เรื่องเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

28 เมษายน 2548

เรื่องเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

ทีนี้ อีกอย่างหนึ่ง มักจะอ้างเรื่องเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศ บางทีก็เขียนไว้เพียงให้หลักกว้าง ๆ จริงอยู่ เจตนารมณ์ก็มุ่งให้คนมีเสรีภาพ แต่เสรีภาพนั้นก็ต้องมีกฎหมายปลีกย่อยมาบอกอีกว่าในเรื่องใดแค่ไหนอย่างไร ไม่ใช่บอกทีเดียวจบแค่รัฐธรรมนูญ

จะเห็นว่า เสรีภาพในรัฐธรรมนูญอาจจะบอกกว้าง ๆ เช่นในเรื่องทางศาสนานี้ ก็จะว่า เมื่อไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน นี่เป็นสำนวนเก่า ที่เขียนกันมาแต่ไหนแต่ไร หรือถ้าเป็นหลักทั่วไป ก็ทำนองว่า เมื่อไม่ละเมิดต่อผู้อื่น เมื่อรัฐธรรมนูญบอกไว้กว้างๆ ก็มีกฎหมายลูกมารับช่วงต่อ

อย่างเรื่องศาสนานิกายต่างๆ ก็ไม่ใช่หมายความว่า จะไปอ้างรัฐ-ธรรมนูญว่าใครจะนับถืออย่างไร ก็เป็นนิกายอะไรก็ได้ อย่างในเมืองไทยก็มีกฎหมายบอกว่านิกายไหนเป็นที่ยอมรับโดยรัฐ อย่างเช่น แม้แต่ที่มีนิกายจีน นิกายญวน (จีนนิกาย อานัมนิกาย) ก็มีกฎหมาย ดูเหมือนจะในระดับกฎกระทรวงยอมรับ ไม่ใช่ว่าจะอ้างรัฐธรรมนูญ แล้วบอกว่าเป็นนิกายหนึ่ง ๆ ไม่ได้ ถ้าขืนอย่างนั้นแล้วจะยุ่งหมด

ก็เลยจะขอยกตัวอย่างสักหน่อย คือ ศาสนานี้เป็นเรื่องว่าด้วยความดีงาม และเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าจัดการไม่ดี ก็จะเป็นปัญหาที่ใหญ่มากด้วย

ขอยกตัวอย่างในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้ก็ ๑๐ ปีพอดี คือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม ปี 1995 มีการปล่อยแก๊สพิษในสถานีรถไฟใต้ดิน ทำให้คนตายไปจำนวนหนึ่งแล้วบาดเจ็บหลายพัน สืบไปสืบมา ก็ได้ความว่ามาจากลัทธิศาสนาที่เรียกว่า โอม-ชินริเกียว” (Aum Shinrikyo)

ลัทธินี้ก็อ้างว่ามาจากพุทธศาสนา รวมกับ เต๋า และโยคะ จะเห็นว่ามีคำว่า “โอม” ซึ่งเป็นคำที่มาจากศาสนาพราหมณ์

ขอให้ข้อมูลเป็นความรู้ปลีกย่อยนิดหน่อย คือ เวลาพวกพราหมณ์จะกล่าวอะไรที่สำคัญมากขึ้นมา เขาจะเริ่มต้นด้วยคำว่า “โอม” ซึ่งเขาถือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง หรือศักดิ์สิทธ์ที่สุดในศาสนาพราหมณ์ เป็นคำที่รวมเอาเทพเจ้าที่เรียกว่า “ตรีมูรติ” คือพระพรหม พระนารายณ์ และพระอิศวร อันสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ เข้าไว้ด้วยกันในคำเดียว หรือหมายถึงไตรเพท คัมภีร์ที่เป็นโองการของพระพรหม ซึ่งก็ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาพราหมณ์

ต่อมาพุทธศาสนาแบบมหายานเกิดขึ้น ก็อย่างที่ทราบกัน คือมีการไปรับเอาแนวคิดของพราหมณ์/ฮินดูเข้ามา คำว่า “โอม” ก็เข้ามาสู่พุทธศาสนา โดยที่พุทธศาสนามหายานก็มี “โอม” เป็นคำที่สำคัญมาก เช่นในประโยคว่า “โอม มณี ปัทเม-หู้ม”

