เรื่องความสามัคคี

28 เมษายน 2548

เรื่องความสามัคคี

ทีนี้ก็มาดูว่า ที่จะให้องค์กรนั้นนี้มาร่วมจัดงานกับคณะสงฆ์นั้น เราจะมีหลักในการพิจารณาอย่างไร ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ ว่า เรามาร่วมสามัคคีกัน อะไรต่างๆ อย่างนั้นอย่างนี้

เริ่มต้น ที่พูดว่า “สามัคคี” นั้นก็เป็นคำที่ดี แต่ความสามัคคี มี อย่าง

อย่างที่ ใช้คำเบา ๆ หน่อย เลี่ยงคำรุนแรง ขอใช้คำว่าความสามัคคีของคนขี้เมา คือ คนขี้เมาแกตั้งวงเหล้าขึ้น ใครมาก็กินด้วยกัน จะมาอย่างไรและกินเสร็จแล้วจะไปอย่างไร ก็แล้วแต่ ก็หมดเรื่องไป

อย่างที่ ความสามัคคีของบัณฑิต คือ บัณฑิตนั้น เมื่อแก้ปัญหาเสร็จแล้ว ก็มาร่วมทำสังฆกรรมกัน แต่เมื่อเขายังไม่ได้ตกลงร่วมกันนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไปทำร้ายกัน

ในแบบของบัณฑิตนั้น เมื่อยังแก้ปัญหาไม่เสร็จ ก็ไม่ทำร้ายไม่เบียดเบียนกัน ก็อยู่กันไปด้วยดีโดยสงบ แต่จะสามัคคีก็คือ แก้ปัญหาให้สำเร็จลง ยุติด้วยความรู้ความเข้าใจ แล้วอะไรๆ ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี จึงจะมีความประสานสอดคล้องกลมกลืนกัน ที่เรียกว่าความสามัคคี

ถ้าพื้นฐานข้างในลึกลงไปยังขัดแย้งกันอยู่ คนหนึ่งมีของตัวไว้แล้วว่าจะเดินไปทางหนึ่ง อีกคนหนึ่งยึดอีกหลักหนึ่ง ก็จะเดินไปอีกทางหนึ่ง แล้วคุณจะบอกว่าสามัคคี แม้แต่จะออกเดินก็ยังไปไม่ได้แล้ว ใครคนหนึ่งจะมาบอกตกลงว่าสามัคคี ทั้งที่ยังไม่รู้เรื่องว่าคนไหนจะไปไหน จะไปอย่างไร แบบใด และจะไปเอาอะไร ได้แต่ตกลงว่าสามัคคี พอเริ่มเดิน ก็เริ่มยุ่งแล้ว ยิ่งเดินไปก็ยิ่งยุ่ง จนไปกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น สามัคคีแบบบัณฑิตก็ต้องแก้ปัญหาหลักที่ยึดต่างกันก่อน ให้มันลงตัว

แล้วก็ที่ท่านนายกฯ บอกว่า “นับถือพระพุทธเจ้าเหมือนกัน” ก็ต้องสามัคคีกัน อันนี้ก็เป็นคำที่สำคัญ คนก็จะเห็นว่า เออ…ก็จริงของท่านนี่นา…นับถือพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ก็น่าจะสามัคคีร่วมกันจัดได้

แต่ที่จริง คำพูดนี้ต้องเปลี่ยน ต้องพูดใหม่ว่า “จะอ้างว่านับถือพระพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่พอหรอก” เพราะว่า พวกที่บอกว่านับถือพระพุทธเจ้านี่ เราต้องดูด้วยว่าเขาปฏิบัติอย่างไร มีหลักการอย่างไร ยึดถืออย่างไร ดีไม่ดีจะยุ่งนะ

เดี๋ยวจะยกตัวอย่างในญี่ปุ่นและในอเมริกา แต่เอาแค่ในเมืองไทยก่อน ก็มีกลุ่มที่อ้างว่า ฉันก็นับถือพระพุทธเจ้าเหมือนกัน เช่น กลุ่มพุทธาวตาร คือพวกหนึ่งที่มาจากอินเดีย เป็นพวกในศาสนาฮินดูที่เคยพยายามกลืนพระพุทธศาสนา เขาบอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นนารายณ์อวตารลงมา พวกนี้ก็อ้างว่านับถือพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่จริง ๆ ตัวแท้เขาเป็นฮินดู

