ดูคนไทยในวันวาเลนไทน์ ก็พอรู้ได้ว่าจะพาสังคมไปไหวไหม

7 มกราคม 2536

ดูคนไทยในวันวาเลนไทน์ ก็พอรู้ได้ว่าจะพาสังคมไปไหวไหม

คนไทยนี้รับง่าย วัฒนธรรมตะวันตกมาก็ตื่นเต้น รับ จะรับก็รับเถิด ไม่ว่าอะไรหรอก แต่ขอว่า ถ้าจะรับก็ขอให้รู้จักสิ่งที่จะรับสักหน่อย ถามตัวเองว่าเรารู้เข้าใจสิ่งที่ตนรับมาหรือเปล่า เคยคิดไหม หนึ่ง รู้เข้าใจหรือเปล่า สอง มีความคิดของตัวบ้างไหม

หนึ่ง ถ้าไม่ทำด้วยปัญญา สักแต่ไหลไปตามค่านิยมว่า เอ้อ ของฝรั่งเข้ามาแล้ว ตื่นเต้นดี กำลังชื่นชมนิยมฝรั่งอยู่ ก็รับเลย ทั้งที่ไม่มีความรู้เข้าใจเลยว่าวันวาเลนไทน์เกิดขึ้นมาอย่างไร เป็นมาอย่างไร มันคืออะไร ก็รับมาทำตามเขาว่าเสียแล้ว แสดงว่าทำด้วยโมหะใช่ไหม พูดง่ายๆ ก็ทำด้วยความโง่นั่นเองแหละ แล้วมันจะเป็นเครื่องหมายของความมีอารยธรรมได้อย่างไร จะไปรับวันวาเลนไทน์ก็ไม่ว่า แต่ก็รับให้มีปัญญาสักหน่อย อย่างน้อยให้รู้เข้าใจว่ามันคืออะไร ฝรั่งเองเขาทำกันอย่างไร แค่ไหน

สอง นอกจากรู้เข้าใจแล้ว ทำด้วยความคิดหรือไม่ว่าในเมื่อเราปฏิบัติตามคติวันวาเลนไทน์แล้ว มันจะทำให้เกิดการสร้างสรรค์ เป็นไปเพื่อความดีงามของสังคม ทำให้สังคมของเราเจริญก้าวหน้าขึ้นไหม มันมีส่วนใดที่จะเอามาใช้ประโยชน์เพื่อเกื้อหนุนสังคมของเราที่กำลังตกต่ำอยู่อย่างนี้ ไม่ใช่ว่าไม่ทำด้วยความคิดเลย แค่ทำไปตามอารมณ์ความรู้สึก เสร็จแล้วก็จมกันอยู่นี่ พาสังคมของเราให้ล้าหลัง ในขณะที่เขาแข่งขันกัน เราควรจะเจริญก้าวหน้า ก็ไม่ไป ถ้าคนจะมีอารยธรรมก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจมีความคิดใช้ปัญญากันบ้าง

แต่ในที่สุดก็มาลงที่นี่ ให้ดูว่าความรักที่พูดถึงกันวันนี้ เป็นความรักประเภทที่เอาเพื่อตัวเอง อยากได้เพื่อจะทำให้ตัวเป็นสุข เป็นแบบเห็นแก่ตัว หรือเป็นความรักแท้ที่อยากให้เขาเป็นสุข ถ้าจะรับวาเลนไทน์มาก็ปฏิบัติให้ถูก ให้มันช่วยแผ่คุณธรรมที่ถูกต้องนี้ให้ขยายไปในสังคม

ถ้าเราจะใช้วันวาเลนไทน์ให้เป็นประโยชน์ ก็เอามาสนองคติของวันมาฆบูชาเสียเลยว่า ทำอย่างไรจะแผ่ขยายความรักที่ดีออกไป โดยเฉพาะท่าทีทัศนคติต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อหญิงชายคนอื่นให้มองกันเป็นพี่เป็นน้องมากขึ้น สังคมของเราก็จะดีขึ้น อาชญากรรมก็จะลดลงไป และคนก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

พูดได้แน่นอนว่า เวลานี้สังคมไทยของเรากำลังปลุกเร้ากันมากในการที่ให้หญิงชายมองกันเป็นกามวัตถุหรือเป็นวัตถุเสพ ซึ่งก็จะต้องเกิดปัญหามากขึ้นเรื่อยไป แล้วอย่ามาโอดครวญนะว่าทำไมจึงมีเรื่องราวอาชญากรรมกันมาก ก็อย่างที่บอกเมื่อกี้ว่ามันเป็นผลกรรมของสังคมของเรา เราสร้างบาปก่อกรรมนั้นขึ้นมาเอง

ฉะนั้น ถ้าคิดจะทำสังคมของเราให้ดี เราก็ต้องแก้ไขทำกรรมให้ดีกันใหม่ โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดค่านิยมและพฤติกรรมเพื่อทำกรรมส่วนรวมของสังคมให้ดี เข้ากับคติธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า กัมมุนา วัตตะตี โลโก แปลว่า “โลกคือสังคมมนุษย์เป็นไปตามกรรม”

กรรม คือการกระทำ หมายถึงการทำ-พูด-คิด การกระทำนั้นเกิดตั้งแต่ทางใจคือ เจตจำนง ความเชื่อ แนวคิด ค่านิยม เริ่มด้วยว่าเรามีเจตจำนงตั้งจิตคิดมุ่งหมายใฝ่ปรารถนาอย่างไร

ที่พูดมานี้ก็คิดว่าเป็นคติอย่างหนึ่งที่สำคัญของวันมาฆบูชา ที่น่าจะนำมาใช้กับสังคมปัจจุบันให้ได้

ความรัก จากวาเลนไทน์ สู่ความเป็นไทย

รักแท้-รักเทียม ดูอย่างไร เป็นคนก็ต้องรู้จักพัฒนาตนกันบ้าง

No Comments

Comments are closed.