นกลางๆ ไม่ขึ้นต่อบุคคล กลุ่ม เหล่า พรรคพวก แม้แต่ตัวพระพุทธศาสนาเอง
ตัวอย่างเช่น ท่านสอนว่า การฆ่าสัตว์เป็นบาป การทำปาณาติปาต เริ่มแต่ฆ่าคนเป็นต้นไปเป็นบาป ก็สอนเป็นกลางๆ ว่า ไม่ว่าฆ่าคนไหนก็ตามก็เป็นบาปทั้งนั้น ไม่ได้จำกัดว่านับถือศาสนาไหน ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งกลุ่มแบ่งประเภทว่า ถ้านับถือศาสนาอื่น เป็นพวกของมารร้าย แล้วก็ฆ่าได้ไม่บาป แต่ถ้าเป็นพวกชาวพุทธด้วยกัน ฆ่าไม่ได้เป็นบาป อย่างนี้ไม่มี
อีกตัวอย่างหนึ่ง มองกว้างออกไปอีก ก็คือ พระพุทธศาสนาสอนหลักความจริงที่เป็นสากล พระพุทธศาสนาสอนว่าความจริงเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมดา คือธรรมดาของสิ่งทั้งหลายเป็นอย่างนั้นเอง เรียกง่ายๆ ว่าเป็นกฎธรรมชาติ
ธรรมดาของสิ่งทั้งหลายนั้น ก็เช่นความเป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อใครทำเหตุปัจจัยอย่างไร ผลก็เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยนั้น คนไหน คนพวกไหน คนที่ไหนทำดี ก็ไปสวรรค์ คนไหน คนพวกไหน คนที่ไหนทำชั่ว ก็ไปนรก ไม่มีการแบ่งแยกว่าต้องเป็นคนพวกนี้มาทำอย่างนี้จึงไปสวรรค์ได้ คนพวกนั้นถึงทำอย่างนั้นก็ต้องไปนรก ฯลฯ คือกฎเกณฑ์กติกาเป็นธรรมดาเป็นสากล
ท่านสอนความจริงเป็นสากลเป็นกลางๆ อันนี้เป็นลักษณะที่ชัดเจน คือการสอนความจริงเป็นกลางๆ และสอนอย่างเป็นกลาง คือสัจธรรมเป็นความจริงอย่างไรก็ต้องเป็นความจริงอย่างนั้น ไม่สามารถแบ่งเป็นพวกเป็นประเภทเป็นหมู่เป็นเหล่าได้
ในทางปฏิบัติก็เหมือนกัน เช่นสอนให้คนมีเมตตากรุณาอย่างเป็นสากล เมื่อสอนว่าการทำปาณาติบาตเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นโทษ เพราะมีความจริงอันเป็นสากลว่าสัตว์ทั้งหลายรักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งหมดแล้ว ก็สอนให้เผื่อแผ่เมตตากรุณาแก่สัตว์ทั้งหลายทั่วกันหมด
ชาวพุทธจะต้องมีเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ ตั้งต้นแต่มนุษย์ ก็ต้องมีเมตตากรุณาต่อมนุษย์ทุกคนเหมือนกัน ไม่ได้มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งเหล่า แบ่งชาติชั้น แบ่งศาสนา และในแง่สัตวโลกด้วยกัน ก็ให้เผื่อแผ่ความเมตตากรุณานี้แก่สัตว์ทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของความเป็นสากลอย่างหนึ่ง
นอกจากนั้น พระพุทธศาสนาแสดงธรรมเหล่านี้เป็นกลางๆ ไม่บังคับให้ทำ และไม่ขู่ด้วยการลงโทษ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่บังคับใคร สอนให้รู้ว่า ความจริงเป็นอย่างนั้น เมื่อกระทำแล้วเกิดผลดีหรือผลเสีย ก็เป็นไปตามธรรมดาของมันเอง เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถพิจารณาด้วยสติปัญญาของตนเอง
ความเป็นสากลนี้ ว่าที่จริงก็เป็นสายกลางอย่างหนึ่ง คือ สอนเป็นกลางๆ ตามความเป็นจริง

No Comments
Comments are closed.