รู้จักสังคมที่ว่าพัฒนาแล้ว ให้ชัดขึ้นอีกหน่อย

28 เมษายน 2548

รู้จักสังคมที่ว่าพัฒนาแล้ว ให้ชัดขึ้นอีกหน่อย

ลองดูประเทศอเมริกาบ้าง คือน่าสังเกตว่า เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาสูงสุด เพราะว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ จิตใจคนจะวุ่นวายมาก อย่าไปนึกว่าเรื่องแบบนี้จะมีเฉพาะในประเทศที่ด้อยพัฒนานะ เพียงแต่ว่าประเทศด้อยพัฒนาก็มีสิทธิ์ที่จะตามอย่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศพัฒนาแล้วนั่นแหละเป็นตัวนำในเรื่องปัญหาเหล่านี้ เขาจึงมีลัทธิพวกเหล่านี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ที่อเมริกานั้น เรื่องหนึ่งที่ครึกโครมมากก็คือ เมื่อปี 1978 ได้มีกรณีของเจ้าลัทธิคนหนึ่ง ซึ่งตอนแรกก็เป็นนักบวชในนิกายโปรแตสแตนต์ ท่านผู้นี้ชื่อ จิม โจนส์ (Jim Jones) เที่ยวสั่งสอนเก่ง ได้รับความนิยมมาก ก็ตั้งขบวนการของท่านขึ้น แล้วต่อมาได้พาลูกศิษย์ไปตั้งนิคมแห่งหนึ่งที่โจนส์ทาวน์ (Jonestown) ในประเทศ Guyana (ในทวีปอเมริกาใต้) ต่อมาก็มีพฤติกรรมที่ทำให้ประเทศอเมริกาสงสัย จึงมีคองเกรสส์แมนพาคณะไปจะสืบสาวราวเรื่องดู แล้วตัวเองกับนักข่าวโดนพวกเหล่านี้ยิงตายไป ๔-๕ คน

ต่อมาวันหนึ่ง จิม โจนส์ ที่เป็นเจ้าลัทธิ ได้ออกคำสั่งให้ลูกศิษย์สาวกฆ่าตัวตายโดยดื่มเครื่องดื่มที่ผสมไซยาไนด์ ดับชีพไป ๙๑๓ คน รวมทั้งคนที่ตายโดยถูกยิง และตัวเองที่ยิงศีรษะตายด้วย เป็นคดีใหญ่ครึกโครมมาก นี่ก็เรื่องของลัทธิศาสนา

อีกตัวอย่างหนึ่ง ในปี 1993 ที่รัฐเทกซัส ก็มีกรณีของคุณเดวิด โกเรช (David Koresh) ที่เติบโตมาในศาสนาคริสต์นิกายเซเวนต์เดย์แอดเวนติสม์ แต่แล้วก็กลายเป็นหัวหน้าลัทธิใหม่ ตั้งตัวแหวกแนวออกไป เรียกว่า Branch Davidians ซึ่งในที่สุดเมื่อเขาพาสาวกมาชุมนุมที่เมืองเวโก ในรัฐเทกซัส (Waco, Texas) ก็เกิดมีเรื่องกับทางฝ่ายรัฐ โดยทางการเอาเจ้าหน้าที่มาล้อม และมีการยิงต่อสู้กัน เจ้าหน้าที่ล้อมอยู่ ๕๑ วัน

ในที่สุด กลุ่มนี้เองก็ได้จุดไฟเผาที่ตึกนั้น พวกตัวเองรวมทั้งเจ้าลัทธิด้วยตายไป ๗๔ คน เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ครึกโครมมาก แล้วยังโยงใยมาถึงการระเบิดครั้งใหญ่ในรัฐ Oklahoma ซึ่งทำลายสถานที่ราชการ ทำให้ทรัพย์สินและชีวิตพินาศวอดวายเป็นอันมาก และสืบสวนกันว่ามาจากพวกนี้เอง คือสาวกที่ไม่ตายคราวนั้น มีความคั่งแค้น แล้วมาก่อการขึ้น

ตัวอย่างต่อมาคือ ในปี 1997 มีหัวหน้าลัทธิที่มีภูมิหลังความเชื่อในศาสนาคริสต์ เกี่ยวกับคำทำนายเรื่องโลกาวินาศที่ว่ามาแล้ว แกบอกว่าต่อไปนี้มนุษย์ทั้งหลายจะต้องพินาศย่อยยับ มีความทุกข์เดือดร้อนกันมาก พอดีถึงปี 1997 เป็นวาระที่ดาวหางชื่อ เฮลบ๊อปป์ (Hale Bopp) จะผ่านมา หัวหน้าลัทธิมีชื่อว่า นายมาร์แชล แอปเปิลไวท์ (Marshall Applewhite) เรียกสั้น ๆ ว่าท่านโบ และอีกคนหนึ่งเรียกว่าท่านปี๊ป (“Bo” and “Peep”) สองคนนี้ก็บอกแก่เหล่าสาวกว่าดาวหางมา จะมีจานผีติดมาด้วย ให้พวกเราทิ้งร่างนี้เสีย แล้วขึ้นจานผีติดไปกับดาวหางนั้นแหละ เพื่อที่จะไปสู่ประตูสวรรค์ ก็เลยเรียกลัทธินี้ว่า “Heaven’s Gate” (ประตูสวรรค์)

