เครื่องวัดความเจริญของชาวพุทธ (อารยวัฒิ)

16 กันยายน 2528

เครื่องวัดความเจริญของชาวพุทธ
(อารยวัฒิ)1

เจริญพร รายการเล่าเรื่องให้โยมฟังวันนี้ คิดว่าจะพูดเรื่องทั่วๆ ไป ที่เกี่ยวกับโยม คือธรรมดาพุทธศาสนิกชน เมื่อปฏิบัติธรรมก็ย่อมมุ่งหวังความเจริญก้าวหน้า ตราบใดที่ยังไม่บรรลุจุดหมายของพระพุทธศาสนา เราก็ต้องปฏิบัติกันเรื่อยไป และในการปฏิบัตินั้น เราก็หวังว่าจะเจริญยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่จะมีอะไรเป็นเครื่องวัดว่า เราเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติหรือไม่ ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าเคยตรัสหลักธรรมไว้หมวดหนึ่ง เรียกว่า วัฑฒิ เรียกเต็มว่า อริยา วัฑฒิ แปลว่าหลักความเจริญอย่างอริยะ หมายความว่าถ้ามีความเจริญอย่างที่พระองค์ตรัสไว้ในที่นี้ ก็แสดงว่าพุทธศาสนิกชนมีความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติ และมีหวังว่าจะเข้าถึงจุดหมายของพระพุทธศาสนา หลักความเจริญที่ว่านี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้มี ๕ ประการ คือ ๑. ศรัทธา ๒. ศีล ๓. สุตะ ๔. จาคะ ๕. ปัญญา

ข้อที่ ๑ คือ ศรัทธา ศรัทธาเราแปลกันง่ายๆ ว่า ความเชื่อ ถ้าขยายความออกไปก็คือ มีความเชื่อความเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย หลักความเจริญข้อนี้ทำให้เราเอามาใช้ตรวจสอบตัวเอง เช่นถามตัวเองว่า เดี๋ยวนี้เรามีศรัทธาแค่ไหน ศรัทธาของเราเจริญเพิ่มพูนขึ้นหรือไม่ คือเชื่อในคุณพระรัตนตรัย เชื่อในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเท่าไร ถ้าหากว่าเรามีความมั่นใจว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้จริง เป็นพระสัมมาสัมพุทธจริง เราก็จะเชื่อฟังคำสอนของพระองค์ไปด้วย เมื่อเชื่อฟังเราก็จะสามารถปฏิบัติได้อย่างมั่นใจ พระองค์สอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราก็จะทำความดี ละเว้นความชั่ว

เพราะฉะนั้น หลักที่จะทำให้เจริญก้าวหน้าอย่างแรกก็คือ จะต้องมีความเชื่ออันนี้ คือความเชื่อความเลื่อมใสในพระคุณของพระพุทธเจ้า ในพระปัญญาตรัสรู้ของพระองค์ ต่อไปก็เชื่อในพระธรรมคำสอน และมั่นใจในพระสงฆ์ที่เอาธรรมมาสั่งสอน ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำไว้ ประกาศไว้ แล้วเราก็ปฏิบัติไป หรืออย่างน้อยเมื่อเราเชื่อ มีศรัทธาในพระศาสนาแล้ว เราก็มีความมั่นใจในกรรมดี มั่นใจในการทำความดี ถ้าเรามั่นใจในการทำความดีแล้ว ก็แน่นอนว่า เราจะเจริญก้าวหน้าไปในแนวทางของพระพุทธศาสนา เราจะทำกรรมดี เว้นความชั่วได้ เพราะเราเชื่อในคำสอนของพระองค์ที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้นนั้น นี้ก็เป็นข้อที่ ๑ คือ ศรัทธา

ข้อที่ ๒ คือ ศีล ศีลก็ได้แก่การเว้นความชั่ว ข้อสองคือศีล นี้ก็สืบเนื่องมาจากข้อหนึ่งคือศรัทธานั่นเอง เพราะว่าด้วยศรัทธานั่นแหละ เราจึงปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เบื้องต้นเราก็เว้นจากความชั่ว ความชั่วทั่วๆ ไปก็คือการเบียดเบียนกัน เรางดเว้นจากการเบียดเบียนกัน โดยงดเว้นจากการฆ่าการทำร้ายร่างกาย การประหัตประหารกัน งดเว้นจากการล่วงละเมิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินกัน งดเว้นจากการล่วงละเมิดในคู่ครองของท่านผู้อื่น งดเว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยวาจา คือกล่าวเท็จ ตลอดจนเว้นจากสุราเมรัย สิ่งเสพติด อันนี้เป็นการประพฤติในขั้นที่เรียกว่า ศีล ถ้าเรามีความก้าวหน้าในเรื่องศีล ในเรื่องความประพฤติ ก็เรียกว่ามีความเจริญด้านที่สอง

