- ทุกข์เราต้องมองเห็น แต่สุขเราต้องให้มีให้เป็น
- ถึงจะเรียนจบหลัก ถ้าไม่รู้จักหน้าที่ต่ออริยสัจ ก็ปฏิบัติไม่ถูก หยั่งธรรมไม่ถึง
- อริยสัจ คือ ธรรมที่นำเสนอเป็นระบบปฏิบัติการ ให้มนุษย์บริหารประโยชน์จากความจริงของธรรมชาติ
- ความจริงมีอยู่ตามธรรมดา พระพุทธเจ้ามีปัญญา ก็มาค้นพบและเปิดเผย
- เมื่อไม่รู้ทันความจริงของธรรม คนก็นำทุกข์ในธรรมชาติมาทำเป็นทุกข์ของตัว
- เมื่อเข้าถึงความจริง ก็เลิกพึ่งพิงตัณหา หันมาเป็นอยู่อิสระด้วยปัญญา
- ธรรมชาติมนุษย์มีพิเศษแง่ดี ที่ศึกษามีปัญญาเลิศได้
- บนฐานแห่งธรรมชาติมนุษย์ผู้เป็นสัตว์ต้องศึกษา พระพุทธเจ้าทรงตั้งหลักพระรัตนตรัยขึ้นมา
- รู้ทันธรรมดา แล้ววางท่าทีให้ถูก
- ถ้าคนไทยตั้งหลักสี่มั่นไว้ จะไม่ไถลตกในหลุมวิกฤติ ถึงแม้ถลำพลาด ก็จะถอนตัวขึ้นสู่วิวัฒน์ได้ฉับพลัน
ถ้าคนไทยตั้งหลักสี่มั่นไว้ จะไม่ไถลตกในหลุมวิกฤติ
ถึงแม้ถลำพลาด ก็จะถอนตัวขึ้นสู่วิวัฒน์ได้ฉับพลัน
หลักธรรม ๔ ประการต่อไปนี้ เป็นหลักการใหญ่ขั้นพื้นฐานของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสย้ำอยู่เสมอ แต่ตามปกติตรัสไว้เป็นอิสระจากกัน เพราะมีนัยโยงถึงกัน หรือครอบคลุมกัน ในที่นี้ขอยกมาย้ำไว้ในที่เดียวกัน ถือว่าเป็นแก่นแท้ที่ปฏิบัติได้ทันที และเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันของสังคมไทย จึงขอนำมากล่าวปิดท้ายในตอนนี้
หลักสำคัญทั้ง ๔ จะต้องใช้ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในการแก้วิกฤติของสังคมไทย และสร้างสรรค์ประเทศชาติต่อไปข้างหน้า คนไทยจะต้องอยู่กับหลักการ ๔ อย่างต่อไปนี้ให้ได้ คือ
1. หลักการกระทำ คือ มุ่งทำการให้สำเร็จด้วยความเพียร โดยเฉพาะความเพียรของตนเอง หลักนี้เรียกว่า หลักกรรมและความเพียร
พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราเป็นกรรมวาที เราเป็นวิริยวาที พระองค์ไม่ได้ตรัสอย่างเดียว แต่ตรัสคู่กันว่า กรรมวาที และวิริยวาที
“เราเป็นผู้กล่าวหลักการกระทำ เราเป็นผู้กล่าวหลักความเพียร”
คนจะทำ ต้องมีความเพียร ถ้าไม่มีความเพียร ก็ก้าวไปในการทำไม่ได้
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งกรรมและวิริยะ ให้หวังผลสำเร็จจากการกระทำด้วยเรี่ยวแรงกำลังของตน ไม่มัวหวังผลจากการอ้อนวอนนอนรอผลดลบันดาล จากลาภลอย จากการรวยทางลัด การทุจริตการเสี่ยงโชคการพนันเป็นต้น
สรุปว่า ต้องถือหลักการกระทำให้สำเร็จด้วยความเพียร ขอยกพุทธพจน์มาย้ำไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย แม้ที่ได้มีแล้วในอดีตกาล…พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายแม้ที่จักมีในอนาคตกาล… แม้เราเองผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะในบัดนี้ ก็เป็นกรรมวาท (ตรัสหลักกรรม) เป็นกิริยวาท (ตรัสหลักการที่จะต้องทำ) เป็นวิริยวาท (ตรัสหลักความเพียร)
