- ความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติ
- ๑. พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
- ๒. พระพุทธศาสนาเป็นแกนนำและเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมไทย
- ๓. พระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่ชนชาวไทย
- ๔. พระพุทธศาสนาเป็นหลักการที่ช่วยดำรงรักษาเสรีภาพในการนับถือศาสนา
- ๕. พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันคู่ชาติไทย
- ๖. พระพุทธศาสนาสอดคล้องกับลักษณะนิสัยของคนไทยที่รักความเป็นอิสระเสรี
- ๗. พระพุทธศาสนาเป็นแหล่งสำคัญที่หล่อหลอมเอกลักษณ์ของชาติไทย
- ๘. พระพุทธศาสนาเป็นมรดกและเป็นคลังสมบัติอันล้ำค่าของชนชาติไทย
- ๙. พระพุทธศาสนาเป็นหลักนำทางในการพัฒนาชาติไทย
- ๑๐. พระพุทธศาสนาเป็นแหล่งของดีมีค่าที่ชนชาติไทยมอบให้แก่อารยธรรมของโลก
- สรุป
-๑๐-
พระพุทธศาสนาเป็นแหล่งของดีมีค่าที่ชนชาติไทยมอบให้แก่อารยธรรมของโลก
ชนชาติหนึ่งๆ นอกจากมีหน้าที่ต้องพัฒนาประเทศชาติของตนเองแล้ว ก็พึงมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ และส่งเสริมอารยธรรมของโลกด้วย
ตามประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่า ชนชาติบางชนชาติ ก็มีส่วนร่วมอย่างมากมายในการทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าแห่งอารยธรรมของมนุษย์ บางชนชาติก็มีส่วนร่วมเล็กน้อย บางชนชาติก็ไม่ปรากฏว่าได้มีบทบาทใดๆ ที่ชัดแจ้งในเรื่องนี้เลย
ชนชาติไทยเป็นชนชาติที่เก่าแก่มากชนชาติหนึ่ง มีวัฒนธรรมที่เจริญก้าวหน้าอย่างสูงมาตลอดเวลายาวนาน จึงได้มีส่วนร่วมในการสร้างเสริมอารยธรรมของโลกด้วย แม้ว่าจะอยู่ในขอบเขตที่ไม่กว้างนัก
ส่วนร่วมที่ว่านี้ ก็คือ ศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจนมีแบบแผนเป็นของตนเอง อย่างที่เรียกว่ามีเอกลักษณ์ของความเป็นไทยเด่นชัด ศิลปวัฒนธรรมไทยเหล่านี้ มีพระพุทธศาสนาเป็นแหล่งกำเนิดใหญ่ ดังได้กล่าวมาแล้ว
ศิลปวัฒนธรรมไทย ที่ว่าได้พัฒนามาจนมีเอกลักษณ์ของตนเองนั้น เป็นเรื่องของอดีตแทบทั้งสิ้น ส่วนที่เป็นปัจจุบันมีน้อยอย่างยิ่ง เพราะศิลปวัฒนธรรมไทยที่สืบมาแต่เดิมนั้น ถึงปัจจุบัน ต้องนับว่าอยู่ในสภาพที่เรียวมาก
ในช่วง ๑ ศตวรรษเศษๆ ที่ผ่านมา สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมาก คนไทยได้หันไปสนใจสิ่งแปลกใหม่ที่ยอมรับกันว่าเป็นความเจริญจากตะวันตก และรับเอาวัฒนธรรมภายนอกเข้ามาอย่างไม่อั้นไม่ยั้ง โดยเฉพาะในส่วนของระบบการต่างๆ และเทคโนโลยี พร้อมทั้งสิ่งเสพบริโภคทั้งหลาย
ในช่วงเวลานี้ ศิลปวัฒนธรรมไทยที่สืบกันมา ก็ถูกเมินเฉยละเลย และแม้กระทั่งทอดทิ้ง จนบางส่วนบางอย่างเลือนรางหดหาย หรือถูกตัด ขาดตอน หมดไปเลยก็มี
