- ลักษณะแห่งพระพุทธศาสนา
- ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘
- ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๗
- มองกว้างๆ กับวิเคราะห์เนื้อใน
- ลักษณะที่ ๑ คำสอนเป็นกลาง ปฏิบัติสายกลาง
- ลักษณะที่ ๒ มีหลักการเป็นสากล
- ลักษณะที่ ๓ ถือสำคัญทั้งสาระและรูปแบบ
- ลักษณะที่ ๔ เป็นกรรมวาท กิริยวาท วิริยวาท
- ลักษณะที่ ๕ เป็นวิภัชชวาท
- ลักษณะที่ ๖ มุ่งอิสรภาพ
- ลักษณะที่ ๗ เป็นศาสนาแห่งปัญญา
- ลักษณะที่ ๘ สอนหลักอนัตตา
- ลักษณะที่ ๙ มองตามเหตุปัจจัย
- ลักษณะที่ ๑๐ เชื่อว่ามนุษย์ประเสริฐด้วยการฝึกฝนพัฒนา
- ลักษณะที่ ๑๑ เป็นศาสนาแห่งการศึกษา
- ลักษณะที่ ๑๒ ให้ความสำคัญทั้งแก่ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
- ลักษณะที่ ๑๓ ให้ตื่นตัวอยู่ด้วยความไม่ประมาท
- ลักษณะที่ ๑๔ เห็นทุกข์ แต่เป็นสุขหรือ ทุกข์เพื่อเห็น แต่สุขเพื่อเป็น
- ลักษณะที่ ๑๕ มุ่งประโยชน์สุขเพื่อมวลชน
- สรุป
ลักษณะที่ ๑๔
เห็นทุกข์ แต่เป็นสุข
หรือ ทุกข์เพื่อเห็น แต่สุขเพื่อเป็น
ลักษณะที่ ๑๔ พระพุทธศาสนาสอนให้มองเห็นความทุกข์ แต่ให้ปฏิบัติด้วยความสุข
หลักการของพระพุทธศาสนานั้น ชัดเจนว่าท่านมุ่งสอนให้รู้จักโลกและชีวิตตามความเป็นจริงว่า เกิดจากองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งล้วนแต่ ไม่เที่ยง คือไม่คงที่ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปๆ สืบเนื่องไปเรื่อยๆ คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ คือ ถูกปัจจัยต่างๆ ที่ขัดแย้งบีบคั้น ให้แปรปรวนไปตลอดเวลา และไม่ใช่ตัวตน คือเป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยไม่มีตัวตนที่เป็นเจ้าของ หรือผู้ที่จะบงการให้เป็นไปตามความปรารถนา
เรียกตามแบบว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อรวมว่าไตรลักษณ์
คำเด่นที่สะดุดความรู้สึกของคนจำนวนมาก คือคำว่า ทุกขัง ซึ่งแปลง่ายๆ ว่าเป็นทุกข์
คำว่า “ทุกข์” นี้ นอกจากเป็นหลักหนึ่งในไตรลักษณ์นี้แล้ว ยังปรากฏในหลักธรรมที่สำคัญยิ่ง ซึ่งเป็นหัวใจหรือหลักการใหญ่ของพระพุทธศาสนา คือเป็นข้อแรกในอริยสัจจ์ ๔
หลายคนมองเห็นหลักธรรมเหล่านี้แล้ว ไม่ได้ศึกษาให้ลึกซึ้งลงไป ก็เกิดความรู้สึกว่า พระพุทธศาสนามองโลกในแง่ร้าย เห็นโลกและชีวิตเป็นทุกข์
แต่เมื่อมองดูหลักการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา กลับมองเห็นแต่การดำเนินก้าวหน้าไปด้วยความสุข สู่จุดหมายที่เป็นบรมสุข
ตั้งต้นแต่หลักทั่วไปของการปฏิบัติ พระพุทธศาสนาก็ถือว่าความสุขสามารถเข้าถึงได้ด้วยความสุข คือคนสามารถบรรลุถึงความสุขด้วยวิธีปฏิบัติที่เป็นสุข อันต่างจากลัทธิศาสนาบางพวกที่ถือว่า ความสุขจะบรรลุถึงได้ด้วยความทุกข์
เครื่องทดสอบความถูกต้องอย่างหนึ่ง ของการปฏิบัติธรรม ก็คือ การได้ความสุขที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัตินั้น
ไม่เฉพาะในฌานต่างๆ เท่านั้น ที่มีความสุขเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการปฏิบัติทั่วไป ตัวตัดสินความถูกต้องก็มีความสุขเป็นองค์ธรรมสำคัญ ที่จะต้องเกิดขึ้นด้วย
กล่าวคือ ในกระบวนการปฏิบัติที่ถูกต้อง ได้ผลก้าวหน้าไปสู่จุดหมายนั้น ท่านจะกล่าวอยู่เสมอถึงองค์ธรรมต่างๆ ที่จะเกิดตามกันมาเป็นชุด ได้แก่ เกิดความแช่มชื่นเบิกบาน (ปราโมทย์) แล้วก็เอิบอิ่มใจ (ปีติ) จากนั้นกายใจก็ผ่อนคลาย (ปัสสัทธิ) ความสุขก็เกิดตามมา (สุข) แล้วจิตก็ตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว (สมาธิ) ต่อแต่นั้นก็สามารถเกิดญาณทัสนะ ตลอดไปจนถึงวิมุตติ คือความหลุดพ้นในที่สุด
พระเจ้าปเสนทิโกศลเคยกราบทูลพระพุทธเจ้า แสดงความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยว่า พระองค์เสด็จไปในที่ต่างๆ เห็นนักบวชบางพวกซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณไม่ผ่องใส ผอมเหลือง ตามตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น ไม่ชวนตาให้อยากมอง แต่พระภิกษุทั้งหลายในพระพุทธศาสนานี้ สดชื่น ร่าเริง มีใจเบิกบาน มีอากัปกิริยาน่ายินดี มีอินทรีย์เอิบอิ่ม ไม่วุ่นวาย มีลักษณะของความสงบจิตมั่นใจ
ข้อความสองตอนข้างต้นดูคล้ายขัดกัน เป็นทำนองว่า ทฤษฎีว่าทุกข์ แต่ปฏิบัติเป็นสุข แต่ความจริงไม่ขัดกันเลย หากสอดคล้องกันดี และเสริมกันด้วยซ้ำ
พูดตามหลักอริยสัจจ์ว่า มองอริยสัจจ์ข้อ ๑ เห็นทุกข์ ทำตามอริยสัจจ์ข้อ ๔ เป็นสุข
พระพุทธศาสนามิใช่มองโลกและชีวิตในแง่ร้าย แต่มองโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เมื่อความทุกข์มีอยู่จริง พระพุทธศาสนาก็สอนให้เผชิญหน้าความทุกข์นั้น ไม่เลี่ยงหนี แต่ให้มองดูทุกข์นั้นด้วยความรู้เท่าทัน และด้วยความรู้เท่าทันความทุกข์นั้นเอง จึงทำให้มีจิตใจปลอดโปร่งเป็นอิสระด้วยปัญญา ไม่ถูกทุกข์บีบคั้น
เข้าทำนองว่า “รู้ว่าชีวิตเป็นทุกข์ แต่มีชีวิตเป็นสุข” หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่านั้น ก็ว่า “รู้เท่าทันความทุกข์ จึงมีความสุขที่สมบูรณ์”

No Comments
Comments are closed.