ทุกข์ที่อยู่ตามธรรมชาติของมัน อย่าเอาเข้ามาบีบคั้นให้เป็นทุกข์ของเรา

23 พฤษภาคม 2535
This entry is ส่วน 13 ของ 18 in the series สามไตร

ทุกข์ที่อยู่ตามธรรมชาติของมัน
อย่าเอาเข้ามาบีบคั้นให้เป็นทุกข์ของเรา

๒. ต่อไป คติจาก ทุกขัง ก็สัมพันธ์กับอนิจจังนั่นแหละ ทุกขังนี้ท่านอธิบายว่า สิ่งทั้งหลายนั้น คงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มันถูกเหตุปัจจัยบีบคั้น สิ่งทั้งหลายอยู่ด้วยเหตุปัจจัยมากมายหลายอย่าง เป็นธรรมดาว่าเหตุปัจจัยต่างๆ ก็ย่อมขัดแย้งกัน สิ่งทั้งหลายที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงถูกบีบคั้นให้คงอยู่อย่างเดิมไม่ได้

เหมือนกับที่เราเห็นได้ทั่วไปแม้แต่ผิวๆ เผินๆ ว่า เมื่อสิ่งทั้งหลายแต่ละอย่างเปลี่ยนแปลงไป ก็เกิดความขัดแย้งซึ่งกันและกัน ไม่มีอะไรที่จะคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป

ภาวะที่คงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เพราะมีความบีบคั้นกดดันด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ขัดแย้งนี้ เรียกว่าทุกขัง สิ่งทั้งหลายมีสภาพนี้เสมอกันหมด

ทีนี้ ทุกขังนั้นเป็นสภาพของสิ่งทั้งหลาย เป็นลักษณะตามธรรมดา เป็นธรรมชาติ เหมือนกับที่เรามาอยู่ในโบสถ์วัดไทย LA สิ่งทั้งหลายที่ญาติโยมพบเห็นอยู่ มันก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น มันคงสภาพเดิมไม่ได้ มันต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่ช้าไม่นานเท่าไร มันก็เก่า ก็พัง ก็หมดไป

แต่ที่จะเกี่ยวข้องกับเรา ก็คือ ในเมื่อทุกขังมันเป็นธรรมชาติของมันอยู่ภายนอก เราจะปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมันได้ไหม อย่าให้มันมาเป็นทุกขังในใจเรา คืออย่าไปเก็บไปยึดฉวยเอาเข้ามาบีบคั้นใจของเรา เออ ตอนนี้ซิ ที่มันยาก

จุดพลาดก็คือ ทุกขังในธรรมชาติข้างนอกนี่ มันไม่อยู่แต่ข้างนอก มันกลับมาเป็นทุกขังในใจของเราด้วย ตอนนี้แหละคือข้อเสีย

ทีนี้ ทําไมทุกขังธรรมดา จึงมาเกิดเป็นทุกขังในใจของเรา เพราะอะไร ก็เพราะเกิดมีความขัดแย้งกันระหว่างกระแส ๒ กระแส

กระแสที่ ๑. คือกระแสทุกขังที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย หรือเรียกว่ากระแสความเป็นไปตามเหตุปัจจัยของธรรมชาติ อันนี้เป็นกระแสหลัก ซึ่งเป็นความจริงตามธรรมดาของมันอยู่ภายนอก

กระแสที่ ๒. คือกระแสความอยาก ที่เกิดขึ้นในใจของเรา ซึ่งอยากให้สิ่งนี้เป็นอย่างโน้น อยากให้สิ่งโน้นเป็นอย่างนี้ หรืออยากไม่ให้เป็นอย่างโน้น อยากไม่ให้เป็นอย่างนี้

เมื่อสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง มันจะต้องเป็นอย่างโน้นตามเหตุปัจจัยของมัน เราก็อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น หรืออยากให้เป็นอย่างอื่น สิ่งที่เราอยากให้เป็น มันไม่เป็น แต่ที่ไม่อยากให้เป็น มันก็เป็น

ถึงตอนนี้ กระแสสองกระแสนี้ก็ขัดกัน คือเกิดความขัดแย้งระหว่างกระแสความเป็นไปของเหตุปัจจัยตามธรรมชาติ กับกระแสความอยากในใจของเรา ตรงนี้แหละเป็นต้นเหตุของความทุกข์

เรามีกระแสความอยากไปทางหนึ่ง แต่กระแสความเป็นไปของเหตุปัจจัยภายนอกไปอีกทางหนึ่ง มันขัดแย้งและสวนทางกัน ขอให้พิจารณาว่ากระแสไหนจะชนะ