ส่วนวัฒนธรรมใหม่ หรือของใหม่ที่เรารับเข้ามาจากภายนอกนั้น ก็มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจากแหล่งอื่นหรือแหล่งเดิมของมัน ทำให้มีส่วนเพิ่มพูนที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างนองเนือง จนแม้แต่เพียงรับเอาก็แทบไม่ทัน
ภาพของสังคมไทยที่ปรากฏเด่นชัดในปัจจุบัน ได้แก่ความมีค่านิยมตามอย่างวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะการตกอยู่ในภาวะเป็นผู้ตาม ด้วยการคอยรองรับความเจริญใหม่ๆ จากภายนอก
ในเมื่อมีท่าทีแห่งการรับเอา และไม่ได้ตั้งตัวคิดเตรียมว่าตนควรจะปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างเป็นตัวของตัวเองอย่างไร อาการของคนไทยต่อวัฒนธรรมภายนอกในสมัยใหม่นี้ จึงเป็นไปในลักษณะของผู้เสพหรือผู้บริโภคแทบทั้งสิ้น
ในเมื่ออยู่ในฐานะของผู้เสพหรือบริโภค ก็ไม่ได้ช่วยพัฒนาแม้แต่วัฒนธรรมหรือของใหม่ที่รับเข้ามา สังคมไทยในสภาพเช่นนี้ จึงแทบไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง และแทบไม่มีส่วนร่วมในการสร้างเสริมอารยธรรมของโลก เพราะไม่มีอะไรที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นใหม่เอง ที่จะเอาไปเพิ่มให้เขา
สิ่งทั้งหลายที่ถือว่าเป็นความเจริญใหม่ๆ ทันสมัย ซึ่งมองเห็นหรูหราโอ่อ่าอยู่ในเมืองใหญ่และในกรุง ก็ล้วนเป็นของรับเอามาจากเขา หรือทำตามอย่างเขา ซึ่งเขาเองก็มีอยู่แล้วหรือมีดีเหนือกว่าด้วยซ้ำ
เมื่อจะแสดงอะไรที่เป็นของตนเองแก่คนพวกอื่น ก็จึงต้องหันไปหยิบยกเอาศิลปวัฒนธรรมสมัยเก่าๆ ออกมาอวด
แม้ถึงคนพวกอื่นจากภายนอกที่เข้ามาเยี่ยมเยือนศึกษามองหาความเป็นไทย หรือของดีของไทย ก็ชื่นชมเห็นคุณค่าแต่เฉพาะศิลปวัฒนธรรมไทยที่สืบมาหรือหลงเหลือจากอดีต พากันนำไปเผยแพร่หรือกล่าวขวัญ มิได้เห็นความสำคัญหรือชื่นชมตึกระฟ้า รถยนต์โอ่อ่ารุ่นล่าสุด เครื่องบินยักษ์จัมโบ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งพวกเขาก็มีหรือเห็นได้ในที่อื่น แม้แต่ชนิดที่ดีกว่า ก้าวหน้ายิ่งกว่า
การมีวัตถุอุปกรณ์และระบบการต่างๆ ที่ทันสมัยมีคุณค่ามีประโยชน์ทั้งหลายนั้น ก็เป็นสิ่งที่ดี มิใช่ข้อเสียหาย เข้าหลักที่ว่า มีดีที่เขามี
แต่ที่จะให้เขาเห็นคุณค่าเคารพนับถือจริง และได้ชื่อว่ามีส่วนร่วมสร้างเสริมอารยธรรมของโลกด้วยนั้น นอกจากมีดีที่เขามีแล้ว จะต้อง มีดีที่เขาไม่มี หรือทำให้ดีเหนือกว่าในสิ่งที่เขามีด้วย
โดยเหตุนี้ คนไทยจะต้องช่วยกันคิดช่วยกันพิจารณาว่า จะพัฒนาประเทศชาติอย่างไร ให้เรามีสิ่งที่ดีมีคุณค่า ซึ่งเกิดขึ้นหรือพัฒนาขึ้นจากภูมิธรรมภูมิปัญญาของเราเอง อันจะทำให้เราเป็นผู้ที่ได้มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างอารยธรรมของโลก ช่วยให้มนุษยชาติเจริญก้าวหน้ามีโอกาสบรรลุสันติสุขได้ดียิ่งขึ้น
พระพุทธศาสนา นอกจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ชนชาติไทยมีศิลปวัฒนธรรมที่เจริญก้าวหน้ามาในอดีตแล้ว ก็ยังคงเป็นสถาบันหลักของประเทศ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมไทยอยู่แม้ในปัจจุบัน
