ทุกข์เราต้องมองเห็น แต่สุขเราต้องให้มีให้เป็น

12 กุมภาพันธ์ 2541

ถ้ารู้จักพระพุทธศาสนา ความสุขต้องมาทันที1

ทุกข์เราต้องมองเห็น แต่สุขเราต้องให้มีให้เป็น

บางทีคนภายนอก หรือแม้แต่คนภายในนี่เอง มองว่าพระพุทธศาสนาสอนแต่เรื่องทุกข์ อะไรก็เป็นทุกข์ ชีวิตก็เป็นทุกข์

พอมองที่หลักอริยสัจก็เห็นว่า พระพุทธศาสนาเริ่มต้นด้วยทุกข์

นักเรียนมัธยมสมัยก่อน เมื่อ ๕๐ กว่าปีมาแล้ว เรียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ ๖ คำตอบต่อคำถามที่เป็นชื่อของหนังสือนั้น ก็ทรงจับเอาที่จุดนี้คือ อริยสัจสี่

ฝรั่งบางทีก็ว่าพระพุทธศาสนาเป็น pessimism คือมองโลกในแง่ร้าย ไปอ่านดูเถอะ พวก encyclopaedia และหนังสือตำรับตำราฝรั่ง จำนวนมากหรือส่วนมาก พอพูดถึงพระพุทธศาสนา ก็เริ่มด้วยว่าพระพุทธศาสนามองว่าชีวิตเป็นทุกข์ บอกว่า life หรือ existence เป็น suffering อะไรทำนองนี้ ซึ่งชวนให้เกิดความเข้าใจผิด

ตรงนี้ชาวพุทธเองจะต้องชัดเจน

ก่อนจะชี้แจงเรื่องนี้ ขอตั้งข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า

คนพวกที่ไม่ได้เรียนพระพุทธศาสนาในแง่ของตำรับตำรา หรือทฤษฎี ถ้าจู่ๆ เข้ามาเมืองไทย อาจจะได้ภาพของพระพุทธศาสนาที่มีความประทับใจในทางตรงกันข้ามกับพวกที่อ่านหนังสือ

พวกที่อ่านหนังสืออาจเข้าใจว่า พระพุทธศาสนานี่สอนอะไรต่ออะไรให้มองชีวิตเป็นทุกข์ ไม่สบายเลย

แต่พวกที่ไม่ได้อ่านหนังสือ อยู่ๆ เข้ามาเมืองไทย เพียงแต่รู้ว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ พอมาเห็นคนเมืองไทยยิ้มแย้มแจ่มใส อย่างที่เรียกว่าเป็น the land of smile สยามเมืองยิ้ม เลยรู้สึกว่าเมืองไทยเป็นสุข

เคยมีฝรั่งหนุ่มสาวไปหาอาตมาที่วัด ไม่รู้จักกัน ไม่รู้ว่าใครแนะนำไป ถามเขาว่ามาทำไม

เขาบอกว่าเขาอยากรู้เรื่องพระพุทธศาสนา ก่อนมาไม่ได้สนใจ แต่มาแล้ว ตอนเช้ายืนที่หน้าต่าง มองลงไป เห็นคนไทยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ดูคนไทยมีความสุขดี พระพุทธศาสนาสอนอะไรทำให้คนไทยมีความสุข

บางรายถึงขนาดบอกว่า เขาไปเที่ยวตามบ้านนอก ไปเห็นแม้แต่งานศพ สนุกสนานกันจัง เมืองฝรั่งไม่เป็นอย่างนี้เลย เวลามีงานศพฝรั่งหน้าตาเคร่งเครียดเหลือเกิน จิตใจไม่สบายเลย แต่เมืองไทยสนุก แม้แต่งานศพก็ไม่ทุกข์ เขาอยากรู้ว่าพุทธศาสนาสอนอะไร

นี่เป็นความประทับใจอีกแบบหนึ่ง สำหรับคนที่มาเห็นภาพเชิงปฏิบัติในชีวิตความเป็นอยู่ว่าชาวพุทธมีความสุข ตรงกันข้ามกับเมืองฝรั่งที่มีแต่หน้าตาเคร่งเครียด ยิ้มยาก มีความทุกข์มาก เป็นโรคจิตมาก

จะโยงอย่างไรให้สุขกับทุกข์รวมอยู่ในภาพของพุทธศาสนาอันเดียวกัน ถ้าเราจับหลักได้ถูก จะไม่มีปัญหาในเรื่องนี้

คำตอบอยู่ที่หลัก กิจในอริยสัจ หรือหน้าที่ต่ออริยสัจ

เมื่อพูดถึงอริยสัจสี่ จะต้องพูดถึงหน้าที่ต่ออริยสัจด้วย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าพระองค์ยังไม่ทรงรู้เข้าใจอริยสัจสี่แต่ละข้อครบ ๓ รอบ ก็จะไม่ทรงปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้แล้ว

