– ๒ – จากวาเลนไทน์ สู่ความเป็นไทย

7 มกราคม 2536

– ๒ –
จากวาเลนไทน์ สู่ความเป็นไทย

ถาม ที่ถามคำถามมานี้ก็เนื่องในโอกาส วันแห่งความรัก หรือ วันวาเลนไทน์ (Valentine Day) ซึ่งท่านก็ตอบให้ชัดเจนแล้ว

ตอบ คงจะพอแล้ว ทีนี้เด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวน่าจะตื่นตัวและศึกษากันให้ชัด

ถาม ปัจจุบัน วันวาเลนไทน์เป็นแฟชั่น เด็กจะต้องหาดอกไม้ ขนม คือ ตามธรรมเนียมฝรั่ง เด็กและวัยรุ่นหนุ่มสาว เขาก็จะทำกันโดยมอบให้แก่คนที่เขาพอใจ

ตอบ อันนี้ นอกจากเรื่องตัวความรักที่จะต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้องแล้ว ก็คือ พฤติกรรมในการแสดงออกอย่างนั้น เป็นการสวมรับเอาวัฒนธรรมตะวันตก เราควรทำด้วยปัญญา อย่าให้เขาดูถูกได้ว่า เป็นคนที่ไร้สติปัญญาของตนเอง สักแต่ว่าทำตามเขาไป

รู้ไหมว่าประเพณีวาเลนไทน์เกิดขึ้นได้อย่างไร และมันมีความหมายที่แท้จริงอย่างไร ถ้าเราสักแต่ว่าทำตามๆ กันไป เราก็เป็นคนไม่มีอารยธรรม เป็นคนที่สมถูกเขาเรียกว่าเป็นประเทศด้อยพัฒนา เพราะว่าไม่มีความคิดจิตใจหรือไม่มีภูมิธรรมภูมิปัญญาของตนเอง

ในเวลาที่ทำหรือแสดงออก เราอาจจะมองในแง่ของเราว่าเราทำอย่างฝรั่งนี่มันโก้มันดี ดีเพราะว่าลึกๆ นั้นเรามองว่าเขาเจริญกว่าเรา หรือเขาเก่งกว่าเรา เขาดีกว่าเรา เราจึงรู้สึกว่าเมื่อเราทำอย่างนั้นแล้วเราเจริญเหมือนเขา คือเรายอมรับความด้อยของเรา ว่าเขาดีกว่า เขาสูงกว่า เราจึงรู้สึกว่า เอ ! เราโก้เมื่อทำอย่างเขา

เราอาจจะสบายใจที่ได้ทำอย่างนั้น แล้วก็ดีใจ แต่นั่นเป็นการมองจากแง่ของตัวเอง ทีนี้ลองมองในแง่ที่สองคือมองจากแง่ของเขาบ้าง สมมุติว่าเป็นฝรั่งมาเห็นเราทำ เขาจะรู้สึกอย่างไร

เคยนั่งรถผ่านไปเห็นซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้าบางห้าง ตอนจะขึ้นปีใหม่ติดประดับคำว่า A Merry Christmas and a Happy New Year แล้วยังแถมทำรูปผู้คนแต่งตัวชุดกันหนาวเต็มที่อย่างฝรั่ง กำลังเล่นสกีบนหิมะ ประเทศไทยมีหิมะให้เล่นหรือ

ทีนี้ เราลองคิดดูว่าพวกฝรั่งมาเห็นแล้ว เขาจะรู้สึกอย่างไร เราอาจจะมองเป็นโก้จริง แต่มองในแง่ของฝรั่งที่มาพบเห็นนั้นเขาจะนึกถึงความด้อยของเราแล้วรู้สึกดูถูก เขาจะนึกเหยียดหยามอยู่ในใจว่า โอ้โห ! พวกคนไทยนี่มันหลงจนกระทั่งว่าไม่ได้คิดถึงสภาพความเป็นจริง ไม่ลืมหูลืมตาเลยหรือ ว่ามันมีหิมะให้เล่นหรือเปล่า ทำกันไปอย่างไร้เหตุไร้ผล เขามองแล้วเขาจะเย้ยหยันในใจ เขาดูถูกเรา นี่ความรู้สึกของฝรั่งอย่างที่หนึ่ง

อย่างที่สอง เขาอาจจะรู้สึกขึ้นมาว่า เออ ดีแล้ว พวกนี้ลืมหูลืมตาไม่ขึ้น โงหัวไม่ขึ้น อยู่ใต้อำนาจเราตลอดไป จะในแง่เศรษฐกิจที่จะขายสินค้า หรือในแง่ของความเป็นทาสทางวัฒนธรรมก็ตาม ก็คืออยู่ใต้เขาตลอดไป

ถาม จริงๆ แล้ว ในประเทศตะวันตก ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของวันวาเลนไทน์ ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือเห็นความสำคัญของวันวาเลนไทน์เท่ากับประเทศไทยของเรา