เพียงแต่รอเวลา และรอความสามารถของคนไทย ที่จะนำศักยภาพของพระพุทธศาสนาที่มีอยู่อย่างสูง เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการร่วมพัฒนาภูมิธรรมภูมิปัญญาของมนุษยชาติ ให้อารยธรรมของโลกเจริญประณีตยิ่งขึ้น
ปัจจุบันนี้ ถ้ามองกว้างออกไปในโลก ก็จะเห็นว่า คนจำนวนมากมาย โดยเฉพาะผู้ที่มีการศึกษา ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสูง พากันหันมาสนใจศึกษามองเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนามากขึ้นๆ (น่าสังเกตอย่างชวนแปลกใจด้วยว่า ในทางกลับกัน พระพุทธศาสนาดูเหมือนว่าจะเรียวรี และกำลังเสื่อมโทรมหรือสูญหายเหลือน้อยลงไปทุกทีจากประเทศที่ด้อยพัฒนา หรือล้าหลังทั้งหลาย)
ทั้งนี้ เพราะพระพุทธศาสนามีสิ่งที่ชนชาติเหล่านั้นไม่มี ซึ่งสามารถนำไปเสริมเติมส่วนที่บกพร่องขาดแคลนในภูมิธรรมภูมิปัญญาของเขาให้บริบูรณ์ขึ้นมาได้
ประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายนั้น รู้ตระหนักแล้วว่า แม้ประเทศชาติของเขาจะเจริญก้าวหน้าในด้านวัตถุและระบบการต่างๆ แล้วอย่างมากมาย แต่ก็ยังเกลื่อนกล่นไปด้วยปัญหานานัปการทั้งที่ยังแก้ไม่ได้ และที่เกิดประดังขึ้นมาใหม่ ไม่สามารถบรรลุสันติสุขที่แท้จริง
ด้วยเหตุนั้น เขาจึงคิดว่า วัฒนธรรมและอารยธรรมของเขาได้เดินทางผิดพลาด หรือมิฉะนั้นก็คงขาดปัจจัยหรือองค์ประกอบสำคัญบางอย่างไป และจึงพากันแสวงหาวิถีทางที่ถูกต้อง หรือปัจจัยสำคัญที่ขาดไปนั้น
ในที่สุด หลายคนก็ได้มาพบคำตอบในพระพุทธศาสนา และมองเห็นว่า พระพุทธศาสนาสามารถชี้และชักจูงพวกเขาเข้าสู่วิถีทางแห่งการพัฒนาที่ถูกต้อง พร้อมทั้งสามารถอำนวยองค์ประกอบหรือปัจจัยสำคัญที่ขาดไปในอารยธรรมของเขา ซึ่งจะทำให้เขาแก้ไขปัญหาที่ค้างคาอยู่ เข้าถึงชีวิตที่มีความหมายและความสุขที่แท้จริงได้
สิ่งที่ขาดไปในอารยธรรมของชนชาติที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ ก็คือ การพัฒนาด้านจิตปัญญา หรือ การพัฒนาจิตใจ และการพัฒนาปัญญา ที่เรียกว่า สัมมาปัญญา ซึ่งเป็นการพัฒนาสองด้านหรือสองระดับ ที่เป็นแดนถนัดเป็นพิเศษของพระพุทธศาสนา
ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงอำนวยประโยชน์ มีคุณค่าอย่างยิ่ง ต่ออารยธรรมของมนุษยชาติ เพราะสามารถชี้นำบอกทาง ที่จะทำให้การพัฒนาอารยธรรมดำเนินไปอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ส่งผลให้มวลมนุษย์ประสบสันติสุขและอิสรภาพได้ตามความมุ่งหมาย
ในทางตรงข้าม ประเทศด้อยพัฒนา หรือล้าหลัง บางประเทศ กลับปล่อยให้พระพุทธศาสนาเสื่อมโทรมหรือสูญหายไปจากประเทศของตน ที่ถึงกับตั้งเจตนาตัดรอน หรือทำลายล้างเสียก็มี
การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุว่า ประเทศเหล่านี้ ได้เริ่มนับถือพระพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้งที่ตนยังมีความเจริญน้อย