ประการที่ ๓ คือ สุตะ สุตะแปลว่าสิ่งที่ได้สดับ สมัยปัจจุบันก็หมายถึงสิ่งที่ได้อ่านด้วย เพราะปัจจุบันนี้มีการพิมพ์การเขียนมาก การอ่านก็เท่ากับการได้ฟังเหมือนกัน คือได้ฟังโดยอ้อม คำที่ท่านผู้อื่นได้กล่าวในความคิดแล้วเขียนออกมา หรือนำมาพิมพ์ แล้วเราเอามาอ่านอีกที ทีนี้ในทางพระพุทธศาสนา การอ่าน หรือการได้ฟังนี้ก็คือ การอ่านหรือได้ฟังสิ่งที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า การวัดอย่างง่ายๆ ก็คือตรวจดูว่า เรานี้ได้มีความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้าแค่ไหน เรารู้หลักธรรมที่จะนำมาใช้ปฏิบัติพอหรือไม่ และถ้าให้ดีก็ต้องถามด้วยว่า เรามีความรู้พอที่จะแนะนำผู้อื่นไหม ในเรื่องเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่นอย่างท่านที่ทำหน้าที่เป็นบิดามารดา เป็นครูอาจารย์ ก็ควรจะมีความรู้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากที่จะใช้ด้วยตนเองประจำวันแล้ว ก็ให้สามารถนำไปแนะนำผู้อื่นได้ด้วย อันนี้เรียกว่า สุตะ

ต่อไปข้อที่ ๔ คือ จาคะ จาคะก็ได้แก่ความเสียสละ ความมีน้ำใจ ควรตรวจดูตนเองว่าเรามีน้ำใจต่อผู้อื่นแค่ไหนเพียงไร เราได้เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อผู้อื่น เราได้เสียสละทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นบ้างหรือไม่ อย่างน้อยก็สละกิเลสในใจของเรา เช่นว่า กิเลสคอยครอบงำ บอกให้เราทำอย่างโน้นอย่างนี้ เรารู้ว่ามันไม่ดีเราจะสละมันทิ้งไป เราทำได้หรือไม่ ถ้าเราสละกิเลสได้ ก็แสดงว่าเราชนะจิตใจตัวเอง มีความสามารถ มีจิตใจเข้มแข็ง รวมความว่า จาคะนี้มีทั้งภายนอกและภายใน สละภายใน ก็คือสละกิเลสที่มันเข้ามาครอบงำจิตใจของเรา จะเป็นความโลภ ความโกรธ หรือความหลงก็ตาม และสละภายนอกเช่นสละทรัพย์สินเงินทองช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น

ต่อไปประการที่ ๕ คือ ปัญญา ปัญญา หมายถึง ความรู้จักเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง ตั้งต้นแต่รู้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพระธรรม เราได้สุตะโดยอ่านหรือสดับตรับฟังมา แล้วเรามีความเข้าใจในคำสอนนั้นจริงหรือไม่ เราอาจจะมีแค่สุตะ คือได้ยินได้ฟังมาและจำได้เท่านั้น แต่ไม่เข้าใจ ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่ามีแต่สุตะ ไม่มีปัญญา เราจะต้องมีปัญญารู้เข้าใจด้วย ต่อจากรู้เข้าใจตามคำสอนแล้วก็เอาคำสอนนั้นมาใช้ในการปฏิบัติ หมายความว่า รู้ดีรู้ชั่ว รู้เหตุรู้ผล รู้ว่าอะไรเป็นคุณเป็นโทษ อะไรเป็นประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ ตลอดจนรู้เกี่ยวกับชีวิตของเรานี้ คือรู้เท่าทันโลกและชีวิตว่าเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น เมื่อรู้เข้าใจแล้ว ก็จะทำให้จิตใจของเราเป็นอิสระปลอดโปร่งผ่องใสได้

ปัญญานี้เป็นหลักสำคัญ ซึ่งอย่างน้อยเราจะต้องตรวจสอบตนเองว่า ในการดำเนินชีวิตของเรานี้ เราได้ทำการต่างๆ โดยใช้ปัญญาหรือไม่ คนเรานี้มี ๒ ประเภท คือ คนที่ทำอย่างที่ภาษาปัจจุบันเรียกว่า ทำตามอารมณ์ พวกหนึ่ง กับคนที่ทำด้วยปัญญา ด้วยเหตุด้วยผล อีกพวกหนึ่ง เราก็เอาปัญญานี้มาตรวจสอบตนเองว่า ในการกระทำของเราหรือที่เราดำเนินชีวิตในแต่ละวันนี้ เราได้ใช้ปัญญาแค่ไหน หรือเราได้ทำตามอารมณ์แค่ไหน ถ้าเราเอาอารมณ์เป็นใหญ่มาก ก็แสดงว่าเรายังมีความเจริญก้าวหน้าในธรรมน้อย ถ้าเราใช้ปัญญาใช้เหตุใช้ผลมาก ก็แสดงว่าเราก้าวหน้าในธรรมมาก มีความเจริญงอกงามดี ก็เอาหลักอันนี้มาตรวจสอบ

