– ๑ – ความรัก

7 มกราคม 2536

ความรัก
จากวาเลนไทน์ สู่ความเป็นไทย1

– ๑ –
ความรัก

ถาม วันนี้ขอกราบเรียนท่านเจ้าคุณเกี่ยวกับเรื่องของความรัก เพราะว่ามนุษย์ในโลกนี้ถ้าพ้นวัยเด็กขึ้นมาแล้ว เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวก็มักจะมีความรักเกิดขึ้นระหว่างหนุ่มๆ สาวๆ และมีความสัมพันธ์ทำให้เกิดครอบครัวขึ้น ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคมและมีผลต่อสังคมโดยส่วนรวม “ความรัก” จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้

ตัวอย่างเช่น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ที่ ๘ (Edward VIII) กษัตริย์ของประเทศอังกฤษมีความรักต่อมิสซิสซิมพ์ซั่น (Mrs.Simpson) ชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นสามัญชนธรรมดา อีกทั้งเป็นแม่ม่าย ด้วยความรักนี้พระองค์ถึงกับสละราชบัลลังก์ เมื่อ ค.ศ. ๑๙๓๖ (พ.ศ. ๒๔๗๙) ทิ้งลาภ เกียรติยศ ชื่อเสียง และความมั่งคั่งทั้งหมด มาอยู่กับแม่ม่ายคนเดียว

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ พระเจ้าชาห์ชาฮาน กษัตริย์ของประเทศอินเดีย มีความรักในตัวพระมเหสีมุมตัสมาก เมื่อพระมเหสีสิ้นพระชนม์ลงพระองค์ถึงขนาดทุ่มเทเงินทอง ราชทรัพย์ของประเทศ ตลอดจนช่างและชีวิตกรรมกรซึ่งเป็นราษฎรของพระองค์เอง สร้างทัชมาฮาลขึ้นเป็นอนุสรณ์แห่งความรักของพระองค์ที่มีต่อพระมเหสี จนกระทั่งเศรษฐกิจของประเทศถึงกับเสียหายลงเพราะการทุ่มเททรัพย์สินของประเทศให้แก่การสร้าง Taj Mahal “อนุสรณ์แห่งความรักทัชมาฮาล” ในครั้งนี้ แสดงว่า “ความรัก” เป็นเรื่องสำคัญและมีผลต่อชีวิตมนุษย์มาก

จึงใคร่ขอกราบเรียนถามท่านเจ้าคุณว่า มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องความรัก และในทางพุทธศาสนาให้คติหรือแนวความคิดอย่างไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้

ตอบ พระพุทธศาสนายอมรับธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนเป็นอันดับที่หนึ่งก่อน แต่ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น คือมีการพิจารณาต่อไปว่า ในกรณีที่ธรรมชาติของปุถุชนนั้นมีข้อบกพร่องหรือมีโทษ ก็จะสอนถึงการปรับปรุงแก้ไข หรือทำให้ดียิ่งขึ้น เรียกว่าการศึกษาหรือการพัฒนาชีวิต

อันนี้ก็ไปสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์อีกประการหนึ่งที่ว่า มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ หรือพัฒนาได้ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าต้องฝึกต้องพัฒนา และมีศักยภาพสูงสุดที่จะพัฒนาได้จนเป็นผู้ที่ประเสริฐอย่างยิ่ง

ทีนี้ เราก็เอาหลักการสองอย่างนี้มาใช้ โดยวางวิธีการว่าทำอย่างไรจะให้เกิดผลดี ในกรณีที่มีความรักแบบที่ว่าตามธรรมชาติของปุถุชนที่จะมีครอบครัวอะไรนี่ ก็กำหนดว่าทำอย่างไรจะให้เป็นไปในลักษณะที่ไม่เกิดโทษแก่ชีวิตของตน และไม่เกิดโทษแก่ผู้อื่นแก่สังคม แต่ให้ดำเนินไปในทางที่ดีงาม ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชีวิตและแก่สังคมนั้น อย่างน้อยก็แก่ทั้งสองคนนั่นแหละให้เขาอยู่กันด้วยดีมีสุข อันนี้เป็นขั้นที่หนึ่ง

สำหรับขั้นนี้เราก็มีคำแนะนำให้ว่าเขาควรจะพัฒนาจิตใจของเขาอย่างไร พร้อมทั้งหลักการในการดำเนินชีวิต และหลักในการปฏิบัติต่อกัน เพื่อให้มีผลดีทั้งต่อระหว่างสองคน และในแง่ของแต่ละคน โดยคำนึงถึงจิตใจของแต่ละคน โดยเฉพาะความสุขของแต่ละฝ่าย ตลอดจนประโยชน์ที่จะขยายออกไปสู่สังคมวงกว้างด้วย รวมทั้งถ้าเขามีบุตรก็ให้เป็นประโยชน์แก่บุตรหลานของเขาต่อไปด้วย

ทีนี้ต่อไปก็คือ เหนือกว่านั้น ทำอย่างไรจะพัฒนาเขาขึ้นไป ให้เขาสามารถมีความสุขที่สูงขึ้นไปอีก ให้มีความรู้สึกที่ประณีตดีงาม ชนิดที่เป็นคุณธรรมซึ่งคล้ายๆ ว่าเข้ามาเสริมคุณค่าของความรักแบบแรกนี้ ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นความรักแบบที่สอง และเมื่อความรักแบบที่สองนี้เจริญงอกงามมากขึ้น ก็จะช่วยให้ความรักประเภทที่หนึ่งประณีตงดงาม จนกระทั่งแม้เมื่อเขาไม่สามารถอาศัยความรักประเภทที่หนึ่งต่อไปได้ เขาก็ยังมีความรักประเภทที่สองหล่อเลี้ยงชีวิตร่วมกันอยู่ตลอดไป

เป็นอันว่า สำหรับความรักประเภทที่หนึ่งนี้ ท่านก็ยอมรับ แต่จะต้องให้อยู่ในกรอบ หรือในขอบเขตที่ดีงาม แล้วก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่ก็ถือว่ายังมีส่วนที่เป็นโทษ จึงต้องปรับปรุงพัฒนาต่อไป

ในทางพุทธศาสนา ท่านพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างทั้งในแง่ข้อดีหรือคุณ และข้อเสียหรือโทษ คือข้อบกพร่อง แล้วก็บอกทางออก หรือทางแก้ไขให้ด้วย อันนี้เป็นหลักในการพิจารณาทุกอย่าง เพื่อให้เราปฏิบัติต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องด้วยสติและปัญญาอย่างรอบคอบ ที่จะแก้ปัญหาได้ และเข้าถึงประโยชน์สุขที่แท้จริง

ถาม อยากจะขอให้ท่านแยกให้เห็นชัดว่า ความรักแบบที่หนึ่งเป็นอย่างไร และความรักแบบที่สองเป็นอย่างไร

ตอบ ก็มาดูเรื่องของความรักประเภทที่หนึ่งก่อน ความรักประเภทที่หนึ่งที่คนทั่วไปรู้เข้าใจกันว่าเป็นความรักระหว่างเพศ หรือความรักทางเพศ มีจุดเด่นอยู่ที่ความชื่นชมติดใจ หรือความปรารถนาในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสกายของผู้ที่ตนรัก อันนี้เป็นความรักสามัญของปุถุชน ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือความต้องการหาความสุขให้แก่ตนเอง หมายความว่า ที่รักเขานั้นก็เพื่อเอาเขามาเป็นเครื่องบำเรอความสุขแก่ตน ต้องการเอาความสุขเพื่อตนเอง

ความรักแบบที่หนึ่งนี้ ที่แท้แล้วก็คือการคิดจะเอาจากผู้อื่น ในเมื่อมันมีลักษณะอย่างนี้ มันจึงมีข้อเสียที่สำคัญติดมาด้วย คือถ้าหากว่าเขาผู้นั้นไม่อยู่ในภาวะที่จะสนองความปรารถนาให้เรามีความสุขได้ เราก็จะเบื่อหน่าย แล้วก็อาจจะรังเกียจ จึงเห็นได้ว่าไม่ยั่งยืน อันนี้เป็นข้อบกพร่องที่สำคัญประการแรก