(องฺ.ติก. ๒๐/๕๗๗/๓๖๙)
2. หลักการศึกษาพัฒนาตน คือ ต้องถือเป็นหน้าที่โดยมีจิตสำนึกที่จะฝึกตนให้ก้าวหน้าต่อไปในการทำกุศลกรรมต่างๆ ที่จะให้ชีวิตและสังคมดีงามยิ่งขึ้น นี่เรียกว่า หลักไตรสิกขา
ตามหลักเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ที่พูดแล้วแต่ต้นว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐด้วยการฝึก ดังนั้น ในการที่จะก้าวไปสู่ความดีงาม ความประเสริฐสมบูรณ์นั้น ชีวิตต้องพัฒนาด้วยไตรสิกขา เพื่อก้าวไปข้างหน้า
ชีวิตจะต้องดีขึ้น ต้องเรียนรู้ ต้องฝึกฝน ต้องศึกษา ต้องพัฒนาเสมอไป จะต้องไม่มัวหยุดอยู่กับที่
ขอยกคาถาพุทธพจน์แห่งหนึ่งมาไว้เตือนใจว่า
เพราะฉะนั้นแล เป็นคนอยู่ในโลกนี้ พึงศึกษา (ตามหลักไตรสิกขา)เถิด สิ่งใดก็ตามที่พึงรู้ได้ในโลกว่าเป็นสิ่งผิดร้ายไม่ดี ไม่พึงประพฤติผิดร้ายไม่ดีเพราะเห็นแก่สิ่งนั้น ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ชีวิตนั้นน้อยนัก
(ขุ.สุ. ๒๕/๔๐๙/๔๘๕)
พร้อมทั้งพุทธภาษิตว่า
ในหมู่มนุษย์ คนที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐ
(ขุ.ธ. ๒๕/๓๓/๕๗)
3. หลักไม่ประมาท ในการที่จะทำอะไรๆ ด้วยความเพียร และในการที่จะพัฒนาตนนั้น จะต้องไม่ประมาท
ต้องมองเห็นตระหนักในความสำคัญของกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงว่า ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่นี้ สิ่งทั้งหลายรอบตัวเราและชีวิตของเรา ล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เราจะมัวนิ่งนอนใจอยู่ไม่ได้ มีอะไรที่ควรจะทำ ต้องรีบทำ ต้องเร่งขวนขวายไม่ประมาท ไม่นอนใจ ไม่ผัดเพี้ยน
หลักไม่ประมาทนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เหมือนกับรอยเท้าช้าง ที่ครอบคลุมธรรมะของพระองค์ไว้หมด แล้วก็เป็นปัจฉิมวาจาของพระองค์ก่อนปรินิพพานด้วย จึงถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง
ในความไม่ประมาทนี้ แม้แต่สังคมก็จะหยุดนิ่งไม่ได้ เพราะสังคมมีแนวโน้มว่า เมื่อไรมีความสำเร็จ เมื่อไรเจริญดีมีความพรั่งพร้อม เมื่อไรมีความสุขสบาย คนจะเริ่มเฉื่อยลงและเริ่มอ่อนแรง แล้วก็เริ่มมัวเมา ประมาท
สังคมมักจะเป็นอย่างนั้น คือ พอสบาย ก็ประมาท หันไปฟุ้งเฟ้อมัวเมาหลงระเริง ติดในความสุขสบาย เพลิดเพลิน สำเริงสำราญ ลุ่มหลงในการบันเทิง ไม่เร่งรัดขวนขวายทำกิจหน้าที่ ผัดเพี้ยน เฉื่อยชา
เพราะฉะนั้น ผู้บริหารสังคมจะต้องคอยกระตุ้นเตือนปลุกเร้าประชาชน ให้ไม่ประมาทมัวเมาทุกเวลา
