สุตะ

16 กันยายน 2528

สุตะ

อาตมภาพได้พูดเรื่องอริยวัฒิ คือหลักความเจริญอันประเสริฐ หรือหลักความเจริญของอริยชน ซึ่งใช้สำหรับตรวจสอบความเจริญก้าวหน้าของอริยสาวก ว่ามีความเจริญก้าวหน้างอกงามในการปฏิบัติธรรมแค่ไหนเพียงไร ซึ่งมีอยู่ ๕ ประการ คือ ๑. ศรัทธา ๒. ศีล ๓. สุตะ ๔. จาคะ ๕. ปัญญา

หลังจากที่ได้กล่าวถึงหัวข้อแล้ว ก็ได้อธิบายขยายความไปแล้ว ๒ ข้อ คือข้อที่ ๑ ศรัทธา ความเชื่อ และข้อที่ ๒ ศีล ความประพฤติที่ดีงาม หรือการเว้นจากความชั่ว วันนี้เป็นโอกาสที่จะกล่าวถึงข้อที่ ๓ คือ สุตะ

สุตะนั้น แปลตามศัพท์ว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟัง หรือความรู้ที่เกิดจากการสดับตรับฟัง คือสิ่งที่ได้เล่าเรียนศึกษา ได้อ่านได้ติดตามสดับตรับฟังต่าง ๆ ความรู้ที่ได้สะสมไว้อย่างนี้เรียกว่าเป็นสุตะ สุตะนี้เป็นธรรมที่เกื้อกูลแก่หลักความเจริญข้ออื่นๆ ทั้งหมด ท่านผู้มีศรัทธาอยู่แล้ว เมื่อได้สดับคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้เรียนรู้มากขึ้น ก็ทำให้ศรัทธามั่นคงเพิ่มพูนขึ้น ท่านที่มีความประพฤติดีงาม เมื่อได้เล่าเรียนศึกษาได้อ่านได้เข้าใจคำสอน ก็ทำให้ประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้องยิ่งขึ้น และก็สามารถที่จะฝึกฝนตนในทางความประพฤตินั้นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป ในด้านจาคะ ก็เช่นเดียวกัน ผู้มีสุตะ ได้เรียนรู้ได้สดับตรับฟัง เมื่อเพิ่มพูนศรัทธาก็เพิ่มพูนจาคะ คือมีความเสียสละมากขึ้นด้วย และก็รู้ว่าควรบริจาค ควรจะสละในเรื่องอะไร อะไรเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่สมไม่ควรบริจาคไม่ควรสละ ควรสละให้แก่ที่ใด จึงจะเป็นประโยชน์มากเป็นต้น สุตะก็ช่วยได้ทั้งนั้น

ข้อสุดท้ายคือปัญญา ปัญญา เกิดขึ้นก็มักจะอาศัยสุตะ คืออาศัยความรู้ที่ได้เล่าเรียนได้สดับตรับฟัง ยิ่งเข้าใจสิ่งที่ได้เล่าเรียนมากขึ้นเท่าไรปัญญาก็ยิ่งเพิ่มพูนเท่านั้น กล่าวคือ สุตะหรือสิ่งที่ได้สดับตรับฟังมานี่เอง เมื่อเราเข้าใจก็กลายเป็นปัญญา ตอนแรกสุตะก็เป็นเหมือนความรู้ของผู้อื่น แต่พอได้พิจารณาไตร่ตรองเกิดความเข้าใจแล้ว ความรู้นั้นก็กลายเป็นของตัวเราเอง ความรู้ที่ยังเป็นของผู้อื่นก็เป็นสุตะ พอเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นในตัวเราก็กลายเป็นปัญญาขึ้น สุตะจึงเป็นสิ่งที่เกื้อกูลเป็นทางมาของปัญญา ตกลงว่าสุตะนี้เป็นธรรมที่มีคุณประโยชน์มาก

