(จริยธรรมที่เป็นมาและที่เป็นอยู่นั้น เป็นอย่างไร)

10 กรกฎาคม 2528

เมื่อจะพูดกันถึงจริยธรรมใหม่ ไม่ว่าเราจะเลือกหรือจะกำหนดวางก็ตาม ถ้าจะทำให้ดี เราก็ต้องรู้ว่าที่เป็นมาและที่เป็นอยู่นั้นเป็นอย่างไร เราควรก้าวไปสู่สภาพใดและมีทางเป็นไปได้หรือไม่ ที่ว่ามีทางเป็นไปได้หรือไม่นั้น ก็คือว่าเรามีพื้นฐานที่จะก้าวไปสู่สภาพที่เราต้องการหรือไม่

จริยธรรมนั้นถือว่าเป็นกระบวนการทางเหตุปัจจัยอย่างหนึ่ง ที่ว่าเป็นกระบวนการทางเหตุปัจจัยก็คือว่า มันมีองค์ประกอบที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง ซึ่งเข้ามาพัวพัน เช่นเดียวกับในเรื่องวัฒนธรรม เป็นต้น ถ้าหากว่าเราจะใช้จริยธรรมแบบใหม่หรือจะสร้างคุณธรรมชุดใหม่ขึ้น ก่อนจะทำอย่างนั้นได้ เราจะต้องเข้าใจกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยทางจริยธรรมด้วย ไม่ใช่นึกขึ้นมาว่าเราอยากจะให้คนของเรามีจริยธรรมนั้นๆ แล้วเราก็จะเอามาสอนมาบอกมามอบให้ อย่างนี้เป็นไปไม่ได้ มันจะกลายเป็นของเลื่อนลอย อาจจะต่อไม่ติด เมื่อต่อไม่ติด มันก็ไม่ได้ผล เพราะมันเป็นกระบวนการต่อเนื่อง เกิดจากการสั่งสมกันขึ้นมา เราจะแก้ไขหรือต่อเติมหรือจะเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ต้องทำที่ในกระบวนการนั้น เสริมต่อออกไปจากกระบวนการนั้น เช่น เราจะรับจริยธรรมใหม่เข้ามา เราเห็นว่าจริยธรรมที่มีอยู่ภายนอกหรือภายในสังคมอื่นดี ก่อนจะรับเข้ามาได้ เราจะต้องศึกษาจริยธรรมของเราเอง คือพื้นฐานที่เป็นมาว่าเป็นอย่างไร แล้วปรับให้เข้ากัน เพื่อที่จะรับได้ ถ้าหากว่าไม่ปรับให้เข้ากัน มันก็รับไม่ติด และอาจจะเกิดการบิดเบือน สิ่งที่รับเข้ามานั้นอาจจะแปรรูปกลายเป็นอย่างอื่นไป และมีความหมายอย่างใหม่เกิดขึ้น ซึ่งแทนที่จะเป็นคุณมันก็อาจจะกลายเป็นโทษได้

ยกตัวอย่างเช่น การรับระบบแข่งขันเข้ามา ทีนี้พื้นฐานของเราเป็นอย่างไร พร้อมจะรับระบบแข่งขันหรือไม่ ระบบแข่งขันนั้นมีจุดมุ่งหมายในทางที่ดีอยู่บ้างเหมือนกันว่า ต้องการให้คนได้ฝึกฝนปรับปรุงตน เร่งรัดทำงานทำการเพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้า แต่พื้นฐานอะไรที่จะต้องมีอยู่ซึ่งสอดคล้องกัน เพื่อจะให้ระบบแข่งขันเกิดผลเช่นนั้นได้ เรามีอยู่หรือไม่ ข้อนี้เราจะต้องพิจารณา เช่นว่านิสัยในการทำงานมีอยู่หรือไม่ ถ้าหากนิสัยพื้นฐานนั้นไม่มี เรารับระบบนั้นเข้ามาแล้ว แต่เรามีตัวปัจจัยอื่นเป็นพื้นฐานอยู่ เช่น มีนิสัยชอบความโก้เก๋ ชอบความฟุ้งเฟ้อ ระบบแข่งขันที่รับเข้ามานั้น มันอาจจะมาสนองความต้องการด้านความโก้หรูหราฟุ้งเฟ้อ ก็เลยออกผลไปอีกอย่างหนึ่ง

