- (นำเรื่อง)
- (จริยธรรมที่เป็นมาและที่เป็นอยู่นั้น เป็นอย่างไร)
- (ปัญหาเกี่ยวกับคำว่า “มานะ” และ “อยาก”)
- (ผลเสียของ “มานะ”)
- (“ฉันทะ” และ “ตัณหา” กับหนทางแห่งการพัฒนา)
- (กิเลส ๓: ตัณหา มานะ ทิฐิ)
- (ใช้กุศลธรรมใด แทนกิเลสทั้งสาม)
- (หลักการพื้นฐานเพื่อการพัฒนาจริยธรรม)
- (จริยธรรมที่พึงระวัง)
- (คุณธรรมที่แฝงในนิสัยนักศึกษา)
- (คุณธรรมที่เป็นหลักสำคัญของประชาธิปไตย)
- (จริยธรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาสังคม)
- (ความเชื่อที่งมงาย และการปฏิบัติที่งมงาย)
- (การเสพติดทางจิตใจ)
- (สภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ ผลกระทบต่อคนรุ่นใหม่)
- (บทสรุป)
หันกลับมาข้อที่สอง เรื่องความอยาก ทำไมเราจึงมีท่าทีต่อความอยากในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม ที่จะพยายามเป็นผู้ไม่อยากได้อยากดี ไม่เอาอะไร ไม่มีความอยาก นี่ก็เกิดจากความเลือนลาง เคลื่อนคลาดในความเข้าใจธรรมะ คือไม่รู้จักแยกว่า ตามความจริงนั้นความอยากมี ๒ อย่าง คือ ความอยากที่ชอบธรรมกับความอยากที่ไม่ชอบธรรม หรือจะเรียกกว่าความอยากที่เป็นกุศลกับความอยากที่เป็นอกุศล ซึ่งทางธรรมะมีศัพท์เฉพาะ แต่เรามักเข้าใจอย่างเดียวกันว่าความอยากนี้เป็นตัณหา ฉะนั้นเราก็เลยพยายามเลี่ยงว่าฉันเป็นคนไม่มีตัณหา หรือลดตัณหาแล้ว ละตัณหาแล้ว หมดตัณหาแล้ว พยายามแสดงว่าฉันเป็นคนไม่มีความอยาก โดยลืมไปว่าความอยากที่ดีก็มี แล้วก็เลยลืมศัพท์คำนี้ไป หรือไม่ลืมแต่ว่าไม่มอง ไม่เอามาใช้ มองข้ามไปเสีย ความอยากอีกอันหนึ่งที่เป็นกุศล คือ ฉันทะ ซึ่งเป็นคู่กัน เมื่อมองตัณหาแล้วต้องมองฉันทะคู่กันไปเสมอ แล้วก็รู้จักพิจารณาว่าจะใช้อันไหน ถ้าจะใช้ตัณหาก็อาจจะเอามาเร้าในการสร้างสรรค์ความเจริญได้บ้าง โดยใช้เป็นอุบาย คือ เป็นการใช้อกุศลมาเร้ากุศล ซึ่งมีผลข้างเคียงในทางร้ายด้วย
ทีนี้ถ้าจะใช้ให้ถูกต้องจริงๆ ก็ต้องสร้างฉันทะขึ้นมา ฉันทะคือความอยาก ความต้องการที่จะทำให้ดี ความอยากในทางสร้างสรรค์ ความอยากที่จะรู้ให้เท่าถึงความจริง นี่คือฉันทะ ซึ่งประกอบด้วยปัญญาที่รู้คิดรู้พิจารณาว่า อะไรดีอะไรถูกต้อง แต่ก็เป็นความอยากอย่างหนึ่งเหมือนกัน อาตมภาพอยากจะใช้คำสั้นๆ ว่า ตัณหาคือความอยากเสพ ส่วนฉันทะคือความอยากสร้าง มีความอยากเสพกับอยากสร้างเป็นของคู่กัน