นอกจากนั้น เนื่องจากความรักแบบที่หนึ่งนี้มุ่งจะเอาความสุขให้แก่ตัว หรือจะเอาผู้อื่นมาบำเรอความสุขหรือให้ความสุขแก่ตัว ความรักแบบนี้ จึงมีลักษณะจำเพาะเจาะจง โดยมีบุคคลที่ชอบใจถูกใจเป็นเป้า เป็นความยึดติดผูกพันเฉพาะตัว

เมื่อลักษณะสองอย่างนี้มาผนวกกันเข้า ก็ทำให้เกิดปัญหาตามมา คือความหึงหวง ความรักแบบนี้จึงมาคู่กับความหึง มีการยึดถือเป็นของตัว ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว ไม่ต้องการให้ใครอื่นมายุ่งเกี่ยวหรือแม้แต่ได้รับความเอาใจใส่

ความหวงแหนผูกพันเฉพาะตัว และต้องการให้เขาหรือเธอให้ความสุขแก่ตัวผู้เดียวนี้ แสดงออกได้ทั้งทางกาย และทางใจ

ทางกายก็ต้องการให้เป็นของตนผู้เดียว ไม่ให้ใครอื่นมายุ่งเกี่ยว อย่างที่เรียกว่าหวงผัสสะ

ส่วนทางด้านจิตใจ ก็ต้องการความเอาใจใส่ ความมีใจภักดี ให้ฉันคนเดียวเป็นผู้ครองหัวใจเธอ หรือให้ใจเธออยู่กับฉัน อย่าปันใจให้คนอื่น

เนื่องจากความรักแบบที่หนึ่งนี้ มักจะมาด้วยกันกับความหวงแหนเห็นแก่ตัว หรือความหึงหวง จึงอาจจะทำให้เกิดการแย่งชิงทะเลาะเบาะแว้ง แม้จะไม่ได้แย่งชิงทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ก็มักจะเกิดความมัวเมาหมกหมุ่น จนกระทั่งบางทีก็ถึงกับละทิ้งกิจหน้าที่หรือความดีงามที่ควรจะทำ หรือไม่เช่นนั้นก็จะเป็นไปในอีกลักษณะหนึ่งคือทำให้ยิ่งโลภแล้วพยายามแสวงหาอะไรต่างๆ มุ่งแต่จะกอบโกยเอามาเพื่อตัวเองและเพื่อคนที่ตนรักเท่านั้น โดยไม่เห็นแก่ผู้อื่นเลย จึงอาจทำให้เกิดการเบียดเบียนกันได้มาก

ที่ว่ามานี้คือโทษประการต่างๆ ของความรักแบบที่หนึ่ง ซึ่งในที่สุดแล้วจุดจบของมันก็คือความไม่ยั่งยืน เพราะว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องของการหาความสุขให้แก่ตัวเอง แม้จะเป็นคู่ครองอยู่ร่วมกันก็เห็นเขาเป็นสิ่งสนองความสุข เป็นที่สนองความต้องการของตนเองเท่านั้น

ถ้าหากว่าเขาหรือเธอไม่สามารถสนองความต้องการของเรา ลองถามตัวเองซิว่าเราจะยังรักเขาไหม

ต้องถามตรงๆ อย่างนี้ ถ้าเขาไม่สามารถสนองความต้องการของเรา ไม่สามารถให้ความสุขแก่เรา ถ้าเรามีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ลองตอบดู เราจะรักเขาไหม หรือว่าเราจะกลายเป็นเบื่อหน่ายรังเกียจ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นโทษหรือข้อเสียของความรักแบบที่หนึ่ง

ถาม สำหรับความรักแบบที่หนึ่ง คิดว่าชัดเจนแล้ว อยากจะทราบถึงความรักแบบที่สองว่าเป็นอย่างไร

ตอบ ความรักแบบที่สอง คือความรักที่อยากให้เขามีความสุข หรืออยากเห็นเขามีความสุข อย่างที่เรียกว่าเป็นความปรารถนาดี เรารักใครเราก็อยากให้คนนั้นมีความสุข อยากทำให้เขามีความสุข และอยากทำอะไรๆ เพื่อให้เขามีความสุข

ลองถามตัวเองก่อน เวลารักใครลองถามตัวเองว่า เราต้องการความสุขเพื่อตัวเรา หรือเราอยากให้เขามีความสุข ถ้าเป็นความรักที่แท้ก็ต้องอยากให้เขามีความสุข

เมื่ออยากให้เขามีความสุข ก็ต้องการทำให้เขามีความสุข หรือทำอะไรๆ เพื่อให้เขามีความสุข

การที่จะทำให้คนอื่นมีความสุขนั้น การกระทำที่สำคัญก็คือการให้ การให้เป็นปฏิบัติการที่ชัดเจนและต้องใช้มากที่สุดในการทำให้ผู้อื่นมีความสุข ดังนั้น ผู้ที่มีความรักแบบที่สองจึงมีความสุขในการให้และให้ด้วยความสุข ความรักแบบที่สองจึงทำให้การให้กลายเป็นความสุข

แต่ต้องพูดกันไว้ก่อนด้วยว่า การให้ที่ว่านี้ไม่ใช่เป็นการให้แบบล่อเหยื่อหรือเอาอกเอาใจ ถ้าให้แบบนั้น พอไม่ได้เขามา ก็จะเสียใจ เสียดายและแค้นใจ เพราะเป็นการให้เพื่อจะเอา ไม่ใช่ปรารถนาดีแก่เขาจริง

ในขณะที่ความรักแบบที่หนึ่ง เป็นความต้องการที่จะเอาความสุขจากผู้อื่น หรือต้องการความสุขจากการเอา ความรักแบบที่สอง เป็นความต้องการที่จะให้ความสุขแก่ผู้อื่น และเป็นการทำให้เกิดความสุขจากการให้

ในแบบที่หนึ่ง การได้จึงจะเป็นความสุข แต่ในแบบหลัง การให้ก็เป็นความสุข พูดสั้นๆ ว่า ความรักที่เป็นการเอา กับความรักที่เป็นการให้

ถ้าเรารักเขาโดยอยากให้เขามีความสุขแล้ว มันก็มีความยั่งยืนมั่นคง เมื่อเขามีความทุกข์ความเดือดร้อน แม้ว่าเขาจะไม่สามารถสนองความต้องการของเราได้ เราก็ยังรักเขา และเราจะเกิดความสงสาร ตอนแรกเรามีความรัก ความปรารถนาดี อยากให้เขามีความสุข พอเขาเกิดความทุกข์ มีความเดือดร้อนขึ้นมา ความรักของเราก็จะกลายเป็นความสงสาร อยากจะช่วยเหลือเขาให้พ้นจากความทุกข์ เราจะไม่เบื่อหน่ายรังเกียจ ซึ่งต่างกันชัดเจนกับความรักแบบที่หนึ่ง

ความรักแบบที่หนึ่งเป็นความต้องการที่จะหาความสุขให้แก่ตนเอง ซึ่งก็คือความเห็นแก่ตัวแบบหนึ่งนั่นเอง พอเขามีความทุกข์ลำบากเดือดร้อน หรืออยู่ในภาวะที่ไม่สามารถสนองความต้องการของเราได้ เราก็เบื่อหน่ายรังเกียจ แต่ความรักแบบที่สองนี่ต้องการให้เขามีความสุข พอเขามีความทุกข์เดือดร้อน เราก็สงสารอยากจะช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ให้เขาพ้นจากความลำบากเดือดร้อน

ความรักแบบที่หนึ่งนั้นทางพระท่านเรียกว่า “ราคะ” หรือ “เสน่หา” ส่วนความรักแบบที่สอง ทางพระท่านเรียกว่า “เมตตา” รวมทั้ง “ไมตรี”

ทีนี้ ถ้าหากว่าคนที่เรารักนั้น เขาเกิดเปลี่ยนเป็นมีความทุกข์ ลำบากเดือดร้อน เมตตานั้นก็เปลี่ยนไปเป็น “กรุณา” คือสงสาร คิดหาทางช่วยเหลือปลดเปลื้องทุกข์ จึงมี เมตตา – กรุณา เป็นคู่กัน

นี่คือลักษณะของความรักสองแบบ รักแบบอยากให้เขามีความสุข กับรักแบบจะหาความสุขจากเขาหรือเอาเขามาทำให้เรามีความสุข เรียกเป็นคำศัพท์ว่า รักแบบเมตตา กับรักแบบราคะ/เสน่หา