ระบบแข่งขันที่เข้ามาในเมืองไทย ก็จึงอาจจะมีผลในทางสังคม ในทางจริยธรรม ในทางวัฒนธรรม ไม่เหมือนกับในประเทศเดิมที่เป็นที่มาของระบบ เพราะพื้นฐานที่เป็นปัจจัยหนุนไม่เหมือนกัน

ขอย้อนกลับมาสู่เรื่องที่จะพูดเมื่อกี้ เกี่ยวกับจริยธรรมเก่าของเรา ก่อนที่จะพูดถึงจริยธรรมใหม่ที่ต้องการ เราจะต้องเข้าใจกระบวนการทางจริยธรรมของเรา ตามสภาพที่มีอยู่ก่อนทั้งสภาพที่เป็นมาแล้ว และสภาพที่กำลังเป็นอยู่ จริยธรรมของไทยที่เป็นมานั้น เราต้องยอมรับเหมือนกันว่ามันมีแง่ที่ยังบกพร่องย่อหย่อนอยู่ ที่ว่าบกพร่องย่อหย่อนนั้น มันอาจจะเกิดจากเหตุปัจจัยหลายประการ

ประการที่หนึ่งก็คือ การเน้นแง่หนึ่งแง่เดียว เช่น คุณธรรมบางอย่างมีความหมายกว้างขวางลึกซึ้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สังคมอาจจะเน้นหนักไปด้านใดด้านหนึ่งเฉพาะแง่ของคุณธรรมนั้น และความหมายของคุณธรรมนั้นก็จะแคบลงไป เมื่อแคบลงก็คือไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ นี้เป็นเหตุหนึ่ง

ประการที่สอง นอกจากแคบลงแล้ว บางทีก็เคลื่อนคลาดด้วย เพราะการถ่ายทอดผิดพลาดก็ดี การพบปะการเผชิญสถานการณ์ใหม่ๆ และการปฏิบัติต่อสถานการณ์นั้นๆ ก็ดี การมีผู้นำที่ตีความผิดพลาดหรือบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ทำให้เกิดความเข้าใจเขวไปก็ดี อะไรทำนองนี้ ก็ทำให้เกิดความเคลื่อนคลาดไปได้

อาตมภาพขอยกตัวอย่างคำศัพท์ที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบัน มาเป็นเครื่องยืนยันหรือเป็นหลักฐาน ที่แสดงถึงการที่คำศัพท์เหล่านั้นได้มีความหมายคับแคบลงไป หรือว่าได้เกิดความคลาดเคลื่อนเหล่านั้นขึ้น เช่น อย่างคำว่า วาสนา บารมี สังเวช ภาวนา อารมณ์ บริกรรม ทรมาน เป็นต้น คำเหล่านี้ในภาษาไทยเราได้เข้าใจความหมายเคลื่อนคลาดไปจากเดิม หรืออย่างน้อยก็แคบลงไปหมดแล้ว

วาสนา เราเข้าใจว่าอะไร เราพูดว่าคนนั้นคนนี้มีวาสนาดี เจริญก้าวหน้า ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็บอกไปตามความเข้าใจของคนไทย หรือตามความหมายที่เราใช้กันอยู่ในภาษาไทยว่า เป็นกุศลที่ทำให้ได้ประสบลาภยศ แต่ความหมายเดิมคืออะไร