ในทางธรรมนั้นถือว่า ฉันทะเป็นองค์ประกอบที่จำเป็น เป็นรากเหง้า เป็นต้นตอที่ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในคุณความดีต่อไป ถ้าไม่มีฉันทะก็ปฏิบัติดีได้ยาก จะทำความดีสร้างสรรค์อะไรไปไม่ได้ ฉะนั้นจะต้องสร้างฉันทะขึ้นมา ข้อสำคัญก็คือจะต้องแยกให้ถูกระหว่างฉันทะกับตัณหา เมื่อเข้าใจให้ถูกต้องแล้ว ก็จะแก้ปัญหาของคนได้ทั้ง ๒ ประเภท
คนพวกหนึ่งคือนักปฏิบัติธรรม ก็จะได้รู้ว่ามีความอยากที่ชอบธรรม แล้วก็จะได้ไม่มีความเก้อเขินหรือละอายหรือรังเกียจที่จะพูดถึงความอยาก แต่รู้ว่าอยากอย่างไหน ข้อไหน และอีกพวกหนึ่งก็คือผู้ที่ทำงานรับผิดชอบในการพัฒนา ผู้ที่ทำงานพัฒนา เมื่อไปเห็นว่า ในทางธรรมะหรือในทางศาสนาไม่สนับสนุนความอยาก ไปๆ มาๆ ก็เลยเห็นว่าธรรมะหรือศาสนาขัดถ่วงการพัฒนา แล้วก็เลยโมเมบอกว่าในการพัฒนาจะต้องเร้าความอยาก ก็คือต้องเร้าตัณหาให้มากขึ้น ให้คนอยากได้โน่นได้นี่ จะได้ทำงาน แล้วก็จะเกิดการพัฒนา พวกนี้ก็ไม่รู้จักฉันทะเหมือนกัน แยกไม่เป็นเหมือนกัน ว่าอยากอย่างไหนดี อยากอย่างไหนไม่ดี พอเร้าให้อยากในทางตัณหา คนก็อยากได้โน่นได้นี่ แต่ไม่อยากทำงาน เมื่อไม่อยากทำงานแต่อยากได้ ก็หาวิธีให้ได้โดยทางลัด ต่อมาก็ปรากฏว่า มีการกู้หนี้ยืมสินมาก มีการลักขโมยมาก การทำทุจริต ยาเสพติด ความฟุ้งเฟ้อต่างๆ แต่การทำงานไม่เป็นล่ำเป็นสัน ผลตามมาก็คือ ถอยจากการพัฒนา แล้วก็เพิ่มปัญหามากขึ้น
การเข้าใจถูกต้องเกี่ยวกับความอยากนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนทั้ง ๒ พวก โดยเฉพาะผู้ที่รับผิดชอบในการพัฒนาสังคม ถ้าไม่เข้าใจให้ถูกต้อง เราจะมีการผิดพลาดซ้ำเป็นครั้งที่สอง ถ้ายอมรับที่พูดเมื่อกี้นี้ว่า ในอดีตเราเคยใช้มานะเป็นตัวเร้า ให้บุคคลสร้างสรรค์ความก้าวหน้าในชีวิต ให้ทำความดีงามต่างๆ และมาในปัจจุบันนี้ เราจะมาเร้าตัณหาให้เป็นตัวปัจจัยในการสร้างสรรค์ความเจริญในสังคม เราจะเปลี่ยนความผิดพลาดจากอันที่หนึ่งคือมานะ มาสู่อันที่สองคือตัณหา ก็คือพลาดทั้งคู่ พลาดซ้ำอีก ฉะนั้น จะต้องเลือกให้ดี และอันนี้คือการรับผิดชอบต่อเยาวชนรุ่นใหม่ด้วย ว่าจะเอาอย่างไรกัน

No Comments
Comments are closed.