ถาม ก็พอจะเห็นได้ชัดว่า ความรักแบบที่สองนั้นดีแน่ ทำให้คนมีความเป็นมนุษย์ หรือมีสภาพที่สมกับความเป็นมนุษย์ที่ต่างจากสัตว์อื่นๆ คงจะเรียกได้ว่าเป็นมนุษยธรรม แต่ดูเหมือนเป็นเรื่องอุดมคติ คนทั่วๆ ไปจะปฏิบัติได้แค่ไหน

ตอบ สำหรับคนเราทั่วไปนี่ท่านยอมให้ในแง่ของปุถุชน ว่าย่อมจะต้องมีความรักแบบที่หนึ่งกันมากเป็นธรรมดา แต่เมื่อเราเป็นคน ก็ต้องมีการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น ไม่ใช่จมอยู่กับความลุ่มหลงคับแคบเห็นแก่ตัว ถ้าเรามีความรักแบบที่สองมาคุมอยู่ด้วยนั่นแหละคือการที่เราพัฒนาตัวเองดีขึ้น แล้วความรักนั้นก็เริ่มจะเป็นความรักที่ยอมรับได้ คือความรักแบบที่หนึ่งมีความรักแบบที่สองมาเสริมก็ถือว่ายอมรับได้ เหมือนอย่างความรักที่เราเห็นอยู่ในครอบครัวคือความรักของพ่อแม่ต่อลูก

ความรักของพ่อแม่ต่อลูกเป็นความรักแบบที่อยากเห็นลูกมีความสุข แล้วก็พยายามทำอะไรต่างๆ ให้ลูกมีความสุข เมื่อเห็นลูกมีความสุขพ่อแม่ก็มีความสุขด้วย ดังนั้น พ่อแม่จึงมีความสุขในการที่ได้ให้แก่ลูก ในขณะที่คนทั่วไปต้องได้จึงจะมีความสุข แต่พ่อแม่ให้แก่ลูกก็มีความสุข แม้ตัวเองจะต้องทุกข์เดือดร้อนพ่อแม่ก็ยอม

บางทีตัวเองต้องลำบากเดือดร้อน แต่พอเห็นลูกมีความสุขก็มีความสุข ในทางตรงข้ามถ้าเห็นลูกไม่สบายหรือตกทุกข์ลำบาก พ่อแม่ก็มีความสงสาร ไม่มีความรังเกียจ ไม่มีความเบื่อหน่าย แล้วยังทนทุกข์ทนลำบากเพื่อลูกได้ด้วย

ถ้าคู่ครองมีความรักที่มีลักษณะอย่างนี้ต่อกันหรือถ้าความรู้สึกของเราต่อผู้อื่นเป็นอย่างนี้ ก็เป็นความรู้สึกที่ดีงาม เป็นเรื่องของคุณธรรม เป็นความรักประเภทที่สอง

เราก็เอาความรักแบบที่สองที่ว่านี้แหละมาเสริมหรือมากำกับเข้ากับความรักแบบที่หนึ่ง ซึ่งจะเป็นการพัฒนาทั้งความรักและความสุขให้ประณีตงดงามยิ่งขึ้นไป อย่างน้อยก็ทำให้เกิดความซาบซึ้งในความดีงามของกันและกัน เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และควรจะต้องปฏิบัติอย่างแน่นอน

ถาม ความรักของพ่อแม่ ถึงจะเป็นแบบที่สอง ที่อยากให้ลูกมีความสุข แต่ก็เห็นว่าจำกัดอยู่ คืออยากจะให้ลูกของตัวมีความสุข แต่ก็ไม่ได้คิดอย่างนั้นกับคนอื่น และถ้าใครมามีเรื่องกระทบกับลูก ก็โกรธเขา จึงรู้สึกเหมือนว่ายังเป็นความหวงแหน จะคล้ายกับความรักแบบที่หนึ่ง หรือเปล่า

ตอบ ความรักของพ่อแม่ถึงแม้จะจำกัดอยู่กับลูกก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เป็นการหวงแหนอย่างความรักแบบที่หนึ่ง คือพ่อแม่รักลูก ความหวงนั้นจะมีแต่ในแง่ที่อยากให้ลูกมีความสุข แต่ไม่ได้หวงแหนที่ว่าต้องการครอบครองเอาไว้เป็นของตัว เพื่อบำเรอความสุขของตัว ไม่มีความหึง คือไม่ได้หวงผัสสะไว้เพื่อตัวและไม่ได้หวงใจ แต่พ่อแม่ก็ยังเป็นปุถุชน จึงมีเมตตากรุณาแต่กับลูก ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ที่จะได้มีเมตตากรุณาที่เป็นสากล

ถาม อยากทราบว่า มีธรรมสำหรับความรักแบบที่หนึ่ง ซึ่งเป็นความรักในลักษณะที่ต้องการหาความสุขให้แก่ตนเอง หวังจะได้ความสุขจากอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งทางด้านร่างกาย และทางด้านจิตใจ ซึ่งจะทำให้ความรักแบบที่หนึ่งอยู่ในขอบเขตที่ดีงามให้กลับกลายเป็นสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์หรือไม่

ตอบ มี อย่างแรกก็คือการที่เรามีหน้าที่เกิดขึ้น แล้วก็ปฏิบัติหน้าที่นั้นต่อกัน เช่นเมื่อมีครอบครัวตามความรักประเภทที่หนึ่ง ก็เกิดมีฐานะขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสามี-ภรรยา หรือแม้แต่เป็นคู่รักก็ตาม ก็มีหน้าที่ต่อกัน

อย่างที่บอกแล้วว่า ทางธรรมท่านยอมรับธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชน แล้วท่านก็ยอมรับสิทธิของบุคคลและกติกาของสังคม ท่านจึงวางหลักปฏิบัติพื้นฐานไว้ เช่น ในศีล ๕ ให้ไม่ล่วงละเมิดสิทธิกันในของรักของหวง คือศีลข้อที่ ๓ (เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร) และในทิศ ๖ ให้ยอมรับและแสดงฐานะแห่งความเป็นสามีภรรยาของกันและกัน ให้ไม่นอกใจกัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามหน้าที่และความผูกพันต่อกันนี้ จะลึกซึ้งมั่นคง ก็ต้องมีคุณธรรมเป็นพื้นฐานรองรับ เริ่มต้นตั้งแต่ต้องมีสัจจะ มีความจริงต่อกัน รักจริง จริงใจต่อกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน แล้วก็จริงวาจา พูดจริง และจริงในการกระทำ

ต่อจากนั้นก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน เริ่มแต่หน้าที่ในการที่อยู่ในครอบครัว สามีก็ต้องทำหน้าที่ต่อภรรยา ภรรยาก็ต้องทำหน้าที่ต่อสามี ในเรื่องของการจัดสรรความเป็นอยู่ว่าจะทำอะไร อย่างไร เช่น เกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง การดูแลกิจการในบ้าน ตลอดจนการดูแลลูก การเลี้ยงลูก สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่

คนที่มีความรักแบบที่หนึ่ง ถ้าไม่มีคุณธรรมพ่วงมาด้วย เช่น ไม่มีสัจจะ ไม่มีความรับผิดชอบ ก็จะไม่เอาใจใส่อะไรทั้งสิ้น เพราะต้องการแต่จะหาความสุขให้แก่ตนเองอย่างเดียว เห็นเขา เห็นผู้อื่น หรือเห็นอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นสิ่งสำหรับสนองความต้องการของตน เขาไม่ได้มีความต้องการที่จะทำอะไรเพื่อคนอื่น เขาไม่มีความต้องการที่จะทำหน้าที่ เขาก็จะทอดทิ้งละเลยไม่ทำสิ่งเหล่านั้น แล้วก็จะต้องเกิดผลเสียหาย

เพราะฉะนั้น เมื่อมีความรักประเภทที่หนึ่ง ก็จะต้องมีธรรม มีหลักความประพฤติ มีหลักการดำเนินชีวิตที่เป็นความรับผิดชอบต่อกันขึ้นมาด้วย คืออย่างน้อยต้องมีความรับผิดชอบต่อกันระหว่างสองฝ่าย ต้องมีการทำหน้าที่ต่อกัน และหน้าที่ที่ร่วมกัน