พวกสาวกลัทธินี้ก็พากันรอ พอดาวหางมาก็ไปชุมนุมกัน แล้วก็พร้อมใจกันฆ่าตัวตาย รวมทั้งหมด 39 คน เพื่อจะไปกับดาวหางสู่ประตูสวรรค์ โดยเชื่อว่าพวกเขาจะพ้นจากภัยพิบัติที่มนุษย์เหล่าอื่นที่ไม่นับถืออย่างเขาจะต้องประสบ และพวกเขาจะมีความสุข

จะเห็นเป็นเรื่องน่าแปลก ที่ว่าความเชื่อแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาสูงสุด แล้วก็งมงายขัดแย้งถึงกับต้องฆ่าฟันสังหารกันในดินแดนที่บอกว่าเป็นตัวอย่างของการมีเสรีภาพทางศาสนา เพราะผู้คนในประเทศเหล่านี้มีสภาพจิตใจไม่ปกติ แล้วมันก็เป็นเรื่องของจิตวิทยามวลชนด้วย คือคนในสังคมแบบนี้ เมื่อจิตใจสับสนวุ่นวายมากนัก ก็อยากมีอะไรที่ง่ายๆ ที่ไม่ต้องคิดเหตุผลมาก

อย่างในสังคมปัจจุบัน คนสมัยนี้ปั่นป่วนวุ่นกับเรื่องเหตุผล ต้องคิดมากอยู่แล้ว (ลองมองดูด้วยถึงการที่พุทธศาสนาสอนแบบเป็นเหตุเป็นผลมาก) ก็เลยอยากเอาอะไรให้มันง่าย ๆ ต่อมาก็เกิดมีลัทธิจำพวกที่เชื่อคำสั่งหัวหน้า หรือเชื่อบัญชาของเจ้าลัทธิ แบบชี้เป็นชี้ตายกันเลย

อันนี้เป็นจิตวิทยามวลชน ที่เขาวิเคราะห์ว่า คนพวกนี้ต้องการจะพ้นจากความรู้สึกเลื่อนลอย เคว้งคว้าง ไม่มั่นคงในสังคมปัจจุบัน พอเขาได้อันนี้ คือมีเจ้าลัทธิที่เขาต้องเชื่อเด็ดขาด ท่านสั่งอะไรมาก็ต้องทำไปอย่างนั้น เขาจะรู้สึกมั่นคง หนึ่ง ก็ง่ายๆ เชื่อไปเลย ทำไปเลย สอง ตั้งเป็นชุมชนขึ้นมา อย่างจิมโจนส์ที่ตั้งกลุ่มจนกระทั่งตั้งนิคมตั้งเมืองของตัวเอง

เมื่อมีกลุ่มพวกของตัวเองก็จะทำให้รู้สึกมีกำลังและมีความมั่นคงขึ้น เพราะในสังคมปัจจุบันคนที่มากมายนั้น แต่ละคนรู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว ว้าเหว่ หงอยเหงา พอมีชุมชนพวกของตัวเองขึ้นมา รู้สึกว่าเรามีพวก เรามีแรงค้ำชูจากหมู่ที่มีความคิดความเห็นอย่างเดียวกันและมีวิถีชีวิตเหมือนกัน ก็รู้สึกอบอุ่น มั่นคงขึ้น สบายใจ มีความสุขไปด้านหนึ่ง

อันนี้ก็เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ด้านจิตวิทยา แต่รวมความก็คือมันออกมาในเรื่องของลัทธิศาสนา เราจะต้องเข้าใจว่าเราจะต้องเตรียมรับมือกับลัทธิศาสนาต่างๆ ที่มากับสภาพของยุคสมัย ให้เกิดผลดีที่แท้ ทั้งแก่ชีวิตและสังคม

แล้วก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ลัทธิและขบวนการต่างๆ ที่ยกมาเล่าเป็นตัวอย่างนี้ เป็นเพียงกรณีย่อย ประเภทเหตุการณ์ช่วงสั้น ที่เอามาเล่าก็เพื่อสะท้อนภาพชีวิตจิตใจและสังคม ของคนในถิ่นแดนที่ปัจจุบันถือกันว่าพัฒนาอย่างสูงยิ่งแล้ว พอให้เห็นว่าที่จริงที่แท้เขาเป็นอย่างไรกันแน่

แต่ถ้ามีเวลาพอ จะต้องเล่าเรื่องราวของลัทธินิกายหรือขบวนการทางศาสนาระดับใหญ่โต ที่ยืนยาว ซึ่งมีเรื่องยืดเยื้อ และลึกลับซับซ้อน มีอิทธิพลกว้างขวาง อย่างน้อยสัก ๓ เรื่อง จะได้เข้าใจอะไรๆ ที่เรียกว่าศาสนาชัดเจนมากขึ้น แต่ตอนนี้ ตัดไว้แค่ที่เล่ามานั้นก่อน

ทั้งนี้ที่พูดมา ก็เพื่อให้เห็นว่า ในเรื่องลัทธิศาสนานั้น การที่จะบอกว่ามีเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่พอ ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องราวและปัญหาของลัทธิศาสนาและจัดการให้ถูกด้วย อย่างน้อย กฎหมายแม่บทหรือรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้จบในตัวแค่นั้น แต่ยังต้องมีกฎหมายลูกรับช่วงต่อด้วย

จัดงานวิสาขบูชา อย่าอยู่แค่หน้าตา ต้องไปให้ถึงเนื้อตัว

เรื่องเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ สถานะของคณะสงฆ์ ตามกฎหมายและประเพณีของรัฐไทย

No Comments

Comments are closed.