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรมนั้น ก็จะต้องมีการเลือกเฟ้นสุตะ คือสิ่งที่ได้สดับมา ว่าสิ่งใดเหมาะแก่ตนที่จะนำมาประพฤติปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่จะทำกัมมัฏฐาน เรียนกัมมัฏฐาน ก็ต้องเลือกเอาสิ่งที่เหมาะแก่ตน นั้นก็คือต้องเลือกเฟ้นสุตะ และก็เจาะจงเอาในส่วนที่เหมาะแก่ตน นำไปปฏิบัตินำไปทำ กัมมัฏฐานก็เจริญก้าวหน้า พระพุทธเจ้าเคยตรัสในคาถาธรรมบทว่า คำพูดแม้แต่เพียงคำเดียวหรือประโยคเดียวถ้าประกอบด้วยประโยชน์ ฟังแล้ว หายข้องขัด จิตใจโล่งโปร่งสงบได้ ก็ประเสริฐกว่าคำพูดแม้ตั้งร้อยตั้งพันที่ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น สุตะนี้แม้จะมีประโยชน์ก็ต้องรู้จักเลือกเฟ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นคำที่มีประโยชน์แล้ว ยิ่งฟังมากเท่าไร มีเป็นร้อยเป็นพันก็ยิ่งดี ยิ่งมีประโยชน์เป็นร้อยเป็นพัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงนิยมหรือยกย่องสนับสนุนให้สั่งสมสุตะ เพราะว่าสุตะนี้เมื่อได้ฟังมากๆ ขึ้น ก็ทำให้มีความรู้ไว้เลือกใช้ได้มากขึ้น และมาช่วยความรู้ที่มีอยู่เก่าให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย มีพุทธพจน์ตรัสถึงอานิสงส์ของการฟังธรรม ท่านเรียกว่า ธัมมัสสวนานิสงส์ ๕ ประการ

ประการที่ ๑ ทำให้ได้ฟังในสิ่งที่ไม่เคยได้ฟัง

ประการที่ ๒ สิ่งที่ได้ฟังแล้ว เคยฟังมาก่อน ก็เข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น สุตะที่มาภายหลังก็มาช่วยเสริม

ประการที่ ๓ บรรเทาความสงสัยเสียได้ บางทีเรามีข้อสงสัยอยู่ แต่ยังไม่ได้ถามยังไม่ได้แก้ข้อสงสัยนั้นให้เสร็จสิ้นไป บางครั้งท่านเล่าเรื่องหรือว่าแสดงธรรมตรงกับสิ่งที่สงสัยนั้น ก็แก้ข้อสงสัยให้เสร็จสิ้นจบไป

ประการที่ ๔ ทำความเห็นให้ตรงได้ หรือทำความเห็นให้ถูกต้อง บางทีเรามีความเห็นไม่ค่อยถูกต้องในเรื่องบางอย่าง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับธรรม เมื่อได้ยินได้ฟังท่านอธิบายชี้แจงอยู่เสมอ ๆ ก็ทำให้ความเข้าใจนั้นถูกต้อง เรียกว่าทำความเห็นให้ตรง

ประการสุดท้าย ท่านว่า ทำให้จิตใจของผู้ฟังนั้นผ่องใส เรื่องของธรรมเป็นสิ่งดีงาม ได้ยินได้ฟังแล้วทำให้ใจสบาย แม้เพียงได้ฟังก็ผ่องใส ยิ่งถ้ามีความสงสัยอะไร อะไรไม่แจ่มแจ้ง เกิดความเข้าใจขึ้นมา หรือบรรเทาความสงสัยนั้นหมดสิ้นไป จิตใจก็ยิ่งผ่องใสมากขึ้น บางทีก็เกิดปีติ คือความเอิบอิ่มปลาบปลื้มใจ ก็ยิ่งทำให้จิตใจผ่องใสมากเป็นกรณีพิเศษ

นี้ก็เป็นอานิสงส์ของสุตะ คือการสดับตรับฟัง ซึ่งมีมากมายหลายประการ ท่านที่ได้สดับตรับฟังมากๆ นี้ มีศัพท์เรียกพิเศษว่าเป็นพหูสูต พหูสูต แปลว่า ผู้มีสุตะมาก หรือผู้ได้สดับตรับฟังมาก หรือบางทีก็แปลว่า ผู้คงแก่เรียน ท่านได้แสดงลักษณะของผู้เป็นพหูสูตไว้ด้วยว่า ผู้ที่จะได้ชื่อว่า เป็นผู้สดับตรับฟังมาก หรือผู้คงแก่เรียนนั้น ต้องมีองค์คุณสมบัติ ๕ ประการ

ข้อที่ ๑ คือ พหุสฺสุตา แปลว่า ได้ยินได้ฟังมาก หมายความว่าได้ยินหรือได้ฟัง ได้อ่าน ได้สะสมความรู้ไว้มาก