ทุกคนก็ต้องตอบว่า กระแสความเป็นไปแห่งเหตุปัจจัยตามธรรมชาติชนะ เพราะมันเป็นกฎธรรมชาติ กระแสความอยากของเราเป็นหลักอะไรไม่ได้ เราอยากให้เป็นอย่างโน้น อยากให้เป็นอย่างนี้ เป็นเพียงกระแสที่สร้างขึ้นมาในใจของเรา ไม่มีจริง

แต่เมื่อเราไม่รู้ ไม่เข้าใจ ปฏิบัติไม่ถูก เราก็เอากระแสความอยากของเราตั้งขึ้นมาให้แรง แต่ยิ่งแรงเท่าไร มันก็ยิ่งต้าน ยิ่งขัดแย้งกับกระแสความเป็นไปของธรรมชาติหนักเข้าเท่านั้น และความขัดแย้งนั้น ก็ยิ่งบีบคั้นใจเราแรงหนักขึ้น

เมื่อกระแสความอยากของเราแพ้ เพราะมันไม่เป็นไปตามที่ใจเราอยาก เราอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็ไม่เป็น มันกลับเป็นไปตามเหตุปัจจัยของธรรมชาติ ก็ฝืนใจเรา

เหมือนกับว่ากระแสความเป็นไปของเหตุปัจจัยตามธรรมชาตินั้น มาบีบกระแสความอยากของเรา ก็เลยบีบใจเราให้เครียด คับแค้น โศกเศร้า กระวนกระวาย หม่นหมอง คือมีความทุกข์นั่นเอง นี่คือการปฏิบัติที่ผิด

ส่วนผู้ที่ปฏิบัติถูกต้อง ก็รู้เท่าทันว่า สิ่งทั้งหลายมันจะไม่เป็นไปตามความอยากของเราเป็นอันขาด แต่มันจะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตามธรรมดาของธรรมชาติ

เมื่อมันเป็นไปตามธรรมดาของธรรมชาติ เราก็ได้หลักอย่างเดียวกับที่พูดเมื่อกี้ คือเราจะต้องเรียนรู้เหตุปัจจัยของมัน แล้วก็มองตามเหตุปัจจัย และจะต้องทําให้ตรงเหตุปัจจัย

เริ่มต้น เราจะต้องมองตามเหตุปัจจัย เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น เราอยากจะให้เป็นอย่างไร ก็กําหนดความต้องการของเราไว้ แล้วไปดูเหตุปัจจัย เมื่อรู้ว่า ถ้าจะให้เป็นไปตามที่เราต้องการ จะต้องกันหรือกําจัดเหตุปัจจัยอะไร และต้องทําเหตุปัจจัยอะไรแล้ว เราก็จัดการที่เหตุปัจจัยตามที่รู้นั้นให้ดีที่สุด ได้แค่ไหน ก็แค่นั้น

ถ้ามันจะไม่เป็นตามนั้น เราก็ตระหนักว่า เรารู้หรือทําเหตุปัจจัยไม่พอ หรือเหตุปัจจัยบางอย่างมันสุดวิสัยของเรา รู้อย่างนั้นแล้ว ก็วางใจได้ ไม่ปล่อยให้ความอยากเข้ามาครอบงําจิต และไม่มัวติดอยู่กับความยึดมั่นของตัว แล้วก็ศึกษาเหตุปัจจัย เพื่อแก้ไขปรับปรุงต่อไป

ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ ก็จะมีความสุขมากขึ้น แล้วก็จะอยู่ในโลกอย่างได้ผล ประสบความสําเร็จด้วย

เป็นอันว่า โดยสาระสําคัญ หลักทุกขังสอนให้รู้เท่าทันกระแส ๒ กระแส คือกระแสความเป็นไปของเหตุปัจจัยตามธรรมดาธรรมชาติ กับกระแสความอยากในใจที่เราสร้างขึ้นมา

อย่าให้เจ้าสองกระแสนี้ต้องมาบีบคั้นกันและกัน ซึ่งเราจะต้องแพ้มันแน่ๆ และเราก็จะเกิดความทุกข์ แล้วทุกข์ที่มีตามธรรมดาของธรรมชาติ ก็จะมาเกิดเป็นทุกข์ในใจของเรา

แต่ถ้าเราวางใจและทําด้วยความรู้เท่าทัน เจ้าความทุกข์ตามธรรมดาของธรรมชาติ ก็จะอยู่ข้างนอกไปตามธรรมดาของมัน มันจะไม่กลายมาเป็นความทุกข์ในใจของเรา เราก็หมดปัญหา

อันนี้เป็นคติจากทุกขัง

สามไตร

อนิจจังข้อเดียว ก็สอนเราถึง ๓ ขั้น ดูฟังไม่เป็น จะเกิดปัญหา เพราะอัตตาเกิดขึ้นมากระทบกระแทก

No Comments

Comments are closed.