สามรอบนั้น พูดสั้นๆ คือ รู้อริยสัจข้อนั้นๆ รู้กิจคือหน้าที่ต่ออริยสัจข้อนั้นๆ และรู้ว่าได้ทำกิจต่ออริยสัจข้อนั้นๆ เสร็จแล้ว (เรียกว่า สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ตามลำดับ)

ดังนั้น เราจะรู้อริยสัจอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้หน้าที่ต่ออริยสัจ และปฏิบัติหน้าที่ต่ออริยสัจให้สำเร็จด้วย การเรียนอริยสัจโดยไม่รู้หน้าที่ต่ออริยสัจอาจจะทำให้เข้าใจสับสน

พระพุทธเจ้าตรัสกิจ หรือหน้าที่ ต่ออริยสัจสี่ ไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ละอย่างๆ

  1. หน้าที่ต่อทุกข์ คือ ปริญญา (กำหนดรู้ รู้เท่าทัน จับตัวมันให้ได้)
  2. หน้าที่ต่อสมุทัย คือ ปหานะ (ละ หรือกำจัด)
  3. หน้าที่ต่อนิโรธ คือ สัจฉิกิริยา (ทำให้แจ้ง คือบรรลุถึง)
  4. หน้าที่ต่อมรรค คือ ภาวนา (บำเพ็ญ คือปฏิบัติ ลงมือทำ ทำให้เกิด ทำให้มีขึ้น)

ข้อ ๑ นี่ จำไว้ให้แม่นใจเลยว่า หน้าที่ต่อทุกข์ คือปริญญา คือต้องรู้ทันมัน เราไม่มีหน้าที่เป็นทุกข์ ทำไมล่ะ ก็เพราะปัญหาเป็นสิ่งที่เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราจับจุดปัญหาไม่ได้ เราก็แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่เฉพาะตัวปัญหาเท่านั้น เราจะต้องรู้เข้าใจสิ่งที่เกี่ยวข้องกับปัญหา สิ่งที่รองรับหรือเป็นที่ตั้งของปัญหา คือรู้เท่าทันชีวิตสังขาร และรู้เท่าทันโลก

ความสุขที่แท้มากับปัญญา ท่านไม่สอนให้เรามีความสุขอย่างโง่ๆ

เอาละ นี่เป็นเรื่องของความรู้ หน้าที่ต่อทุกข์มีอย่างเดียวคือ ปริญญา พูดง่ายๆ ทุกข์นี้สำหรับปัญญารู้… จบแค่นี้

ถ้าใครเอาทุกข์มาเข้าตัว ใครทำตัวให้เป็นทุกข์ แสดงว่าปฏิบัติผิดหลัก ไม่มีที่ไหนพระพุทธเจ้าสอนให้คนเป็นทุกข์ สอนแต่ให้รู้เท่าทันทุกข์ เพื่อจะแก้ไขได้ มรรคต่างหาก ที่เรามีหน้าที่ปฏิบัติลงมือทำให้มีให้เป็น

สุขตรงข้ามกับทุกข์ สุขอยู่ในอริยสัจข้อไหน สุขอยู่ในข้อนิโรธ คือในข้อจุดหมาย แต่เราไม่นิยมใช้คำว่าสุข เพราะสุขนี้จะเป็นสัมพัทธ์ตลอด เป็น relative เพราะตราบใดที่มีสุข ก็หมายความว่ายังมีทุกข์ปนอยู่ คือยังไม่พ้นทุกข์ ยังไม่ชัดว่าทุกข์หมดหรือยัง

แต่ถ้าเมื่อไรทุกข์ไม่มีเหลือ อันนี้จะพูดว่าสุขหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าพูดว่าสุขก็หมายถึงสุขสมบูรณ์เลย ไม่มีทุกข์เหลืออยู่

พุทธศาสนายอมรับมาตรฐานตัดสินต่อเมื่อไร้ทุกข์หรือไม่มีทุกข์เหลือเลย จุดหมายของพุทธศาสนาคือไม่มีทุกข์เหลือเลย

นิโรธนั้นที่แท้ไม่ได้แปลแค่ดับทุกข์ ขอให้สังเกตว่า “นิโรธ” นั้นแปลว่า การไม่เกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพราะดับทุกข์แสดงว่าเรามีทุกข์ จึงต้องดับมัน

พอเราปฏิบัติไปถึงจุดหมายของพระพุทธศาสนา ก็ถึงภาวะไร้ทุกข์ ไม่มีทุกข์เหลือ ไม่มีการเกิดขึ้นแห่งทุกข์อีกต่อไปเลย

ส่วนในระหว่างปฏิบัติ ระหว่างที่เป็นสัมพัทธ์ ทุกข์จะน้อยลง และจะมีสุขมากขึ้น ฉะนั้น สุขจึงจัดอยู่ในฝ่ายนิโรธ ในฝ่ายจุดหมาย กิจหรือหน้าที่ต่อนิโรธ คือ สัจฉิกิริยา แปลว่า ทำให้ประจักษ์แจ้ง คือทำให้ประจักษ์แก่ตัวหรือบรรลุถึง สุขจึงเป็นภาวะที่เรามีเพิ่มขึ้นๆ