ความสุขจากความรักนั้นมิใช่สิ่งที่จะได้มาอย่างเลื่อนลอย คือไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาฟรีๆ แต่จะต้องมีอะไรเป็นเครื่องตอบแทนให้แก่โลกนี้หรือสังคมนี้ด้วย ที่จะช่วยให้สังคมนี้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ถ้าคนต้องการสนองความสุขของตนเองอย่างเดียว ไม่ทำหน้าที่ ไม่มีความรับผิดชอบ ก็จะเกิดความวุ่นวายระส่ำระสาย ครอบครัวก็อยู่ดีไม่ได้ สังคม ก็อยู่ไม่เป็นสุข จะมีแต่ความเดือดร้อน

ก็เป็นอันว่า เมื่อมีความรักแบบแรกอย่างนี้แล้ว เราก็ต้องมีความรับผิดชอบที่จะทำหน้าที่ อย่างน้อยต่อกันระหว่างสองฝ่าย ซึ่งเป็นความรับผิดชอบต่อผู้อื่น และต่อสังคมด้วย

เมื่อทำหน้าที่ต่อกันระหว่างสองฝ่ายด้วยดีแล้ว ผลดีก็เกิดขึ้นในความเป็นอยู่ร่วมกัน ครอบครัวซึ่งเป็นสังคมหน่วยย่อยที่สุดก็อยู่เป็นสุข แล้วก็จะเป็นส่วนประกอบที่ดีของสังคมใหญ่ที่ขยายออกไป เพราะว่าเมื่อเขาอยู่กันด้วยดีแล้ว ประพฤติปฏิบัติชอบ ประโยชน์ก็เผื่อแผ่ไปสู่สังคม เป็นเครื่องรักษาหรือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทำให้สังคมอยู่ร่มเย็นเป็นสุขด้วย จึงกลายเป็นว่าเขาได้มีส่วนเกื้อกูลต่อสังคมด้วยการมีชีวิตครอบครัวที่ดีงาม ที่ถูกต้องชอบธรรม เมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้ก็กลายเป็นผลดีไป

ฉะนั้น แม้แต่ความรักประเภทที่หนึ่งก็ต้องมีข้อปฏิบัติเช่นหน้าที่ ซึ่งจะต้องรับผิดชอบ มาช่วยรองรับไว้ เริ่มตั้งแต่สัจจะ คือความจริงใจ ซื่อสัตย์ต่อกัน

หลักหรือข้อปฏิบัติหรือหน้าที่เหล่านี้ พูดสั้นๆ ก็เรียกว่า ธรรม นั่นเอง ธรรมนี่แหละเป็นตัวกลางที่จะมาช่วยให้ความรักก่อเกิดประโยชน์อันดีงาม

อย่างไรก็ตาม การที่จะให้สัมพันธภาพแห่งความรักคงอยู่ยั่นยืนและพัฒนาไปได้ด้วยดี จะต้องมีความรักแบบที่สองเข้ามาช่วย พอมีความรักประเภทที่สองเข้ามาประกบ ความรักประเภทที่หนึ่งก็จะยั่งยืนและราบรื่นไปได้อย่างดี เพราะว่าเรามีความปรารถนาให้อีกฝ่ายหนึ่ง คือผู้ที่เรารักนั้นเขามีความสุข

ธรรมดาว่า เรารักใครก็คือ เราต้องการให้ผู้นั้นมีความสุข จึงจะเรียกว่าเป็นรักแท้ แต่คนจำนวนมากไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราก็เรียกไปอย่างนั้นเองว่าเป็นความรัก ซึ่งที่จริงก็คือจะหาความสุขให้แก่ตัวเท่านั้นเอง ที่ว่ามานี้เป็นจุดสำคัญในเรื่องของความรัก

ถาม อยากทราบว่า ธรรมสำหรับความรักในประเภทที่หนึ่ง นอกจากสัจจะแล้วยังมีอะไรอีก

ตอบ มีหลายข้อ นอกจากสัจจะ ความจริงต่อกันนี้แล้ว คุณธรรมที่เป็นพื้นฐานข้อต่อไป ก็คือ การรู้จักปรับตัวปรับใจเข้าหากัน อันนี้ก็สำคัญมาก เพราะคนทุกคนมีพื้นเพภูมิหลังต่างๆ กัน แม้จะมาเป็นคู่ครองมีความรักกัน ก็มีอะไรที่ไม่เหมือนกันหลายอย่าง

การเกิดในชาติตระกูลที่แตกต่างกัน ท้องถิ่นที่แตกต่างกัน สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ได้รับการศึกษาอบรมต่างกัน ตลอดจนประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้มีจริต อัธยาศัย นิสัย ลักษณะของพฤติกรรม และการแสดงออกทางกาย ทางวาจา และแม้แต่ลักษณะการคิดที่แตกต่างกัน

ข้อแตกต่างกันเหล่านี้ เมื่อมาพบกันใหม่ๆ รักกันคบกันใหม่ๆ ความรักกำลังพุ่งแรง ก็มองข้ามไปหมด แต่พอคบกันนานๆ เข้า ได้ใกล้ชิดกันหรืออยู่ด้วยกันมันก็จะค่อยๆ โผล่ขึ้นมา ถ้าหากไม่รู้จักปรับตัว ความแตกต่างเหล่านี้ก็จะกลายเป็นความขัดแย้ง พอเห็นอีกฝ่ายหนึ่งทำตัวอย่างนั้น พูดจาอย่างนั้นที่ดูแปลกๆ ก็รู้สึกขัดหูขัดตา

เมื่อเป็นอย่างนี้ก็จำเป็นจะต้องมีการปรับตัวปรับใจว่าทำอย่างไรจะให้เกิดความประสานกลมกลืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำอย่างไรจะให้ความแตกต่างไม่กลายเป็นความขัดแย้ง แต่ทำให้ความแตกต่างกลายเป็นความประสานเสริม นี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ง่าย จึงต้องมีการปรับตัวเข้าหากัน หรือว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องมีการแก้ไขปรับปรุงตัวเองด้วย และอันนี้ก็ต้องใช้วิธีการของปัญญาโดยการรู้จักพูดจาหารือกัน ทำความเข้าใจกัน รวมแล้วก็เป็นเรื่องของการปรับตัวหรือไม่ก็ปรับใจ

ไม่ใช่เฉพาะคู่ครองหรือคู่รักเท่านั้น แม้แต่ในชีวิตการทำงาน หรือการอยู่ร่วมกันกับใครๆ ก็ต้องมีการปรับตัวทั้งนั้น อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะคู่ครองนั้นเป็นผู้ที่เราใกล้ชิดมากที่สุด จึงต้องถือหลักการปรับตัวปรับใจนี้เป็นข้อที่สำคัญมาก

ทีนี้ ข้อที่สามคือต้องมีความอดทน เมื่อคบกัน อยู่ใกล้ชิดกัน การกระทบกระทั่งกันก็ต้องมีแน่ แม้แต่ในการที่จะปรับตัว ระหว่างนั้นก็ต้องมีความอดทนเพื่อรักษาสถานการณ์ไว้ ต้องไม่วู่วาม อย่างที่โบราณสอนว่าลิ้นกับฟันย่อมต้องกระทบกันบ้างเป็นธรรมดา

อะไรที่ไม่สำคัญ ก็ไม่ถือสา ปล่อยผ่านไป ถ้าสำคัญก็ยกไปข้อสองที่ผ่านมาแล้ว คือใช้วิธีการแห่งปัญญา หาทางแก้ไขปรับปรุง ปรับตัวปรับใจ หรือปรับความเข้าใจกัน แต่ความอดทนจะต้องมีอยู่เป็นพื้นในใจ

ความอดทนนั้นเป็นความเข้มแข็ง เป็นความหนักแน่นมั่นคง ทำให้ยั่งยืนหรือคงอยู่ได้ ถ้าวู่วามเอาแต่อารมณ์ ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำก็เปราะ แตกร้าวพังทะลายได้ง่าย

ต่อไปก็ต้องมีน้ำใจต่อกัน คือมีความเสียสละ อันนี้เป็นหลักเบื้องต้น เพื่อให้ความรักไม่กลายเป็นความเห็นแก่ตัว ก็ต้องมีน้ำใจที่จะเสียสละความสุขของตนเพื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้ อันนี้คือจุดสำคัญที่จะไปประสานกับความรักประเภทที่สองคือเมตตา