การยอมรับนับถือในครั้งนั้น ก็คือ การตกลงที่จะปฏิบัติจากจุดที่ตนยังอยู่ห่างไกลหลักการของพระพุทธศาสนา ให้ก้าวหน้าไปในทิศทางที่จะเข้าถึงพระพุทธศาสนามากขึ้นๆ ตามลำดับ และรับเอาได้เฉพาะแต่หลักการและคุณค่าบางส่วนที่ตนจะรู้เข้าใจและใช้ประโยชน์ได้ในเวลานั้นๆ หรือเท่าที่ผู้เผยแพร่หลักธรรมในยุคสมัยนั้นจะสามารถนำเสนอได้
ต่อมา เมื่อปฏิบัติเจริญก้าวหน้าไปบ้างระยะหนึ่ง ก็กลับเสื่อมถอยลง เพราะเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเมือง มีศึกสงครามภายนอกบ้างภายในบ้าง ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในทางที่ไม่เอื้ออำนวยบ้าง ศาสนศึกษาและสถาบันศาสนาเสื่อมโทรมเสียเองบ้าง ความเชื่อถือหรือลัทธิศาสนาอื่นเข้ามาปะปนบ้าง เป็นต้น รวมทั้งภูมิหลัง ซึ่งไม่มีพื้นฐานที่หนักแน่นเพียงพอที่จะต่อรับกับคุณค่าใหม่ได้ดี
ต่อมา แม้จะมีการปรับปรุงและกลับเจริญขึ้นอีก แล้วก็กลับเสื่อมลงอีก เจริญและเสื่อมสลับกันมาตลอดเวลายาวนาน และระหว่างนั้น รูปแบบต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาทีละน้อยๆ ก็ค่อยๆ สะสมพอกพูนมากขึ้น จนทำให้เนื้อหาสาระของพระพุทธศาสนาถูกจำกัดปกคลุมอยู่ภายในเครื่องห่อหุ้มแห่งรูปแบบที่จับตัวแข็งทื่อ
จากภาวการณ์ที่เป็นมาอย่างนี้ เมื่อใกล้จะถึงยุคปัจจุบันก็อยู่ในสภาพที่เฉื่อยชา ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ข้างเสื่อม ศาสนิกชนส่วนใหญ่ยังอยู่ห่างไกลจากหลักการของพระศาสนา หรือมิฉะนั้น ก็ดึงหลักการของพระศาสนาลงมาปรับให้เข้ากับสภาพของตน ความรู้ความเข้าใจแท้จริงในพระศาสนามีน้อย พระพุทธศาสนาถูกพอกด้วยความเชื่อถือและข้อปฏิบัติที่เข้ามาปะปนจากภายนอกเป็นอันมาก
ในสภาพที่ว่านี้ พอดีวัฒนธรรมจากประเทศตะวันตกหลั่งไหลเข้ามา ประชาชนเห็นสิ่งดีแปลกใหม่ที่ตนไม่มี โดยเฉพาะความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุทั้งหลาย ก็ตื่นเต้น หันมาระดมให้ความสนใจ ต้อนรับเอาเข้ามาๆ และเพลินชื่นชม ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น ก็เป็นเหตุให้ละเลยไม่ได้เอาใจใส่ศาสนา ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของตน
ศาสนาและศิลปวัฒนธรรมนั้น เมื่อยิ่งถูกปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ ก็ยิ่งเฉื่อยยิ่งเสื่อมลงไปอีก ชนชาตินั้นก็มัวเพลิดเพลินกับสิ่งดีที่ตนไม่มี ซึ่งระดมรับเอาเข้ามา พร้อมกับที่ไม่ใส่ใจและไม่รู้จักที่จะใช้ประโยชน์จากพระพุทธศาสนา เพราะตนเองก็ไม่มีความรู้และไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจ เป็นอันไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งดีที่ตนมี
ในที่สุด ก็มองไม่เห็นคุณค่า พระพุทธศาสนาจึงค่อยๆ เสื่อมโทรมหรือสูญหายหรือถึงกับถูกตัดรอนทำลายด้วยเจตนา