ข้อที่ ๒ ธตา แปลว่า ทรงจำไว้ได้ด้วย คือมิใช่เพียงฟังผ่านๆ เท่านั้น บางทีฟังมาก อาจจะจับอะไรไม่ได้ก็ได้ ก็ต้องมีข้อที่ ๒ คือฟังแล้วก็จับได้ด้วย ทรงจำไว้ อาจจะทรงจำไว้ได้หมดก็ยิ่งดี แต่ก็ไม่ถึงกับจำเป็นต้องจำหมด ท่านบอกว่า จับสาระให้ได้ จับใจความให้ได้ทรงเอาไว้ ก็เรียกว่าเก็บเอาสาระของเรื่องนั้นๆ ที่ตนฟังไว้ได้ ถ้าจับสาระจับหลักได้แล้ว ยังดีกว่าฟังจำไว้หมดแต่ว่าเป็นนกแก้วนกขุนทอง ซึ่งกลายเป็นว่าไม่ได้อะไรเลย ถ้าท่องจำได้หมดและได้สาระด้วยก็ยิ่งดี แต่ถ้าจำไม่ได้หมด ก็จับสาระทรงไว้ได้ ก็เป็นข้อที่น่าพอใจแล้ว

ข้อที่ ๓ วจสา ปริจิตา แปลว่า คล่องปาก คือ อาจจะท่องบ่น หรือใช้พูดบ่อยๆ จนกระทั่งคล่องปาก ใครมาถามเรื่องนั้นๆ ก็สามารถอธิบายชี้แจงให้เขาฟัง หรือบอกให้เขาฟังได้ตามที่ได้เล่าเรียนมา

ข้อที่ ๔ มนสานุเปกฺขิตา แปลว่า เจนใจ หมายความว่า มองเห็นได้ด้วยใจ เมื่อนึกถึงเรื่องนั้นๆ ขึ้นมา เช่น ศึกษาธรรมเรื่องต่างๆ อย่างเรื่องศรัทธา หรือเรื่องศีล หรือเรื่องสันโดษ หรือเรื่องสติ พอนึกถึงหัวข้อธรรมนั้น ก็มองเห็นสว่างโล่งในใจว่า อ๋อ! มีความหมายอย่างนั้นๆ อย่างนี้เรียกว่าเป็นมนสานุเปกฺขิตา มองเห็นเจนใจ สว่างตลอดปลอดโปร่งไปทั้งเรื่อง

และข้อสุดท้าย ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา แปลว่า ขบได้ด้วยทฤษฎี หรือแปลอีกอย่างหนึ่งว่า แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ อันนี้ท่านหมายความว่า มีความเข้าใจในเหตุในผล คือนอกจากเข้าใจความหมายของเรื่องนั้นโดยเฉพาะแล้ว ยังเข้าใจเหตุผล รู้ที่ไปที่มาของเรื่องนั้น รู้เรื่องนั้นว่าสัมพันธ์เชื่อมโยงกับเรื่องอื่นอย่างไรเช่นอย่างนึกถึงเรื่องสันโดษนอกจากหยั่งรู้ความหมายแล้วยังไม่พอ ต้องรู้ด้วยว่า ทำไมจึงต้องสันโดษๆ มีประโยชน์อย่างไร สันโดษมีความสัมพันธ์กับธรรมข้ออื่นอย่างไร เช่น สันโดษกับความเพียรพยายาม มีความสัมพันธ์กันอย่างไร สันโดษนั้นจะช่วยให้เพียร หรือจะช่วยให้เกียจคร้านได้อย่างไร เป็นต้น เข้าใจตลอด สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ให้เห็นเหตุเห็นผลได้ทั้งหมด อย่างนี้เรียกว่า ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา

ถ้าครบทั้ง ๕ ข้อนี้ ท่านเรียกว่าเป็นพหูสูต หรือผู้ที่คงแก่เรียน หรือเล่าเรียนสดับตรับฟังมาก อันนี้ก็เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ อาตมภาพก็นำมาแสดง แต่อย่างไรก็ดี ท่านบอกว่า พหูสูตนี่ มี ๒ อย่าง คือ

๑. ปริยัติพหูสูต พหูสูตโดยปริยัติ คือโดยการเล่าเรียน

๒. ปฏิปัตติพหูสูต พหูสูตโดยการปฏิบัติ คือโดยการลงมือทำจริง

บางคนอาจจะเล่าเรียนมามาก ได้ฟังมาก ตามที่อาจารย์อธิบายชี้แจงสอน หรืออ่านมาก ก็เป็นพหูสูตโดยการเล่าเรียน แต่บางทีไม่เคยปฏิบัติเลย เหมือนอย่างบางคนที่อ่านหนังสือภูมิศาสตร์ แต่ไม่เคยเดินทางไปด้วยตนเอง อาจจะเป็นครู ก็เอาเรื่องที่ได้เล่าเรียนมาในวิชาภูมิศาสตร์ มาเล่าให้นักเรียนฟังได้ ประเทศนั้นเป็นอย่างนั้น ประเทศนี้เป็นอย่างนี้ เล่าได้หมด มีพื้นที่เท่าไร มีภูมิประเทศเป็นภูเขาเป็นน้ำ ที่ลุ่ม ที่ดอน อะไรอย่างไร แต่ตัวเองไม่เคยเห็นไม่เคยได้ดู ท่านบอกว่าอย่างนี้ก็เป็นพหูสูตด้านหนึ่ง