ในอินเดียครั้งอดีตนั้น ฮินดูคิดล้มพุทธศาสนา จะทำอย่างไรล่ะ พระพุทธศาสนาเจริญมาก ทำมาหลายอย่าง ทั้งรุนแรงแล้วก็ไม่สำเร็จ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็จะกลืนเสีย เลยใช้วิธีอ้างว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระนารายณ์เทพเจ้าใหญ่อวตารลงมา (พูดออกมาข้างนอกให้จำกันเป็นปางพุทธาวตาร ดูเข้าที แต่พวกเขาเองรู้กันว่าให้เป็นปางมายาโมหะ คือลงมาหลอกลวงพวกอสูรให้นับถือผิดๆ คือเขาให้ชาวพุทธนี่แหละเป็นพวกอสูร)

กลุ่มพุทธาวตารเข้ามาในเมืองไทยหลายปีแล้วนะ มีคนเคยเอาภาพที่เขาไปเผยแพร่มาให้ดู เขาพยายามเผยแพร่ลัทธิของเขา แล้วฮินดูก็จะเข้ามาได้ง่ายขึ้น นี่อ้างพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่ขืนสามัคคี ก็ยุ่งเลย

อีกตัวอย่างหนึ่ง ถ้าเกิดมีกลุ่มนักบวชพวกหนึ่งบอกว่าเป็นพระพุทธศาสนาเหมือนกัน จะมาสามัคคี แต่เป็นกลุ่มนักบวชมีครอบครัว แล้วก็อ้างว่า ก็นับถือพระพุทธเจ้าเหมือนกัน อย่างนี้จะปล่อยเข้ามาง่ายๆ หรือ

เพราะฉะนั้น ที่ท่านว่านับถือพระพุทธเจ้าเหมือนกันก็ต้องสามัคคีกัน นี่ คำพูดนี้ต้องพูดใหม่ คือพูดอย่างที่ว่า “จะอ้างว่านับถือพระพุทธเจ้าเหมือนกันเท่านั้น ไม่พอนะ” ต้องดูต่อไปว่า มีหลักการ มีการปฏิบัติ เชื่อถือ ยึดถืออะไรอย่างไร เพราะเรื่องศาสนาก็สำคัญตรงที่หลักการและการปฏิบัติที่เชื่อถือยึดถือนี่แหละ แล้วก็ตรงนี้เองละ ที่ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญหรือเสื่อม หรือเกือบสูญสิ้นได้เลย นี่แหละตัวสำคัญเลย

ยังอีกแง่หนึ่ง คือ ความสามัคคีก็เป็นเรื่องหนึ่ง การแสดงออกซึ่งความสามัคคีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สามัคคีมีอยู่ ไม่มีปัญหา แต่การแสดงออกซึ่งความสามัคคีนี่ ก็ต้องทำให้เหมาะด้วย อย่าเอามาปนเปสับสนกัน เขาก็สามัคคีกันอยู่ หรือเราสามัคคีกันจริง จิตใจปรารถนาดี ไม่ได้แตกแยกอะไรกัน แต่ในการแสดงออกซึ่งความสามัคคี ก็ต้องมีวิธีการที่จะแสดงความสามัคคีให้เหมาะสมในทางสังคม พ่อแม่สามัคคีกับลูก ครูอาจารย์สามัคคีกับเด็กลูกศิษย์ ก็ต้องจัดให้เหมาะ ไม่เช่นนั้นสังคมจะยุ่งหมด ยิ่งในระดับชาติ ก็ต้องทำให้เป็นตัวอย่าง ไม่เช่นนั้นในสังคมชุมชนระดับปลีกย่อยจะวุ่นวายสับสนหมด อันนี้เรื่องความสามัคคี

จัดงานวิสาขบูชา อย่าอยู่แค่หน้าตา ต้องไปให้ถึงเนื้อตัว

ควรแสดงความคิดเห็นกัน บนฐานของความรู้ เรื่องเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

No Comments

Comments are closed.