พูดสั้นๆ ว่า ประเทศเหล่านี้มัวสนใจแต่สิ่งดีที่ตนไม่มี ไม่ใส่ใจสิ่งดีที่ตนมี ยิ่งกว่านั้น ยังไม่เพียรพยายามทำสิ่งดีที่ตนไม่มีให้มีขึ้นเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องคอยรับเอาจากพวกอื่น และสิ่งดีที่ตนมี ก็กลับทอดทิ้ง หรือคิดทำลาย แทนที่จะพยายามขุดค้นคุณค่าหาทางนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ อันเป็นสภาพอย่างหนึ่งของประเทศที่ล้าหลังหรือด้อยพัฒนาทั้งหลาย
สภาพที่เป็นไปในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสูง และประเทศด้อยพัฒนา ที่ได้กล่าวมาตามลำดับนี้ ทั้งสองฝ่ายเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับชนชาติไทย
ฝ่ายแรก มีสิ่งดีที่ตัวทำได้เป็นของตนเอง คือมีความเจริญด้านวัตถุและระบบการต่างๆ และแสวงหาสิ่งดีที่ตนไม่มี (หรือมีไม่พอ) โดยใฝ่จะรับเอาคุณค่าทางจิตปัญญาจากแหล่งที่ศึกษาหาได้ ดังที่มาพบในพระพุทธศาสนา เพื่อเติมส่วนที่ตนยังขาดอยู่ให้บริบูรณ์
ฝ่ายหลัง สิ่งดีที่ตนไม่มี ตนอยากจะได้ คืออยากได้และคอยรับเอาซึ่งความเจริญทางวัตถุที่ตนไม่มีและที่ตนทำไม่ได้ ส่วนสิ่งดีที่ตนมี กลับไม่อยากจะได้หรือไม่ใส่ใจ ได้แก่ ละเลยหรือทอดทิ้งคุณค่าทางจิตปัญญาในพระพุทธศาสนาที่ตนมีอยู่แล้ว ไม่รู้จักศึกษานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์
พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ฝ่ายแรกกำลังจะมีหรือทำให้มีครบทั้งสองอย่าง ส่วนฝ่ายหลัง กำลังจะหมดหรือทำให้ไม่มีทั้งสองอย่าง
จะเห็นว่า ฝ่ายแรกปฏิบัติถูกต้อง และกำลังจะก้าวเข้าสู่ความสมบูรณ์ ฝ่ายหลังปฏิบัติผิด และกำลังจะไม่มีอะไรเหลือเป็นของตนเองเลยแม้แต่อย่างเดียว
จะดูความหมายที่ว่าพัฒนาหรือไม่ ก็ดูได้ที่ปัญญาตรงนี้
ว่าที่จริง ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีคนละอย่าง และขาดคนละอย่าง สิ่งที่ฝ่ายแรกมี ฝ่ายหลังไม่มี สิ่งที่ฝ่ายหลังมี ฝ่ายแรกไม่มี
วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็คือการทำอย่างเสมือนแลกเปลี่ยนกัน หมายความว่า แต่ละฝ่ายต่างก็รักษาและพื้นฟูหรือขัดเกลาสิ่งดีที่ตนมีอยู่แล้วให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ และต่างก็ทำสิ่งดีที่ตนยังไม่มี ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งมี ให้มีขึ้นเป็นของตนเองบ้าง โดยทำขึ้นมาให้มีอย่างเขา กล่าวคือ
ฝ่ายแรก(ประเทศที่พัฒนาอย่างสูงแล้ว) รักษาความเจริญทางวัตถุที่ตนมี ให้อยู่ในขอบเขตที่พอดี และศึกษาเสาะหาคุณค่าทางจิตปัญญา (ในกรณีนี้ คือ พระพุทธศาสนา) ที่ตนไม่มีหรือบกพร่อง มาเสริมระบบชีวิตของพวกตนให้สมบูรณ์
ฝ่ายหลัง (ประเทศที่ล้าหลังหรือกำลังพัฒนา) ศึกษาพระพุทธศาสนาที่ตนมีอยู่ แล้วนำเอาคุณค่าทางจิตปัญญามาใช้นำทางการจัดระบบชีวิตให้ได้ผลดี และเพียรพยายามสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ วิทยาการ และระบบการต่างๆ ที่ตนไม่มีหรือยังล้าหลัง ให้มีขึ้นอย่างเพียงพอที่จะเป็นพื้นฐานรองรับคุณค่าทางจิตปัญญาในระบบชีวิตที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์