หมายความว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่เรารู้ทัน แล้วก็หาทางแก้ เราจะก้าวไปสู่จุดหมาย คือมีสุขเพิ่มขึ้นเรื่อย ทุกข์น้อยลงเรื่อย จนกระทั่งหมดทุกข์ เป็นสุขที่แท้ คือ “นิพพานํ ปรมํ สุขํ” นิพพานเป็นบรมสุข

ท่านที่ถึงนิพพานแล้วสุขอย่างไร ถ้าพูดให้สั้นคือ มีความสุขอยู่ในตัวตลอดเวลา ไม่ต้องหาความสุข และมีความสุขที่เป็นอิสระ เช่น สุขได้ทุกที่ทุกเวลา สดใสเบิกบานอยู่เป็นธรรมดา ไม่ต้องพึ่งพาขึ้นต่อสิ่งอื่นหรือวัตถุภายนอก

ในแง่หนึ่งก็เหมือนที่ท่านว่าไว้ในมงคลข้อท้ายสูงสุดว่า ถึงแม้ถูกโลกธรรมทั้งหลายกระทบกระทั่ง ก็ไม่หวั่นไหว จิตใจเกษมเบิกบานสดใส ไร้โศก ไร้ธุลี

ระหว่างปฏิบัติ เราก็ห่างทุกข์และมีสุขมากขึ้นเรื่อย

ฉะนั้น ในชีวิตจริง คือภาคปฏิบัติ ชาวพุทธจึงต้องมีสุขมากขึ้น และทุกข์น้อยลงไปเรื่อยๆ นี่คือการที่เราดูพุทธศาสนาในเชิงปฏิบัติ ซึ่งเป็นชีวิตจริง ฝรั่งจึงเห็นชาวพุทธมีความสุขยิ้มแย้มแจ่มใส

แต่ถ้าไปอ่านหนังสือเป็นเชิงทฤษฎี ที่คนเขียนจับหลักไม่ชัด พอเริ่มด้วยทุกข์ก่อน ก็มองพุทธศาสนาเป็นทุกข์ไป

ที่จริงนั้น ทั้งหลักการและภาคปฏิบัติของพระพุทธศาสนา สอดคล้องเป็นอันเดียวกัน

ทวนอีกที พุทธศาสนิกชนต้องจับหลักเรื่องกิจหรือหน้าที่ต่ออริยสัจนี้ให้ได้ว่า…

  1. ทุกข์ เรามีหน้าที่ ปริญญา รู้ทัน ศึกษาให้เข้าใจว่ามันอยู่ที่ไหน มันเป็นอย่างไร จับตัวมันให้ชัด เพื่อให้พร้อมที่จะแก้ไข
  2. สมุทัย ตัวสาเหตุของทุกข์นั้น เราจึงมีหน้าที่ ปหานะ กำจัดแก้ไข
  3. นิโรธ เรามีหน้าที่ สัจฉิกิริยา บรรลุจุดหมายที่บราศทุกข์ เป็นสุขมากขึ้นๆ
  4. มรรค ข้อนี้เท่านั้นที่เรามีหน้าที่ ภาวนา ปฏิบัติลงมือทำ

สรุปความว่า พระพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์ไว้สำหรับปัญญารู้ แต่สอนเรื่องสุขสำหรับให้เรามีชีวิตเป็นจริงอย่างนั้น

พูดอย่างสั้นว่า พุทธศาสนาสอนให้รู้ทันทุกข์ และให้อยู่เป็นสุข หรือให้สั้นกว่านั้นอีกว่า พุทธศาสนาสอนให้เห็นทุกข์ แต่ให้เป็นสุข คือ ทุกข์สำหรับเห็น แต่สุขสำหรับเป็น

เพราะฉะนั้น จะต้องมองพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาแห่งความสุข ไม่ใช่ศาสนาแห่งความทุกข์ ฝรั่ง (หรือไทยก็ตาม) เมื่อจับจุดไม่ถูก ก็เข้าใจผิดพลาด สับสน

ถ้ารู้จักพระพุทธศาสนา ความสุขต้องมาทันที

ถึงจะเรียนจบหลัก ถ้าไม่รู้จักหน้าที่ต่ออริยสัจ ก็ปฏิบัติไม่ถูก หยั่งธรรมไม่ถึง

เชิงอรรถ

  1. บรรยายแก่ผู้บริหารระดับสูงของกรมการศาสนา ที่กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เดิมมีชื่อเรื่องว่า แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ต่อมา ได้มีการพิมพ์ในชื่อใหม่ว่า ทุกข์สำหรับเห็น แต่สุขสำหรับเป็น ในการพิมพ์รวมเรื่องสำหรับงานของคุณโยม นาม พูนวัตถุ ๒๗ ม.ค. ๒๕๕๑ ได้เลือกคัดตัดตอนเนื้อความจากหนังสือ ทุกข์สำหรับเห็น แต่สุขสำหรับเป็น นั้น ประมาณครึ่งเล่ม นำมาจัดปรับลำดับเนื้อหาบางตอนใหม่ และตั้งชื่อนี้

No Comments

Comments are closed.