เครื่องพิสูจน์การพัฒนานาทีอย่างหนึ่งคือ ทั้งที่สุขสบายก็ไม่ประมาท ถ้าใครทำได้สำเร็จอย่างนี้เมื่อไร ก็มีคุณสมบัติที่จะเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลเดียวที่จะไม่ประมาทเลยเป็นอันขาด คือพระอรหันต์
นอกจากนั้น แม้แต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี ก็ยังประมาทได้ คือพอประสบความสำเร็จไปเท่านี้ ก็พอใจว่าเราได้ก้าวหน้ามามีความดีเยอะแล้วนะ ก็ชักเฉื่อย พอเฉื่อยลง พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าเธอประมาทแล้ว
ในพระพุทธศาสนา ท่านไม่ให้หยุดในการสร้างสรรค์กุศลธรรม ตราบใดยังไม่ถึงจุดหมาย ก็ต้องก้าวไปในไตรสิกขาโดยไม่ประมาท ต้องก้าวต่อไปๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
เราไม่สรรเสริญแม้แต่ความตั้งอยู่ได้ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ต้องพูดถึงความเสื่อมถอยจากกุศลธรรมทั้งหลาย เรายกย่องสรรเสริญอย่างเดียวแต่ความก้าวหน้าต่อไปในกุศลธรรมทั้งหลาย
(อง.ทสก.๒๔/๕๓/๑๐๑)
พุทธพจน์นี้แสดงหลักเดียวกัน คือความไม่ประมาท
4. หลักพึ่งตนได้ ซึ่งทำให้มีอิสรภาพ การพึ่งตนก็คือ สามารถทำให้แก่ตัวเราด้วยตนเอง จึงต้องพัฒนาตัวเอง คือ เราพัฒนาตนเองเพื่อให้ทำได้ และอยู่ดีได้ด้วยตนเอง
เมื่อเราทำได้ด้วยตนเอง อยู่ดีได้ด้วยตนเอง เราก็พึ่งตนได้ ถ้าเราทำไม่ได้ อยู่ดีไม่ได้ เราก็ยังพึ่งตนเองไม่ได้
เราต้องพยายามพึ่งตนให้ได้ แต่ เราจะทำได้ด้วยตนเอง และพึ่งตนได้ เราก็ต้องทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ หรือทำตนให้พึ่งตนได้ โดยฝึกตนขึ้นไป ให้ทำได้ทำเป็น
ถ้าพูดว่าให้พึ่งตน แต่ตัวเขาไม่มีความสามารถที่จะเป็นที่พึ่ง แล้วเขาจะพึ่งตนได้อย่างไร ก็ได้แต่ซัดกันว่า นี่เธอยากจน เธอก็พึ่งตนสิ ว่าอย่างนั้น มันจะพึ่งตนอย่างไร ในเมื่อตนนั้นไม่มีความสามารถที่จะให้พึ่ง
พระพุทธเจ้าทรงเน้นการ “ทำตนให้เป็นที่พึ่งได้” หรือ “ทำตนให้พึ่งตนได้” มากกว่าเน้นการพึ่งตน
ถ้าจะบอกใครให้พึ่งตน ควรถามเขาก่อนว่า “เธอมีตนที่พึ่งได้ไหม?” ถ้าเขามีตนที่พึ่งไม่ได้ แล้วเขาจะพึ่งตนได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น จะต้องให้คน เฉพาะอย่างยิ่ง ให้เด็ก ให้ลูก ฝึกตนพัฒนาตัวขึ้นไป ให้ตัวเขานั้น เป็นตนที่พึ่งได้ ให้เขามีตนที่พึ่งได้ แล้วเขาก็จะพึ่งตนได้
ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเรามากมายนั้น ก็อยู่ตรงนี้แหละ คือ สอนให้เราฝึกตัวพัฒนาตนจนกระทั่งเราสามารถพึ่งตนได้ เพราะมีตนที่พึ่งได้ แล้วเราก็จะเป็นอิสระ
พระองค์จึงตรัสสรุปท้ายหลักการพึ่งตนนั้นว่า “มีตนที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละ จะได้ที่พึ่งซึ่งหาที่ไหนอื่นไม่ได้”