ถ้าเรามีความรักแบบที่สอง คือเมตตาแล้ว เราก็พร้อมที่จะเสียสละความสุขของเราเพื่อเขาได้ เพราะเราอยากเห็นเขามีความสุข ต้องการให้เขามีความสุข

ถ้าไม่ย้ำเรื่องความมีน้ำใจเสียสละนี้ไว้ ก็อาจจะไม่ปลูกฝังเมตตาให้เกิดขึ้น แต่เมื่อถือเป็นหลักเป็นหน้าที่ของตัวเองที่จะต้องมีแล้วก็ทำให้เราจำเป็นจะต้องทำ คือเราจะต้องมีน้ำใจ ต้องพร้อมที่จะสละความสุขของตนเองเพื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้ ไม่ใช่เห็นแก่ความสุขของตัวเองฝ่ายเดียว ไม่ใช่ว่ารักเขาเพื่อจะเอาแต่ความสุขจากเขา แต่รักเพื่อให้เขามีความสุข

เพราะฉะนั้น ยามใดที่เขาต้องการความช่วยเหลือ ยามใดที่เขาเดือดร้อนเป็นทุกข์ เราจะต้องเอาใจใส่ อย่างน้อยความเอาใจใส่ก็แสดงถึงการเสียสละ และมีน้ำใจอย่างหนึ่ง

จะต้องมีความเสียสละแม้แต่ทางใจนี้ให้แก่เขาบ้าง คือความเอาใจใส่ แล้วก็แสดงความเอาใจใส่โดยการแสดงออกแม้แต่เล็กๆ น้อยๆ เช่นต้อนรับเวลากลับบ้านหรือพบกัน หรือช่วยเหลือในยามที่เขามีสิ่งเกินกำลังที่จะทำ หรือในยามเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ว่าจะมีภารกิจอะไรเกิดขึ้นก็เอาใจใส่กัน อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นจาคะ

ถาม คำอธิบายละเอียดมาก ท่านช่วยกรุณาสรุปให้ด้วย

ตอบ คุณธรรมพื้นฐาน ๔ อย่างที่ว่ามานี้ เรียกเป็นชุดว่า หลักการครองเรือน หรือคุณธรรมสำหรับฆราวาส เรียกเป็นคำพระว่า ฆราวาสธรรม ได้แก่

  1. สัจจะ ความจริง โดยเฉพาะ ซื่อสัตย์ จริงใจและจริงจัง
  2. ทมะ การฝึกฝนปรับปรุงตน ปรับตัวปรับใจและพัฒนาตนยิ่งขึ้นไป
  3. ขันติ ความเข้มแข็งหนักแน่นอดทน
  4. จาคะ ความเสียสละ มีน้ำใจ คิดที่จะให้และเปิดใจต่อกัน

สี่ข้อนี้ถือว่าเป็นหลักสำคัญ เป็นคุณธรรมพื้นฐาน ต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องของหน้าที่ หมายถึงหน้าที่ในเชิงปฏิบัติ เช่นอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสในเรื่องทิศ ๖ ว่าด้วยหน้าที่ของสามีภรรยาต่อกัน ซึ่งมีหลายข้อ เช่น การให้เกียรติกัน การดูแลบ้านเรือน การรักษาทรัพย์สินและการใช้จ่ายอะไรต่างๆ อันนี้เป็นธรรมที่จะช่วยส่งเสริมให้ความรักในข้อที่หนึ่ง มีความหมายและเป็นประโยชน์มีคุณค่า

มิฉะนั้นก็จะอยู่กันอย่างเห็นแก่ตัวเกินไป แล้วมันก็จะกลายเป็นเหตุของความขัดแย้งแย่งชิงผลประโยชน์กัน คือความรักกลายเป็นการหาผลประโยชน์ให้แก่ตัว เมื่อแต่ละฝ่ายหาผลประโยชน์ในที่สุดก็ต้องเกิดการขัดผลประโยชน์กัน แล้วก็เกิดการแย่งชิงและขัดแย้งตามมา

ตกลงว่า ความรักประเภทที่หนึ่งนี้ ถ้าจะให้ดีก็ต้องมีความรักประเภทที่สองเข้ามาช่วย เพื่อจะคุมให้อยู่ในความดีงาม และมาช่วยให้มั่นคงยั่งยืนด้วย เพราะถ้ามีแต่ความรักประเภทที่หนึ่งอย่างเดียวก็ไปไม่รอดแน่

ถาม ทำอย่างไรถึงจะเกิดความรักประเภทที่สอง

ตอบ ความรักประเภทที่สองต้องอาศัยการพัฒนาตัวคน เมื่อพัฒนาคนขึ้นไปก็จะทำให้เขามีจิตใจกว้างขวางขึ้น ใจก็กว้างใหญ่ขึ้น ปัญญาก็มองกว้างไกลขึ้น แล้วเขาก็จะมีความรู้สึกที่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น อยากให้คนอื่นมีความสุข เกิดเป็นคุณธรรมขึ้นมา ขอให้นึกถึงธรรมชาติของมนุษย์ ที่ต้องมีการศึกษาฝึกฝนพัฒนา

แม้แต่ในหมู่มนุษย์ปุถุชนก็มีคุณธรรมนี้ได้ ดังพ่อแม่เป็นตัวอย่าง จะเห็นว่าพ่อแม่สามารถมีเมตตาต่อลูกได้ มีความสุขในการที่จะให้แก่ลูก แล้วก็มองต่อไปอีกว่า พี่น้องก็สามารถมีความรักต่อกันได้ เช่น พี่รักน้อง พี่มีเมตตาก็อยากให้น้องมีความสุข แล้วพี่ก็ให้แก่น้อง เพื่อให้น้องมีความสุข สามารถเสียสละความสุขของตัวเองเพื่อน้องได้ เมื่อเห็นน้องมีความสุขพี่ก็มีความสุขด้วย หรือเพื่อนที่รักกัน ก็พร้อมที่จะให้แก่กัน เมื่อเห็นเพื่อนมีความสุข ตัวก็มีความสุขด้วย และก็อยากทำให้เพื่อนมีความสุข

ผู้ที่มีความรักแบบนี้อย่างน้อยก็มองเห็นคู่ครองว่าเป็นเพื่อนที่สนิทใจ อย่างพุทธภาษิตที่ว่า “ภริยาปรมา สขา” ภรรยาเป็นเพื่อนอย่างยิ่ง หรือภรรยาเป็นยอดสหาย

ถาม แล้วสามีเป็นอย่างไร

ตอบ สามีก็เหมือนกันนั่นแหละ หมายความว่าท่านต้องการสอนผู้ชายมากหน่อย เพราะสมัยนั้นผู้ชายมีบทบาทมาก ต้องเน้นความรับผิดชอบของผู้ชายให้มาก แต่ก็ถือคติเดียวกัน

ถาม ความรักประเภทที่สอง หมายถึงความเสียสละที่ฝ่ายหนึ่งมีต่ออีกฝ่ายหนึ่ง ใช่หรือไม่?

ตอบ ถ้ามองภายนอก ก็พูดได้ว่าเป็นความเสียสละ คือคนอื่นมองเห็นเป็นการเสียสละ แต่ที่จริง ความรักแบบที่สองนี้อยู่เลยการเสียสละ หรืออยู่เหนือการเสียสละไปแล้ว หมายความว่า ที่เขาสละให้แก่กันนั้น เขาทำโดยไม่ต้องรู้สึกว่าเป็นการเสียสละ คือมันเป็นไปเอง ด้วยจิตด้วยใจของเขาที่อยากให้ผู้ที่เขารักมีความสุข และอยากเห็นผู้นั้นมีความสุข แล้วเขาก็มีความสุข ในการที่จะให้หรือที่จะทำอะไรๆ เพื่อคนที่เขารักนั้น

พูดสั้นๆ ก็คือ ความรักแบบที่สองนี้ เป็นความรักที่ทำให้การให้กลายเป็นความสุข เลยไม่ต้องรู้สึกว่าเป็นการเสียสละ และถ้ามีเหตุที่จะต้องเสียสละ เขาก็พร้อมที่จะทำการเสียสละ