แต่ยังมีพหูสูตอีกแบบหนึ่ง คือ ปฏิปัตติพหูสูต พหูสูตโดยการปฏิบัติ หมายความว่า ได้ลงมือทำด้วยตนเอง เหมือนอย่างคนที่ได้เดินทางด้วยตนเอง อาจจะไม่ได้เรียนวิชาภูมิศาสตร์ แต่ได้ไปรู้ไปเห็นมาด้วยตนเอง จนช่ำชองในที่ที่ไปนั้น ก็มีความชำนาญจัดเจน รู้ว่าสถานที่นั้นเป็นอย่างไร หรือเหมือนอย่างชาวนาที่ทำนามา ๒๐-๓๐ ปี ไม่เคยเข้าชั้นเรียนวิชาทำนา ก็น่าจะมีความรู้ความชำนาญในเรื่องการทำนามากกว่าคนที่ได้แต่เรียนวิชาทำนา แต่ไม่เคยได้ลงมือทำนาจริงๆ อันนี้ก็เรียกว่า ได้เข้าถึงด้วยตนเองแล้ว เป็นพหูสูตที่น่าจะมีประโยชน์มากกว่าปริยัติ ท่านจึงสรรเสริญปฏิบัตติพหูสูตมาก

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องระวัง คนที่เดินทางด้วยตนเองนั้น บางทีไปผิดที่ก็เข้าใจว่าตัวไปถึงที่นั่นแล้ว เอามาเล่าว่า ที่นั้นเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงที่นั้นเป็นอีกที่หนึ่ง ไม่ใช่ที่ๆ ต้องการจะไป ไม่ใช่จุดหมายที่แท้จริง ผู้ปฏิบัติบางทีก็หลงได้เหมือนกัน ก็เลยเอาอีกอย่างหนึ่งไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไขว้เขวไป เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้ดี ท่านจึงบอกว่า ให้มีทั้งปริยัติ และปฏิบัติ ก่อนปฏิบัติ ได้ปริยัติ ได้เล่าเรียนรู้แล้ว เหมือนอย่างว่าสถานที่ที่จะไปก็สอบถามหาความรู้ไว้ให้แน่ใจว่า ที่นั้นเป็นอย่างไร มีที่สังเกตอะไรบ้าง เป็นต้น รู้เป็นอันดีแล้วก็เดินทางด้วยความมั่นใจ เมื่อไปถึงที่ในระหว่างแต่ละแห่งๆ ก็ไปถึงจริงอย่างแจ่มแจ้งใจ เพราะมีพื้นความรู้ที่จะตัดสิน และสามารถเลือกเฟ้นเจาะจงว่า เราควรจะทำอะไรที่นั่นได้บ้าง ก็ทำให้การปฏิบัติได้ผลดียิ่งขึ้น ปริยัติจึงเป็นฐานรองรับการปฏิบัติ หนุนให้การปฏิบัติได้ผลดียิ่งขึ้น แต่ปริยัติอย่างเดียวก็อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าไม่ได้ผลอะไร จึงต้องนำไปปฏิบัติด้วย เมื่อปฏิบัติแล้วก็ได้ผลคือ ปฏิเวธ พระพุทธเจ้าจึงตรัสหลักเรื่องพหูสูตไว้ ดังที่ท่านแบ่งพหูสูต ว่าเป็นปริยัติพหูสูต พหูสูตโดยปริยัติ และปฏิปัตติพหูสูต พหูสูตโดยการปฏิบัติ

รวมความว่า หลักหรือคติในเรื่องนี้ก็คือว่า สุตะ หรือความรู้ที่ได้เล่าเรียนนั้น ข้อสำคัญก็คือต้องนำไปใช้ปฏิบัติด้วย จึงจะเกิดผลแท้จริง และความรู้ที่เรียกว่าปริยัตินี้ ท่านเอามาสัมพันธ์ให้เห็นความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ โดยแบ่งผู้ที่เล่าเรียนปริยัติหรือเล่าเรียนสุตะนี้ว่ามี ๓ ประเภทด้วยกัน มีพระสูตรสูตรหนึ่งตรัสไว้โดยเฉพาะ เรียกว่า อลคัททูปมสูตร ตรัสเปรียบเทียบการเล่าเรียนปริยัติ