เพราะฉะนั้น อย่าพูดแค่พึ่งตน ซึ่งเป็นเพียงคำเตือนเริ่มต้น แต่ต้องก้าวต่อไปสู่การฝึกฝนปฏิบัติซึ่งเป็นคำสอนที่แท้ว่า “จงพยายามพึ่งตน ด้วยการทำตนให้เป็นที่พึ่งได้”
แล้วทำอย่างไรจะให้ตนเป็นที่พึ่งได้ ก็ต้องฝึก ต้องศึกษาพัฒนาตน
พอพัฒนาตนก็เข้าไตรสิกขา ซึ่งทำให้ตนเองมีคุณสมบัติดีมากขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น สามารถทำการทั้งหลายได้ผลดียิ่งขึ้น ทำกรรมต่างๆ ที่เป็นกุศลยิ่งขึ้น
เมื่อมีความสามารถทำการทั้งหลายได้ดียิ่งขึ้น ก็พึ่งตนเองได้ พอพึ่งตนเองได้ มีตนที่พึ่งได้แล้ว ก็ไม่ต้องพึ่งคนอื่น ก็เป็นอิสระ กลายเป็นว่า สามารถเป็นที่พึ่งของคนอื่น
ฉะนั้น การปฏิบัติในไตรสิกขาคือการพัฒนาตน และการพัฒนาตนก็ทำให้พึ่งตนเองได้ และการพึ่งตนเองได้กับความอิสระก็เป็นอันเดียวกัน
ความเป็นอิสระนี้ มิใช่เฉพาะการไม่ต้องคอยพึ่งพาขึ้นต่อคนอื่นเท่านั้น แต่หมายถึงการไม่ต้องพึ่งพาขึ้นต่อวัตถุมากเกินไปด้วย
ดังนั้น อิสรภาพที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง จึงหมายถึงการมีความสามารถที่จะมีความสุขในตัวเองได้มากขึ้น โดยพึ่งพาขึ้นต่อวัตถุเสพบริโภคน้อยลง คือเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเอาชีวิตไปขึ้นต่อวัตถุ ไม่ต้องเอาความสุขไปฝากไว้กับสิ่งเสพบริโภค ซึ่งจะทำให้การแย่งชิงเบียดเบียนกันในสังคมลดลงไปด้วย
พร้อมกันนั้น เมื่อได้พัฒนาตนเอง ให้มีความสามารถมากขึ้น ทั้งในการที่จะมีความสุขที่เป็นอิสระ และในการที่จะทำการสร้างสรรค์ต่างๆ ก็จะทำให้ทั้งชีวิตของตัวเองก็ดีขึ้น และสามารถเกื้อกูลแก่ผู้อื่นหรือแก่สังคมได้มากขึ้น พร้อมไปในคราวเดียวกัน
ขอยกพุทธภาษิตมาย้ำเตือนอีกว่า
ตนแลเป็นที่พึ่งของตน โดยแท้จริง คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ มีตนที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละ คือได้ที่พึ่งซึ่งหาไหนเทียบไม่ได้
(ขุ.ธ.๒๕/๒๒/๓๖)
หลัก ๔ นี้สัมพันธ์เป็นอันเดียวกัน แต่แยกในเชิงปฏิบัติให้ใช้ได้เหมาะสมและได้ผลจริงจัง การปฏิบัติจากทุกหลักจะมาบรรจบประสานเป็นอันเดียวกัน
ขอทวนอีกครั้งว่า หลัก ๔ ประการนี้ต้องย้ำอย่างที่สุด และเหมาะสมยิ่งกับยุคปัจจุบัน เพราะเป็นหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนา
- ทำการให้สำเร็จด้วยความเพียร
- เรียนรู้ใฝ่ฝึกตน ให้ชีวิตและสังคมพัฒนาเป็นเลิศด้วยการศึกษา
- ตระหนักอนิจจตา มีสติไม่ประมาท หลีกเสื่อมเร่งสร้างไม่ทิ้งเวลา
- รักษาอิสรภาพไว้ พึ่งตนได้ เป็นนักแผ่ขยายความสุข
มีสี่ข้อนี้พอแล้ว ประเทศไทยพัฒนาได้อย่างดี มีความมั่นคง ดำรงในสันติสุขแน่นอน

No Comments
Comments are closed.