ความรักที่ต้องการความเสียสละ ก็คือความรักประเภทที่หนึ่ง เพราะความรักแบบนั้น ต้องการเอาความสุขเพื่อตัว จึงต้องเอาการเสียสละมาช่วยคุมให้ประณีตงดงามและเกิดผลดีขึ้น ดังนั้นจึงได้พูดไว้ในตอนต้นว่า สำหรับความรักประเภทที่หนึ่งจะต้องมีคุณธรรมพื้นฐาน ๔ ข้อมาช่วยรองรับ และข้อที่ ๔ ก็คือ ความเสียสละ หรือความมีน้ำใจที่เรียกว่าจาคะ

ถ้ามีน้ำใจเสียสละความสุขให้กันได้แล้ว ก็จะเป็นจุดเชื่อมต่อซึ่งจะสามารถยกระดับความรักแบบที่หนึ่งขึ้นเป็นความรักแบบที่สองได้ต่อไป

ถาม ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายปรับตัวกันจนถึงที่สุด แล้วไปด้วยกันไม่ได้ ก็ต้องหย่าร้างกัน ทางพุทธศาสนามองกรณีนี้อย่างไร

ตอบ พุทธศาสนาก็มองด้วยการยอมรับความจริง ท่านก็ให้ปฏิบัติให้เหมาะกับกรณี แม้แต่พระสงฆ์ เมื่อคู่ครองเขาขัดแย้งกันทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน ท่านก็อนุญาตให้พยายามพูดจาสมัครสมานอะไรต่างๆ แต่ถ้าถึงจุดที่เขาหย่ากันแล้วท่านไม่ให้เข้าไปยุ่งเลย ไม่ใช่ไม่ให้ไปยุ่งกับชีวิตของเขานะ แต่ไม่ให้เข้าไปยุ่งในแง่ของการที่จะเจ้ากี้เจ้าการชักนำให้เขามาคืนดีกัน

ถ้าเขาหย่ากันไปแล้วพระจะไม่เข้าไปทำหน้าที่เป็นสื่อ แต่ถ้าเป็นช่วงที่เขากำลังมีปัญหาจะเข้าไปช่วยด้วยเมตตา คือไม่ให้ไปเป็นสื่อ สำหรับพระท่านห้ามเรื่องการชักสื่อ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเมื่อหย่าแล้ว พระก็จะตามไปช่วยทางด้านจิตใจและสติปัญญาของแต่ละฝ่าย เพื่อความอยู่ดีและมีความสุขของเขา

ถาม การที่ผู้ชายมีเมียน้อย ถือว่าเป็นความรักประเภทที่หนึ่งหรือเปล่า

ตอบ ก็เป็นความรักประเภทที่หนึ่ง

ถาม หรือว่าผู้หญิงมีอนุสามี ก็ถือว่าเป็นความรักประเภทที่หนึ่งใช่ไหม

ตอบ ก็เป็นความรักประเภทที่หนึ่งเหมือนกัน ต้นกำเนิดมาจากนั้น ส่วนที่จะมีความรักประเภทที่สองมาด้วยหรือไม่ ก็อยู่ที่ลักษณะของความรู้สึกที่มีต่อกัน ซึ่งถามตัวเองได้ว่า เราต้องการที่จะให้เขามีความสุขอย่างแท้จริง หรือจะเอาเขาเป็นเครื่องบำเรอความสุขของเรา นี่ขั้นที่หนึ่งนะ ตอนนี้อาจจะตอบว่าใช่ ในแง่ว่าเราอยากให้เขามีความสุขด้วย

แต่ข้อที่สองต้องถามต่อไปว่า ถ้าเขาไม่สามารถสนองความสุขให้เราได้ เรายังจะรักเขาไหม ลองถามคำถามนี้ ถ้ายังรักเขาอยู่แม้เขาจะเป็นอย่างไรไป ก็แสดงว่าเป็นความปรารถนาดีต่อเขาจริง คือรักจริง

ถาม ในกรณีอย่างพวกฝรั่งที่เขาตกลงกันว่าสามีภรรยาต่างคนต่างก็ไปมีใหม่ได้ ในขณะที่เขาก็อยู่ด้วยกันอยู่ อันนั้นผิดหลักการทางพุทธศาสนาหรือไม่ เดี๋ยวนี้สภาพสังคมซับซ้อนมาก

ตอบ พุทธศาสนาพูดถึงเรื่องนี้ใน ๒ ระดับ ระดับแรก เป็นระดับของการยอมรับกติกาของสังคมในแต่ละยุคสมัย หรือตามกาลเทศะ เหมือนอย่างพุทธศาสนาเกิดในอินเดีย ก็ยอมรับกติกาของสังคมอินเดียเบื้องต้นก่อนเท่าที่ไม่ขัดกับหลักการสำคัญ

เมื่อเรายอมรับกติกานั้นแล้ว ก็อย่าละเมิด ถ้าละเมิดก็เป็นผิด เพราะไม่ซื่อตรงต่อกติกา แสดงว่ามีเจตนาละเมิด หรือมีเจตนาไม่ซื่อตรงต่อกติกา เพราะฉะนั้น ประการแรกต้องขึ้นต่อกติกาที่ตกลงกันในสังคมนั้นก่อนตราบเท่าที่ยังไม่ได้ตกลงกันเปลี่ยนกติกานั้น

แต่ในเรื่องนี้ สังคมควรจะต้องมีความชัดเจนในข้อกติกานั้นๆ อันนี้ก็เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ ในสังคมที่ไม่มีความชัดเจนก็จะทำให้เกิดความสับสน สังคมไทยนี่นับว่าอยู่ในภาวะที่สับสนในเรื่องนี้ คือไม่วางกติกาหรือตกลงกันให้แน่ชัดว่าจะยุติในรูปใดอย่างใด

ระดับที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับพันธะของบุคคลต่อธรรมที่จะดำรงรักษามนุษยชาติไว้ในความดีงามและสวัสดิภาพที่แท้จริง

ถาม ขอสมมุติ สมมุติว่าภรรยาอยากจะมีอนุสามี สามีก็มีความรักภรรยาอยากให้ภรรยามีความสุข จึงยินยอมให้ภรรยามีอนุสามีได้ เราจะถือว่าเป็นปัญหาในทางความเชื่อถือทางพุทธศาสนาหรือไม่ และจะถือว่าความรักของสามีแบบนี้จะอยู่ในความรักประเภทที่สองหรือเปล่า

ตอบ มันเป็นข้อพิจารณาต่างหากกัน คืออยู่ที่ความรู้สึกในจิตใจว่าจะมีความรักต่อภรรยาอย่างไร ถ้าหากว่าใจมีความปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุขก็แสดงว่าเมตตามีอยู่ ส่วนการยินยอมนั้นจะเกิดปัญหาอะไรก็เป็นข้อพิจารณาต่อไป

เหตุผลที่ทางพระท่านไม่ให้ละเมิดในเรื่องนี้มีอย่างน้อย ๒ ประการ คือ

หนึ่ง ว่าโดยหลักการทั่วไป ความรักประเภทที่หนึ่งทำให้มีการหวงแหน ท่านก็ยอมรับสิทธิของปุถุชนในการที่จะมีความหวงแหน ซึ่งบางทีท่านเรียกว่าหวงผัสสะ ถ้ามีใครมาละเมิด ก็เรียกว่าละเมิดสิทธิในผัสสะ เป็นการผิดศีล ส่วนทางด้านจิตใจก็ให้ซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่นอกใจกัน

อันนี้เป็นการยอมรับสิทธิในของรักของหวง ซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะให้ชีวิตการแสวงหากามสุขของมนุษย์อยู่ในกรอบหรือขอบเขตที่จะไม่เบียดเบียนข่มเหงกัน จะได้อยู่ร่วมกันสงบสุขตามสมควร เป็นเรื่องของสังคมที่อาศัยกฎเกณฑ์หรือกติกามาช่วยกำกับควบคุม

ทีนี้ถ้าเกิดไม่หวงขึ้นมาละ ก็ต้องหาข้อพิจารณาต่อไป

ถาม อย่างในกรณีที่ผู้ชายมีอนุภรรยาจำนวนมาก เช่น กรณีเต็กกอ ที่จังหวัดนครปฐม ภรรยาหลวงเขาก็ยอมให้สามีมีภรรยาน้อยถึง ๗ คน อาจจะเป็นในแง่ของเศรษฐกิจหรืออะไรก็ตาม ภรรยาหลวงก็ไม่หวงผัสสะ กรณีนี้ไม่ค่อยถูกนำมากล่าวว่าเป็นความผิด ถ้าผู้หญิงทำ ก็ผิดแน่ๆ