ปัญญานี้เป็นตัวคุมทั้งหมด เพราะว่าศรัทธาจะเชื่อถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องมีปัญญากำกับ คือต้องมีความรู้ ความเข้าใจ มิฉะนั้น ศรัทธาก็จะกลายเป็นอย่างที่เขาเรียกว่า เชื่องมงายไปได้ สุตะเรียนรู้มา ก็ต้องมีปัญญามาช่วย ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นแต่เพียงว่าท่องจำอย่างนกแก้ว ได้ฟังมาจำมาอ่านมา รู้ตามที่ท่านว่า แต่ไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร สุตะจึงต้องมีปัญญาช่วย ศีลประพฤติต่าง ๆ ก็ต้องมีปัญญาช่วย มิฉะนั้นก็กลายเป็นอย่างที่เขาเรียกว่า สีลัพพตปรามาส คือยึดถือการปฏิบัติตามศีลวัตร หรือศีลพรต อย่างงมงาย ไม่เข้าใจความมุ่งหมาย ซึ่งเป็นการประพฤติไม่ถูกต้อง อาจจะเคร่งครัด แต่ไม่ช่วยให้ตัวเจริญงอกงามในธรรม กลับทำให้เป็นทุกข์ เกิดความเดือดร้อนไปได้เหมือนกัน จาคะ ความเสียสละก็ต้องมีปัญญากำกับ รู้ว่าอะไรควรเสียสละ อะไรไม่ควรเสียสละ ควรเสียสละอะไร แก่ใคร อย่างไรเป็นต้น ท่านจึงเอาปัญญาวางเป็นข้อสุดท้าย เพื่อควบคุมทั้งหมด

ถ้ามีธรรมะทั้ง ๕ อย่างนี้ คือ มีศรัทธา ความเชื่อที่ถูกต้อง มั่นใจในพระรัตนตรัย มั่นใจในการทำความดี มีศีล ประพฤติดีงาม ไม่เบียดเบียนใคร มีสุตะ มีความรู้ ได้อ่านได้ฟังเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับหลักธรรมต่างๆ ตลอดจนความรู้เรื่องทั่ว ๆ ไป มาเป็นเครื่องประกอบในการดำเนินชีวิต มีจาคะ มีน้ำใจ มีความเสียสละ ทั้งสละภายในคือสละกิเลส และสละภายนอกคือสละทรัพย์สินเงินทองสิ่งของช่วยเหลือกัน แล้วก็มีปัญญา ความรู้ความเข้าใจ รู้เท่าทันโลกและชีวิต ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต ถ้าอย่างนี้แล้ว ท่านก็เรียกว่าเป็นอุบาสก อุบาสิกา ที่เจริญก้าวหน้าในคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นการเจริญด้วยหลักความเจริญที่เป็นอริยะ อย่างที่อาตมภาพกล่าวเบื้องต้น ซึ่งท่านเรียกว่าเป็นอริยวัฒิ หรืออริยา วัฑฒิ แปลว่าความเจริญอย่างอริยะ คือหลัก ๕ ประการที่ใช้เป็นเครื่องตรวจสอบตนเองของพุทธบริษัท

เพราะฉะนั้น พุทธบริษัทเมื่อมาปฏิบัติธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ควรได้ตรวจสอบตนเองอยู่เสมอๆ ว่า เราได้มีความเจริญก้าวหน้างอกงามในคำสอนของพระพุทธเจ้าแค่ไหน และเราจะวินิจฉัยได้เองว่า เรามีความพร้อม มีความสามารถที่จะเดินไปให้ถึงจุดหมายของพระพุทธศาสนาได้ด้วยดี หรือไม่ก็โดยเอาหลัก ๕ ประการนี้ มาเป็นเครื่องตรวจสอบตนเองอยู่เสมอ ถ้าปฏิบัติตามนี้ก็จะบรรลุผลสำเร็จ สมตามที่ได้ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ อาตมภาพจึงนำเอาหลักเรื่องความเจริญอย่างอริยะนี้มากล่าว ดังมีพุทธพจน์ที่ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

“อุบาสกหรืออุบาสิกา ซึ่งในที่นี้ท่านเรียกว่าอริยสาวก คือสาวกของพระอริยเจ้า ผู้ประกอบด้วยความเจริญ ๕ ประการนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยความเจริญอันเป็นอริยะ และชื่อว่าเป็นผู้ถือเอาสาระ ยึดถือเอาสิ่งที่ประเสริฐของชีวิตนี้ไว้ได้”

ถ้าท่านผู้ใดได้ปฏิบัติตามนี้ ก็ควรจะมีปีติปลาบปลื้มใจว่า ตนได้ดำเนินถูกทางแล้ว เป็นผู้เจริญงอกงามในคำสอนของพระพุทธเจ้า

อาตมภาพขอตั้งใจ เอาใจช่วยให้โยมทุกท่านเจริญด้วยอริยวัฒินี้ สมดั่งความปรารถนาโดยทั่วกันทุกท่าน ขออนุโมทนา

เครื่องวัดความเจริญของชาวพุทธ (อารยวัฒิ)

ศรัทธา

เชิงอรรถ

  1. ชุดหนึ่งจาก รายการเล่าเรื่องให้โยมฟัง เล่าเมื่อ ๑๖-๒๔ กันยายน ๒๕๒๘

No Comments

Comments are closed.