วาสนา ตามความหมายเดิมในภาษาบาลีหรือในทางธรรม หมายถึงลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมที่ได้สะสมมาตลอดเวลายาวนาน จะดีก็ตาม ชั่วก็ตาม อย่างพระอรหันต์ก็มีการต้องละวาสนาด้วย แต่ความหมายปัจจุบันนี้ห่างไปกันไกล

บารมี ในภาษาไทยเข้าใจอย่างไร เราอาจจะมองในแง่อิทธิพล หรือผลที่เกิดจากความดีที่ได้ทำไว้ เป็นทำนองอิทธิพลที่จะช่วยให้เกิดผลสำเร็จตามปรารถนา แต่ในภาษาของพระนั้น ท่านหมายถึงคุณธรรมที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวดเพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงส่ง และเป็นตัวเหตุ คือ ทางธรรมะเน้นที่ตัวเหตุ แต่ในภาษาไทยนั้นเรามองจับที่ตัวผล

ต่อไปคำว่า สังเวช คำว่าสังเวชในภาษาไทยเข้าใจอย่างไร โดยมากมองเป็นว่าความสลดหดหู่ใจ เมื่อประสบอารมณ์ที่ควรแก่การหดหู่ แต่ในภาษาพระตามความหมายเดิม สังเวช หมายถึงการเกิดจิตสำนึกเร้าเตือนใจ ให้หยุดเลิกจากความหลงระเริง ประมาทมัวเมา คิดหันมากระทำความดีงาม อันนี้ความหมายก็ห่างไปไกล

ภาวนา เรามีความหมายเคลื่อนคลาดเป็นการบ่น เป็นการท่องพึมพำคำสวดอะไรทำนองนั้น แต่ในภาษาทางธรรมของเดิมหมายถึงการฝึกอบรม เช่น ฝึกอบรมกาย ฝึกอบรมวาจา ฝึกอบรมจิต ฝึกอบรมปัญญา

คำว่า บริกรรม ก็กลายมาเป็นการท่องบ่น แต่ในภาษาพระเดิม มีความหมายเป็นเรื่องของการตระเตรียมหรือการกระทำเบื้องต้น เช่น ในการก่อสร้าง การปราบพื้นให้เรียบ ท่านเรียกว่าเป็นบริกรรม ในการเจริญกรรมฐาน การกระทำเบื้องต้น การกำหนดใจนึกถึงสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์สำหรับผูกจิต ท่านเรียกว่า เป็นบริกรรม

ทรมาน ในความหมายปัจจุบันเรารู้สึกว่า หมายถึงทำให้ลำบากหรือได้รับทุกข์ที่ทนได้ยาก ประสบสิ่งที่บีบคั้นมาก แต่ในภาษาพระ ทรมานหมายถึงการฝึกหรือกลับใจคนให้เข้ามาสู่ทางที่ถูกต้อง มาสู่ทางที่ถูก

นี้เป็นตัวอย่างซึ่งคำศัพท์ต่างๆ ฟ้องตัวเองว่า ได้มีความเลือนลาง คับแคบ ไขว้เขว และเคลื่อนคลาดเกิดขึ้นแล้ว แม้แต่คำว่า ความประพฤติ และคำว่าจริยธรรม เราก็เข้าใจและใช้กันในความหมายที่แคบลงกว่าความหมายที่แท้จริง

“ความประพฤติ” มาจากคำสันสกฤต ซึ่งตรงกับบาลีว่า ปวุตฺติ หรือ วุตฺติ หมายถึงความเป็นไปของชีวิต การดำเนินชีวิต การดำรงตน ตลอดจนการหาเลี้ยงชีพ แต่ในภาษาไทยปัจจุบัน เราใช้กันในความหมายว่าการแสดงออกหรือการกระทำของบุคคล ในระดับที่มองเห็นกันที่ปรากฏแก่ผู้อื่น ในลักษณะที่เกี่ยวกับศีลธรรม หรือมีผลกระทบต่อสังคม ซึ่งก็นับว่ายังเฉียดๆ เวียนๆ อยู่ใกล้ๆ กับความหมายเดิม