ตอบ ที่ว่าไปแล้วนั้นเป็นแง่ที่หนึ่ง คือหวงผัสสะ

ทีนี้ แง่ที่สอง คือหลักเกณฑ์ที่ท่านเรียกว่าประเวณี ประเวณีก็คือประเพณี หมายถึงการสืบสายตระกูล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะรักษาระบบสังคมของมนุษย์ปุถุชนไว้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย จึงวางกฎเกณฑ์กันไว้ไม่ให้ผิดประเวณี เพื่อไม่ให้ตระกูลสับสน อันนี้เป็นเหตุผลข้อที่สอง เป็นเรื่องของการรักษาสายตระกูลไม่ให้เกิดความสับสน (ลูกของใครก็ให้รู้กัน) อะไรทำนองนี้

ข้อที่สาม ก็คือตัวกติกาของสังคมที่เป็นข้อตกลงว่าสังคมจะเอาอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ขึ้นต่อกาลเทศะ โดยมีปัญหาเกี่ยวกับภูมิปัญญาและคุณธรรมคือความซึ่อตรงของผู้วางกฎกติกาเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นตัวแปรที่สำคัญแล้วก็ล้วนแต่มีความซับซ้อนทั้งนั้น

ยกตัวอย่าง ในสมัยโบราณ เขายอมรับสิทธิและอำนาจของ พระเจ้าแผ่นดินว่ามีสิทธิเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เลยเป็นกติกาของสังคมไปเลยว่า พระราชาในฐานะเป็นเจ้าแผ่นดิน เป็นผู้จัดสรรทุกอย่างในประเทศ สามารถทำอะไรได้พิเศษเหนือกว่าประชาราษฎรทั่วไป มีกติกาพิเศษต่างหากสำหรับพระราชา บางอย่างที่ราษฎรทำแล้วมีความผิด พระราชาอาจทำได้โดยไม่ผิด เพราะยอมรับอำนาจ ยอมรับในสิทธิ

ถาม ในการที่ยอมรับว่าไม่ผิด แล้วจริงๆ สิ่งนั้นผิดหรือเปล่า

ตอบ ความรักประเภทที่หนึ่งนั้น สาระก็คือ ความต้องการหาความสุขทางเพศ กรอบหรือขอบเขตจะอยู่แค่ไหนที่จะให้คนอยู่กันได้ด้วยดีก็อยู่ที่สังคมจะยอมรับอย่างไร กติกาที่ตกลงกัน ก็เป็นเรื่องสมมุติของสังคม

ถาม ถ้าเราตัดเรื่องสมมุติของสังคมออก จะเป็นปัญหาหรือเปล่า

ตอบ เรื่องของความสุขในระดับนี้ ถือว่ามี อาทีนวะ คือมีโทษ มีข้อบกพร่องในตัวอยู่แล้วทั้งนั้น ถ้าจัดการไม่ดีก็เกิดปัญหาไปหมด ถ้าจัดระบบวางระเบียบไม่ถูกละก็ต้องยุ่ง

สมมุติของสังคมในเรื่องนี้ ก็คือ กติกาหรือกฎเกณฑ์ ซึ่งจำเป็นต้องมีเพื่อเป็นกรอบและขอบเขต ข้อสำคัญก็คือทำอย่างไรจะให้กติกาหรือกฎเกณฑ์นั้น เกิดจากปัญญาและความซื่อตรงบริสุทธิ์ใจที่มุ่งเพื่อประโยชน์สุขของชีวิตและสังคมอย่างแท้จริง จึงมีกติกาหรือสมมุติที่ได้ผลดีบ้างไม่ให้ผลดีบ้าง

กติกานั้นเป็นเรื่องสมมุติ แต่ความซื่อตรงต่อกติกาก็ดี เจตนาที่ละเมิดกติกาก็ดี เป็นธรรม ซึ่งเป็นความจริงของชีวิตที่เป็นส่วนหนึ่งอยู่ในธรรมชาติและเป็นไปตามกฎธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นเรื่องสมมุติ จะเป็นปัญหาก็ตรงนี้

ถาม ธรรมสำหรับความรักประเภทที่สองมีอะไรบ้าง

ตอบ ความรักประเภทที่สองเป็นธรรมอยู่ในตัว เพราะเป็นเมตตา คือ เป็นความรักที่ปรารถนาความสุขเพื่อผู้อื่น อยากให้คนอื่นมีความสุข เป็นความรักที่ทำให้ความสุขของเรากับความสุขของผู้อื่นประสานเข้าด้วยกัน เพราะความสุขของเราอยู่ที่เห็นเขามีความสุข เมื่อเขามีความสุขเราก็จึงมีความสุขด้วย

ถาม การพัฒนาจิตใจในแต่ละขั้นนี่ เป็นเรื่องยาก ทำอย่างไรจะให้คนในสังคมเกิดความรักประเภทที่สองขึ้นได้

ตอบ ก็ต้องปลูกฝังกัน เช่น ตอนแรกตั้งแต่เด็ก ๆ การได้รับความรักอย่างถูกต้องจากพ่อแม่ ก็จะทำให้เด็กมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นมาด้วยเหมือนกัน แต่พ่อแม่ต้องปฏิบัติให้ถูก ให้เขาเกิดความรู้สึกในทางที่ดี เมื่อพ่อแม่รักเขาด้วยเมตตา พอเขาเกิดความซาบซึ้งในความรักของพ่อแม่ เขาก็จะมีความรู้สึกที่ดีตอบ

แต่พ่อแม่จะให้ความรู้สึกของลูกผูกพันอยู่กับพ่อแม่อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องนำทางลูกให้ความรู้สึกนี้ขยายออกไปยังพี่น้อง เพื่อนของเด็ก ผู้ใหญ่และคนอื่นๆ ทั่วไป ตลอดจนรุ่นเด็กรุ่นน้องของเขาด้วย

ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะกลายเป็นคุณธรรมที่ปลูกฝังตั้งแต่เด็กซึ่งติดตัวง่าย แต่ถ้าไม่ได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ก็ต้องยอมรับความจริงว่าจะพัฒนายากขึ้น บางทีอาจจะเกิดความรู้สึกขุ่นเคือง หรือความมีโทสะที่ตรงข้ามขึ้นมาแทน แล้วอันนี้ก็จะเป็นตัวกวนจิต เป็นนิสัยของจิต ซึ่งทำให้การปลูกฝังคุณธรรมยากขึ้น

ถาม ตัวขุ่นเคืองของจิต เกิดขึ้นมาในช่วงไหน

ตอบ ก็เกิดในตอนที่มีความรู้สึกโกรธแค้น เช่นไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการ ก็ขัดใจ เกิดความโกรธเคืองซึ่งเป็นความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์กับความรักและความอยากได้

ความรักประเภทที่หนึ่งนี่เป็นพวกเดียวกับความอยากได้ เมื่อมีความอยากได้แต่ไม่ได้รับการสนองก็ย่อมเกิดความรู้สึกเป็นปฏิกิริยา คือ โกรธ ฉะนั้นมองในแง่หนึ่ง ความโกรธจึงเกิดจากความรัก หรือเกิดจากความอยากได้ แล้วไม่ได้รับการตอบสนอง เกิดปฏิกิริยาโกรธเคือง ซึ่งเป็นตัวคู่ตรงข้ามกัน

อีกกรณีหนึ่งคือ เด็กไม่มีความรักที่อยากให้คนอื่นเป็นสุข เมื่อเขาอยากได้ของอะไรสักอย่าง เขาก็จะเห็นคนอื่นแม้แต่พี่น้องเป็นตัวขัดขวาง หรือจะมาแบ่งมาแย่งของนั้น เมื่อเขาอยากได้ของ เขาก็จะโกรธหรือไม่พอใจคนอื่น

ทีนี้ เมื่อเด็กอยากได้ความสุข ซึ่งเป็นไปตามธรรมดาของธรรมชาติปุถุชน ถ้าเขาไม่ได้รับการตอบสนอง เขาก็เกิดความแค้นเคือง พอความแค้นเคืองเกิดขึ้นแล้วเขาก็จะมองอะไรต่ออะไรร้ายไปหมด ถ้าเกิดสภาพอย่างนี้บ่อยเข้า ก็สะสมทำให้กลายเป็นเด็กก้าวร้าวฝังลงไปในจิตใจ ก็เลยปลูกฝังเมตตายาก