(ชาวพุทธบางท่านเอาคำนี้มาปรับให้เข้ากับพุทธศาสนา โดยให้ “โอม” หมายถึงพระรัตนตรัย ด้วยการแยกศัพท์ให้ตรงตามของพราหมณ์ เป็น อ+อุ+ม=โอม แต่ทั้งนี้เปลี่ยนให้ =อรหํ อุ=อุตฺตมธมฺโม =มหาสงฺโฆ)

ตอนนี้มาที่ญี่ปุ่นก็แปลงต่อไปอีก โอม-ชินริเกียว (Aum Shinrikyo) ก็มีท่านโชโก อาซาฮารา (Shoko Asahara) เป็นหัวหน้าลัทธิ แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่า ลัทธิศาสนานี้ ซึ่งบอกว่านิยมความสงบ ให้นั่งสมาธิ ทำจิตภาวนา แต่มีเบื้องหลัง ในที่สุดก็คือเป็นผู้ก่อคดีปล่อยแก๊สพิษในสถานีรถไฟใต้ดิน ทำให้คนตายและเจ็บมากมาย

แต่ที่เป็นอย่างนี้ก็เป็นเรื่องที่มีอิทธิพลของศาสนาคริสต์เข้ามาด้วย เมื่อกี้บอกว่าเอาพุทธศาสนา โยคะ แล้วก็เต๋า มาผสมผสานกัน แต่ที่ว่ามีอิทธิพลของศาสนาคริสต์ ก็คือ ความเชื่อในคำทำนายเรื่องโลกาวินาศ คือ ในศาสนายิว-คริสต์มีคัมภีร์พวกหนึ่งเรียกว่า อะพอคคาลิปส์ (Apocalypse) ซึ่งพูดถึงคำทำนายที่ว่าจะเกิดภัยพิบัติใหญ่ถึงคราวโลกจะแตก (the end of the world) และพระผู้เป็นเจ้าจะทรงช่วยคนดีผู้ที่ประพฤติธรรมให้รอด

ทีนี้พวกลัทธิภายหลังก็มาพัฒนาหรือเอาแนวคิดนี้มาใช้กัน เช่นบอกว่า ดูซิ โลกปัจจุบันมันวุ่นวายเลวร้ายเหลือเกิน คนประพฤติต่ำทราม มีแต่สงครามรบรากัน อันนี้จะทำให้พระผู้เป็นเจ้าพิโรธ เมื่อพิโรธแล้วก็จะทรงทำให้โลกพินาศ ลัทธิพวกนี้ก็บอกว่า อีกไม่ช้าโลกจะอวสาน พระผู้เป็นเจ้าท่านไม่เอาไว้แล้ว เพราะฉะนั้นเขาจึงมาช่วย ให้คนพวกเราที่เป็นกลุ่มเล็กๆ นี้รอด พวกเราต้องรีบปลีกตัวแยกออกไปเสียก่อน นี่เป็นทางรอด

อิทธิพลความเชื่อนี้ก็เข้ามาในลัทธิศาสนาอื่นด้วย อย่างที่ว่าเขาจะสันนิษฐานหรืออะไรก็แล้วแต่ โอม-ชินริเกียวนี้ก็ถึงกับว่าตัวเขากำหนดชะตาของโลกได้ รวมความเอาเป็นว่าลัทธินี้มีแนวคิดที่เป็นการผสมผสานลัทธิศาสนาต่างๆ

ทีนี้เมื่อโอม-ชินริเกียวก่อเรื่องเป็นคดีใหญ่อย่างนี้ ก็ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นเกิดความตระหนักเห็นภัยว่า ศาสนาถ้าไม่ระวัง ก็เป็นเรื่องยุ่งเหมือนกัน เลยเป็นเหตุให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องออกกฎหมายมาควบคุมกิจกรรมลัทธิศาสนา

จัดงานวิสาขบูชา อย่าอยู่แค่หน้าตา ต้องไปให้ถึงเนื้อตัว

เรื่องความสามัคคี รู้จักสังคมที่ว่าพัฒนาแล้ว ให้ชัดขึ้นอีกหน่อย

No Comments

Comments are closed.