แต่ที่สับสนมากขึ้นก็คือ เมื่อเราเอาคำว่า ประพฤติ ในความหมายอย่างที่เราใช้กันในภาษาไทยนั้น ไปทำเป็นคำแปลของคำว่า “จริยะ” “จริยา” “จรรยา” และ “จริยธรรม” และเอาคำว่า จริยธรรมมาเป็นศัพท์บัญญัติสำหรับแปลคำว่า “ethics” ของฝรั่ง จริยะ จริยาและจริยธรรมก็เลยมีความหมายแคบลง เท่าๆ กับคำว่าศีลธรรม หรือบางทีเลยใช้เป็นคำแทนของคำว่าศีลธรรมไปเสียเลย

เพราะคำว่า ethics ก็ดี ความประพฤติอย่างที่ใช้ในภาษาไทยก็ดี เป็นเรื่องในระดับที่ทางพระเรียกว่า “ศีล” ทั้งสิ้น แต่คำว่า จริยะ จริยา ตลอดจนจริยธรรม มีความหมายกว้างขวางกว่านั้น คือ หมายถึงการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ การยังชีวิตให้เป็นไป การครองชีพ การใช้ชีวิต การเคลื่อนไหวของชีวิตทุกแง่ทุกด้านทุกระดับ ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทั้งด้านส่วนตัว ด้านสังคม ด้านอารมณ์ ด้านจิต ด้านปัญญา

“จริย” มาจาก จร ซึ่งในพระไตรปิฎกท่านแสดงความหมายไว้ด้วยการบอกไวพจน์ คือ คำที่รูปร่างต่างกัน แต่ความหมายเหมือนกัน ได้แก่ วิหร (อยู่ เป็นอยู่ เช่นในคำว่า วิหาร พรหมวิหาร) อริย (เป็นไป ดำเนินไป เช่น ในคำว่า อิริยาบถ) วตฺต (เป็นไป หมุนไป หมุนเวียน ประพฤติ เช่นในคำว่า ปวัตตนะ ปวัติ) บาล (หล่อเลี้ยง รักษา ดูแล คุ้มครอง เช่นในคำว่า ธรรมบาล รัฐบาล) ยป และยาป (ให้เป็นไปหล่อเลี้ยง เช่น ในคำว่า ยาปนมัตต์) (ดู ขุททกนิกาย มหานิทเทส ๒๙/๕๘/๕๙ เป็นต้น)

การดำเนินชีวิตหรือเป็นอยู่ ทั้งระดับศีลที่เราเรียกกันว่า ศีลธรรม ทั้งระดับจิตใจ คุณธรรมภายในหรือคุณภาพจิต สมรรถภาพจิต และสุขภาพจิตที่มีสมาธิเป็นแกนกลาง และทั้งระดับปัญญา ความคิดเหตุผล ความรู้เท่าทันความจริง ท่านเรียกว่า จริยะ ทั้งสิ้น

ถ้าเป็นการดำเนินชีวิตหรือครองชีวิตอย่างถูกต้อง ทำให้มนุษย์เป็นอิสระ มีจิตใจไร้ทุกข์อย่างแท้จริง ท่านเรียกว่าเป็นพรหมจริยะ แปลว่า การครองชีวิตอย่างประเสริฐ หรือชีวิตประเสริฐ คือจริยะอย่างประเสริฐ จริยธรรมที่จะพูดต่อไป ขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า จะใช้ในความหมายที่กว้างอย่างนี้ แม้แต่การปฏิบัติกรรมฐาน เจริญสมาธิ บำเพ็ญสมถะ เจริญวิปัสสนา ก็รวมอยู่ในจริยธรรม ตามความหมายเดิมแท้ของหลักการที่ว่ามานี้

จริยธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่

(นำเรื่อง) (ปัญหาเกี่ยวกับคำว่า “มานะ” และ “อยาก”)

No Comments

Comments are closed.