ถาม กรณีเด็กกำพร้าที่ขาดพ่อแม่

ตอบ ถ้าไม่ได้สัมผัสกับความรักแบบเมตตาก็อาจจะเกิดความแค้นเคืองไปหมด แค้นเคืองทุกสิ่งทุกอย่าง

ถาม แต่ตามธรรมชาติของเด็ก เขาต้องการโน่นต้องการนี่อยู่ตลอดเวลา เราจะไปสนองความต้องการของเขาตลอดก็ไม่ได้เหมือนกัน

ตอบ ใช่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาในแง่นั้น แต่เป็นแบบที่หักโหม หรือหักหาญ หมายความว่า ในขณะที่เขาอยากจะได้อยู่นั้น เขาก็ถูกหักหรือตีสวนมาทันที แต่ถ้ามีทางออกให้เขา เช่นทำให้เกิดปัญญารู้เข้าใจ แล้วเขามองเห็นว่าสิ่งที่เขาต้องการนั้นไม่อาจจะเป็นไปได้ จนเขายอมรับความจริง เมื่อเขายอมรับแล้วก็ไม่มีปัญหา แต่ในกรณีนี้เริ่มแรกเขายังไม่ยอมรับ ยังไม่เข้าใจเหตุผลเลย ก็ถูกหักทันที

เพราะฉะนั้น เราจะต้องให้เขาเกิดความรู้สึกยอมรับในการที่เขาจะไม่ได้อย่างนั้น เช่น ให้เขารู้ด้วยปัญญาว่า การที่เขาอยากได้อย่างนั้นเป็นสิ่งที่เกิดผลเสียหาย ไม่ดีมีโทษ ทั้งมีโทษต่อตัวเอง และมีโทษต่อผู้อื่นอย่างไร หรือมีผลเสียระยะยาวอย่างไร สำหรับผลเฉพาะหน้า ในระยะสั้นอาจจะเห็นว่าดี แต่ในระยะยาวเกิดผลเสีย

การที่เขาได้รับการชี้แจงและได้ใช้ปัญญานี่แหละที่เรียกว่าฝึกโยนิโสมนสิการ ถ้าเขามีความเข้าใจ แล้วเขายอมรับได้ ก็จะไม่เกิดเป็นปมที่ค้างจิต แต่จะชำระกันเสร็จไปเลย ก็ไม่เกิดโทษ

ถาม แต่สิ่งนี้ก็ยากมาก สมมุติว่าเวลาที่เขาเกิดอยากได้อะไรสักอย่างขึ้นมา แต่สิ่งนั้นผู้ใหญ่มองเห็นว่ามันไม่เหมาะที่เขาควรจะได้ ก็พยายามอธิบายด้วยเหตุผล เขาก็รับไม่ได้ คือเพียงแค่คำอธิบาย เขามองไม่เห็นเขาจะไม่รับ เพราะเขายังรับไม่ได้ บางอย่าง บางทีเราต้องยอมปล่อยให้เขาเห็นต่อไปด้วยตัวของเขาเอง

ตอบ ในบางกรณี เราจำเป็นต้องยอมที่จะขัดขวางความต้องการของเขา แต่จะต้องมีตัวช่วยป้องกันการก่อปม คือ

๑. เราต้องทำโดยมีการชี้แจง แล้วไม่ว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ให้เขาเห็นและรู้สึกว่าเราได้ชี้แจงแล้ว

๒. เรามีการแสดงออกที่เขามองเห็นว่าจิตใจของเรานั้นไม่ได้มีความมุ่งร้ายอาฆาตอะไรเขา แต่เราทำด้วยความปรารถนาดีต่อเขา และต่อประโยชน์ส่วนรวมด้วย เพราะถ้าเขาทำอย่างนั้นมันจะเกิดผลเสียต่อครอบครัว ต่อพี่น้อง หรือต่อเพื่อนมนุษย์ เราต้องชี้แจงให้เขาเห็นไว้ก่อน

๓. การขัดนั้นอาจจะมาในรูปของกติกาของสังคมที่ทางพระเรียกว่าเป็นวินัย คือเราตกลงกันไว้ว่าทำอย่างนี้ไม่ถูก จะต้องไม่ทำ ก็ตั้งเป็นกติกาเอาไว้ ถ้าใครทำก็ละเมิด เธอต้องการทำตามปรารถนา แต่เธอละเมิดกติกาก็ต้องยอมรับตามข้อตกลง

นี่ก็คือเอาศีลเข้ามา ศีลคือการอยู่ในกติกาที่วางไว้ สมาธิก็คือจิตใจที่มีความรู้สึกว่าเราทำด้วยจิตปรารถนาดี ไม่ได้มุ่งร้าย และปัญญาคือเราได้ชี้แจงให้เข้าใจเหตุผลและมองเห็นความเป็นธรรมเท่าที่ทำได้

ถ้าหากว่าได้ทำเต็มที่อย่างนี้แล้ว แม้ว่าเขาจะไม่ยอม เราก็กั้นหรือขัดได้ แต่ไม่ใช่เป็นการกระทำแบบที่หักหาญทันที แม้จะต้องลงโทษก็ต้องทำให้เขาเห็นว่าเราทำด้วยเมตตาปรารถนาดี

ถาม ที่ท่านอธิบายมา ก็พอมองเห็นว่า มนุษย์จะอยู่กันได้ดี จะอยู่กันแค่ความรักแบบที่หนึ่งไม่ได้แน่นอน จำเป็นต้องพัฒนาให้มีความรักแบบที่สอง ต้องมีเมตตากรุณาด้วย สังคมมนุษย์จึงจะอยู่ได้

ตอบ แม้แต่เมตตากรุณานั้น ที่ว่าเป็นความรักที่ประณีตงดงามแล้ว ก็ยังต้องพัฒนาขึ้นไปอีก ให้เป็นเมตตากรุณาที่บริสุทธิ์จริงๆ คือว่า คนที่จะมีเมตตากรุณาที่สมบูรณ์ได้ ก็ต้องเป็นคนที่ไม่มีอะไรที่จะต้องเอาจากใคร แล้วเขาจึงจะมีแต่ความรู้สึกที่ต้องการให้คนอื่นมีความสุข

คนที่ไม่มีอะไรที่จะต้องเอาจากใคร ก็คือคนที่เต็มแล้วมีความสุขอยู่กับตัวหรือมีความสุขเต็มอยู่ในตัวแล้ว เป็นคนที่มีความสุขอยู่ทุกๆ ขณะตลอดเวลา จึงไม่ต้องหาความสุขมาเติมอีก หมายถึงคนที่เข้าถึงอิสรภาพแท้จริง ซึ่งเกิดจากการพัฒนาชีวิตถึงจุดสมบูรณ์

การพัฒนาชีวิตนั้น มองในแง่ความสุข ก็เป็นการพัฒนาจากความสุขจากการได้ สู่ความสุขด้วยการให้ จนถึงความสุขที่เต็มอยู่ในตัว โดยไม่ต้องเอาอะไรๆ จากใครๆ

คนที่เต็มแล้วอย่างนี้ ไม่มีอะไรที่จะต้องทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป จึงมีชีวิตอยู่และทำเพื่อผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ เป็นผู้มีเมตตากรุณาที่เป็นสากล ต่อมนุษย์สัตว์ทุกคนไม่จำกัด พ่อแม่มีเมตตากรุณาอย่างมากมาย แต่ก็ยังจำกัดอยู่ที่ลูก แต่บุคคลที่เต็มแล้ว จะมีเมตตากรุณาต่อทุกคนเหมือนกันหมด ซึ่งเรามีพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง

ความรัก จากวาเลนไทน์ สู่ความเป็นไทย

– ๒ – จากวาเลนไทน์ สู่ความเป็นไทย

เชิงอรรถ

  1. บทให้สัมภาษณ์ เรื่อง ความรัก ซึ่งคุณยงยุทธ์ คุณชุติมา ธนะปุระ เป็นผู้สัมภาษณ์ ณ สำนักสงฆ์ญาณเวศกวัน หลังพุทธมณฑล จ.นครปฐม วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๓๖

No Comments

Comments are closed.