บทเรียนโดยสรุปคือ รักษาสิ่งดีที่ตนมีอยู่แล้วให้มีคุณค่าอำนวยผลดีอย่างแท้จริง และสร้างสรรค์สิ่งดีที่ตนยังไม่มีให้มีขึ้นเป็นของตนเอง ทำให้มีขึ้นครบถ้วน ๒ อย่าง ทั้งความเจริญทางวัตถุให้เป็นพื้นฐานที่เพียงพอสำหรับการมีชีวิตที่ดี และคุณค่าทางจิตปัญญาจากพระพุทธศาสนาพอสำหรับนำทางการดำเนินชีวิตที่ดี
ความที่กล่าวมานี้ ชี้ให้เห็นว่า การที่ชนชาติไทยในปัจจุบันจะมีความเป็นตัวของตัวเอง และมีอะไรที่จะช่วยเป็นส่วนเสริมให้แก่อารยธรรมของมนุษยชาติได้นั้น จะต้องปฏิบัติ ดังนี้
ก. รักษาและสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไทยในส่วนที่ดีงาม ซึ่งมีมาแต่อดีต สามารถพัฒนาต่อให้เติบขยาย งอกงาม มีคุณค่าสบสมัย คือให้ผลดีสอดคล้องเข้ากันกับสภาพทั้งปัจจุบันและที่จะเป็นต่อไป (ต่ออดีตกับปัจจุบัน และโยงถึงอนาคต)
ข. นอกจากสืบต่อ พัฒนา และถ่ายทอดสิ่งดีที่ตนมีตามข้อ ก. แล้ว จะต้องเพียรพยายามสร้างสรรค์สิ่งดีที่ตนยังไม่มี ให้เป็นของทำได้ด้วยตนเอง และให้มีเป็นของตนเอง จนมีครบทั้งสองอย่าง ทั้งสิ่งดีที่ตนมีก็ยังคงมีอยู่ และสิ่งดีที่ตนไม่มีก็ทำให้มีขึ้น
โดยเฉพาะ คุณค่าทางจิต ปัญญาที่เคยมีมาในพระพุทธศาสนาของตน ก็ดำรงรักษาไว้ และสืบค้นเอาขึ้นมาใช้ได้ ความเจริญทางวัตถุของคนอื่นที่ตนต้องการและควรจะมี ก็เพียรพยายามให้มีขึ้นโดยเป็นของที่ทำได้ด้วยตน ไม่ใช่เป็นอยู่เพียงในฐานะผู้เสพหรือบริโภคของที่รอรับจากคนอื่น
ค. ชนชาติไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นสมบัติล้ำค่า อันแสดงหลักการพัฒนาทางจิตใจและสัมมาปัญญาที่จะใช้แก้ปัญหาของโลกปัจจุบันนี้ได้ดี หลักการนี้เป็นสิ่งที่ขาดไปหรือพร่องอยู่ในอารยธรรมของมนุษยชาติ ซึ่งชนชาติที่เรียกว่าพัฒนาแล้วก็ยอมรับกันมากขึ้น
ชนชาติไทยนั้น นอกจากจะพึงศึกษาค้นคว้าพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง และจับเอาเนื้อหาสาระของหลักการนี้มาใช้พัฒนาประเทศชาติของตนแล้ว ก็พึงเห็นเป็นโอกาสที่จะช่วยแก้ปัญหาของมวลมนุษย์ และพัฒนาอารยธรรมของโลกให้สมบูรณ์ ด้วยการนำเสนอพุทธธรรมแก่ชาวโลก เฉพาะอย่างยิ่งแก่ชาวประเทศพัฒนาแล้วที่กำลังต้องการอยู่นั้น โดยวิธีฉลาดเฟ้นฉลาดแสดงอย่างสบสมัยสบสถานการณ์
ข้อพึงปฏิบัติ ๓ อย่างที่กล่าวมานี้สัมพันธ์ต่อเนื่องกัน
แต่ข้อซึ่งเป็นที่รวมแห่งคุณค่าอันสูงสุด ก็คือ ลำดับสุดท้าย ได้แก่ การที่ชนชาติไทยสามารถมีส่วนร่วมในการเสริม สร้างอารยธรรมของโลก ด้วยการเจียดแจกสมบัติอันล้ำค่าของตน กล่าวคือ พุทธธรรม ให้แก่ ชนทุกชาติที่กำลังต้องการ ในฐานะที่พระพุทธศาสนานั้น เป็นส่วนเติมเต็มแห่งอารยธรรมของมวลมนุษย์

No Comments
Comments are closed.