๑ ท่านเรียกว่า อลคัททูปมาปริยัติ ปริยัติที่เปรียบเหมือนจับงูที่ขนดหาง คือการจับงูที่หางนั้น งูก็จะแว้งมากัดตัวเรา ทำให้ได้รับอันตรายอาจจะถึงแก่ความตายก็ได้ เหมือนกับบุคคลบางคนที่เรียนปริยัติ เรียนธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ค่อนขอดขู่ข่มผู้อื่นหรือแสวงหาลาภสักการะเป็นต้น เรียนแล้วก็ไม่ได้ใช้ปฏิบัติ ก็เลยไม่มีประโยชน์ ท่านบอกว่าเป็นอลคัททูปมาปริยัติ

๒ ท่านเรียกว่า นิสสรณัตถาปริยัติ หมายถึง ปริยัติที่มีประโยชน์เพื่อนำออกไปให้พ้นจากตัณหา หรือพ้นจากทุกข์ แก้ไขปัญหาทำให้พ้นจากกิเลสได้ อันนี้ก็คือ ปริยัติของผู้ปฏิบัติ ดังที่อาตมภาพได้กล่าวมานั้น เรียนแล้วก็เอาไปใช้ประโยชน์แก้ปัญหาแก้ความทุกข์ของตนเอง ปฏิบัติธรรมให้เจริญก้าวหน้า จนบรรลุอริยมรรคอริยผล

๓ ท่านเรียกว่า ภัณฑาคาริกปริยัติ แปลว่าปริยัติของขุนคลัง หรือนายเรือนคลัง คือท่านที่ได้ปฏิบัติดีแล้ว แม้จะเป็นพระอรหันต์ ท่านก็เล่าเรียนปริยัติอีก เช่นอย่างพระสาวกผู้ใหญ่ในสมัยพุทธกาล ท่านบรรลุอรหัตตผล เป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ท่านก็ยังสดับตรับฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เล่าเรียนปริยัติ เพื่อท่านจะได้นำไปใช้ประโยชน์ เอาไว้สอนคนรุ่นหลัง เอาไว้สั่งสอนประชาชน เพราะว่าคนที่รับฟังคำสอนนั้น ก็มีพื้นเพอัธยาศัยต่างๆ กัน เมื่อจะนำคำสั่งสอนไปให้ ก็ต้องนำคำสอนที่เหมาะกับอุปนิสัยไปให้ พระพุทธเจ้านั้นทรงแสดงธรรมไว้มีนัยต่างๆ มากมาย ก็เพราะทรงสอนให้เหมาะแก่บุคคล พระอรหันต์บางองค์ท่านอาจจะเข้าใจธรรมตามที่ท่านปฏิบัติมาเฉพาะตัว แล้วท่านก็สอนไปอย่างเดียว ตามที่ท่านชำนาญมา คนที่เขามีพื้นเพไม่เหมาะ เขาก็อาจจะไม่เข้าใจ ดังนั้น ถ้าพระอรหันต์ได้เล่าเรียนมากขึ้น ได้เล่าเรียนคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ ยักเยื้องไปต่างๆ ก็จะนำคำสอนไปสอนให้เหมาะสมกับภูมิปัญญา และพื้นเพอัธยาศัยของคน ทำให้การสอนได้ผลดียิ่งขึ้น และการเล่าเรียนเช่นนี้ก็เป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนาไว้ด้วย ปริยัติหรือการเล่าเรียนอย่างท้ายนี้ ท่านเรียกว่า ภัณฑาคาริกปริยัติ ปริยัติที่เหมือนกับเป็นของขุนคลังหรือนายเรือนคลัง เป็นประโยชน์ในการที่จะแจกจ่ายให้กับผู้อื่นสืบต่อไป

วันนี้ อาตมภาพได้แสดงเรื่อง สุตะ ซึ่งเป็นหลักอริยวัฒิความเจริญของอารยชน ใช้สำหรับวัดความเจริญก้าวหน้าของพุทธสาวกในการปฏิบัติธรรม นับว่าเป็นข้อที่ ๓ ก็สมควรแก่เวลา ขออนุโมทนาคุณโยมและขออานุภาพของคุณพระรัตนตรัย อภิบาลรักษาให้โยมได้เจริญงอกงามในธรรมมีสุตะเป็นต้นนี้ ตลอดกาลนานเทอญฯ

เครื่องวัดความเจริญของชาวพุทธ (อารยวัฒิ)

ศีล จาคะ

No Comments

Comments are closed.