- ทุกข์เราต้องมองเห็น แต่สุขเราต้องให้มีให้เป็น
- ถึงจะเรียนจบหลัก ถ้าไม่รู้จักหน้าที่ต่ออริยสัจ ก็ปฏิบัติไม่ถูก หยั่งธรรมไม่ถึง
- อริยสัจ คือ ธรรมที่นำเสนอเป็นระบบปฏิบัติการ ให้มนุษย์บริหารประโยชน์จากความจริงของธรรมชาติ
- ความจริงมีอยู่ตามธรรมดา พระพุทธเจ้ามีปัญญา ก็มาค้นพบและเปิดเผย
- เมื่อไม่รู้ทันความจริงของธรรม คนก็นำทุกข์ในธรรมชาติมาทำเป็นทุกข์ของตัว
- เมื่อเข้าถึงความจริง ก็เลิกพึ่งพิงตัณหา หันมาเป็นอยู่อิสระด้วยปัญญา
- ธรรมชาติมนุษย์มีพิเศษแง่ดี ที่ศึกษามีปัญญาเลิศได้
- บนฐานแห่งธรรมชาติมนุษย์ผู้เป็นสัตว์ต้องศึกษา พระพุทธเจ้าทรงตั้งหลักพระรัตนตรัยขึ้นมา
- รู้ทันธรรมดา แล้ววางท่าทีให้ถูก
- ถ้าคนไทยตั้งหลักสี่มั่นไว้ จะไม่ไถลตกในหลุมวิกฤติ ถึงแม้ถลำพลาด ก็จะถอนตัวขึ้นสู่วิวัฒน์ได้ฉับพลัน
เมื่อเข้าถึงความจริง ก็เลิกพึ่งพิงตัณหา
หันมาเป็นอยู่อิสระด้วยปัญญา
ในทางตรงข้าม ถ้าเรารู้ทันความจริงของโลกและชีวิต แล้วเปลี่ยนวิธีสัมพันธ์เสียใหม่ เราไม่สัมพันธ์ด้วยอวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน แต่เปลี่ยนจากอวิชชาเป็นวิชา และสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลายด้วยปัญญา สมุทัยก็หายไป กลายเป็นนิโรธ
พออวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน หายไปปั๊บ สมุทัยหายไป ทุกข์ก็หายไปด้วย กลายเป็นนิโรธดับทุกข์หมด หรือทุกข์ไม่เกิดขึ้นเลย
ดังนั้น วิธีแก้ไขก็คือการพัฒนามนุษย์ให้มีปัญญา จนกระทั่งหมดอวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน เพราะฉะนั้นจึงต้องทำให้เกิดวิชา เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตโดยอาศัยตัณหาน้อยลงตามลำดับ จนกระทั่งอวิชชาหมดไป เมื่อหมดอวิชชาแล้ว ก็คือนิโรธ ไม่มีทุกข์เกิดขึ้นอีก
จากกฎธรรมชาติโยงมาถึงอริยสัจ คิดว่าชัดพอสมควร ถ้าไม่ชัดกรุณาถามด้วย
ย้อนอีกทีหนึ่งว่า กฎธรรมชาติมีอยู่เป็นธรรมดาของสิ่งทั้งหลายที่เกิดดับ เปลี่ยนแปลงไป คงสภาพเดิมไม่ได้ เป็นปรากฏการณ์ที่ปรากฏภาพออกมาตามเหตุปัจจัยของมัน เป็นไปตามธรรมดาอย่างนี้
เมื่อมนุษย์อยู่ในโลก ก็ต้องไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น ถ้าเราสัมพันธ์ไม่ถูก คือใช้อวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน ก็เกิดปัญหาทันที คือเกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรามีความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง ให้ใช้ปัญญาที่จะปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้น ด้วยความรู้เข้าใจ จนกระทั่งไม่ต้องอาศัยอวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน
เมื่อเราพัฒนาปัญญาจนถึงที่สุด เราก็จะพ้นจากอวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน เราก็เป็นอิสระ ก็คือถึง นิโรธ
แต่ในการที่จะมีปัญญา จนหมดอวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน นั้น มนุษย์ก็ต้องพัฒนาตัวเอง ซึ่งก็คือมรรคนั่นเอง
มรรค ก็คือกระบวนวิธีพัฒนามนุษย์ไปสู่การมีปัญญา จนกระทั่งไม่ต้องอาศัยอวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน ในการดำเนินชีวิต แต่เป็นอยู่ด้วยปัญญา
พอถึงตรงนี้ก็จบเรื่องของอริยสัจ
เพราะฉะนั้นจึงพูดได้ว่า พระพุทธศาสนาสอนเรื่องธรรมชาติ กับการที่มนุษย์ไปสัมพันธ์กับธรรมชาติ เท่านั้นเอง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ
๑. ความจริงของธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติ
๒. การรู้เข้าใจความจริงนั้น แล้วนำมาใช้ประโยชน์ แต่เป็นประโยชน์ของตัวชีวิตเอง ที่จะให้ชีวิตของเราหมดปัญหาอย่างแท้จริง
พูดอีกอย่างหนึ่งว่า พุทธศาสนามีเท่านี้ คือ
๑. ความจริงของธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติ ซึ่งเราต้องเรียนรู้ และใช้ประโยชน์โดยปฏิบัติให้ถูกต้อง
๒. มนุษย์เป็นผู้เรียนรู้เข้าใจความจริงนี้ และใช้ประโยชน์จากความรู้นั้น เราจึงต้องศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ด้วย

No Comments
Comments are closed.