ตอบ คือว่า เรื่องราวเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์นั้นก็เป็นเรื่องที่คลุมเครือ จะสืบหาประวัติที่แน่นอนอะไรก็ไม่ได้ ได้แต่สันนิษฐานกันไป ไม่มีต้นกำเนิดของเรื่องและความเป็นมาที่ชัดเจน ในหนังสือหลักๆ เท่าที่สันนิษฐานกัน พอสรุปได้ว่า

ก) วันวาเลนไทน์นี้เดิมเป็นเทศกาลฉลองความเจริญพันธ์ุของพวกโรมันโบราณ เรียกว่า Lupercalia ซึ่งเป็นการระลึกถึงเทพเจ้าลูเปอร์คุส (เทพแห่งความเจริญพันธ์ุ) ต่อมาภายหลังจึงได้รับเอาเข้ามาเป็นของคริสต์ศาสนา โดยโยงเข้ากับเรื่องการพลีชีพเพื่อศาสนาของนักบุญชื่อวาเลนไทน์ ซึ่งมีวันฉลองใกล้กัน (ของเดิม ๑๕ กุมภาพันธ์ ส่วนของนักบุญวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์)

ข) ว่ากันว่าเซนต์วาเลนไทน์ เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคริสต์ ซึ่งถูกประหารชีวิตในกรุงโรม เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ประมาณ ค.ศ. ๒๖๙ หรือ ๒๗๐ และมี ๒ ท่านชื่อซ้ำกัน แต่ประวัติของทั้งสองท่านเป็นเรื่องเล่ากันมาแบบปรัมปรา ซึ่งแท้จริงแล้วอาจเป็นเรื่องที่เล่าต่างกัน แต่ตัวบุคคลเป็นคนเดียวกัน

ค) การฉลองวันวาเลนไทน์เริ่มมีขึ้นในสมัยกลางของยุโรป แต่การที่ถือว่าเซนต์วาเลนไทน์เป็นนักบุญผู้อุดหนุนคู่รัก เป็นเรื่องที่กลายมาในช่วงหลังโดยถือว่าเป็นผู้ช่วยเหลือคนมีความรักที่ตกอยู่ในความทุกข์ถูกข่มบังคับ

ง) การที่วันที่ระลึกเซนต์วาเลนไทน์กลายมาเป็นวันแห่งความรักนั้นเป็นเรื่องบังเอิญ ซึ่งที่จริงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเซนต์วาเลนไทน์เลย แต่เรื่องมาโยงกันและกลายไป คงจะเนื่องจากชาวยุโรปสมัยกลางมีความเชื่อว่านกเริ่มฤดูผสมพันธ์ุในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์

การเขียนข้อความแสดงความรักส่งถึงกันในวันนี้ ก็ว่าเริ่มมาแต่ปลายสมัยกลาง โดยถือว่าเป็นวันเริ่มฤดูผสมพันธ์ุของนกนั่นเอง (บ้างก็ว่าเริ่มในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖) ส่วนในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการจัดทำการ์ดวาเลนไทน์เป็นธุรกิจในช่วง ค.ศ. ๑๘๔๐-๑๘๔๙

ในแง่ที่ว่าธุรกิจการค้ามีบทบาทสำคัญในการปลูกค่านิยมเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราก็ควรรู้เท่าทัน ไม่ให้กลายเป็นเบี้ยล่างทางเศรษฐกิจ ควรให้ธุรกิจเป็นฝ่ายที่บริการเรา ไม่ใช่เรากลายเป็นผู้บริการธุรกิจ จนกลายเป็นเหยื่อของธุรกิจ หรืออย่างแรงเลยถูกมอมเมาโดยธุรกิจ

ในแง่วัฒนธรรมยิ่งสำคัญลึกลงไปอีก เพราะมีผลยาวไกล อาจครอบงำวิถีชีวิตหรือชะตากรรมของสังคมทั้งหมด น่าสังเกตว่าอะไรๆ ของฝรั่งที่เราเอามาตามอย่างหรือชอบเลียนแบบแสดงโก้กันนั้น หลายๆ อย่างเป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาเองก็ไม่ค่อยเห็นคุณค่า ไม่ถือว่าสำคัญ แต่เรากลับเอามาถือเป็นโก้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิจกรรมหรือวัตถุสิ่งของ หรืออาหารการกิน บางทีถึงกับไปเห่อสิ่งที่เขาเองก็อยากจะทิ้งอยู่แล้ว เลยทำให้เขาดูถูกได้มากยิ่งขึ้น

ถ้าจะเอาอย่างหรือเลียนแบบเขาให้ดีสักหน่อย ก็น่าจะทำในสิ่งที่ฝรั่งเองเขาภาคภูมิใจ คือเอาสิ่งที่เยี่ยมยอดหรือดีที่สุดของเขามา ซึ่งต้องใช้ปัญญาหน่อย ไม่ใช่เอาแค่ความรู้สึกโก้ ถ้าไม่รู้จักสิ่งที่ฝรั่งเขาเห็นคุณค่าหรือภาคภูมิใจ เราก็ตามเขาไม่ถูก กลายเป็นว่าแม้แต่จะตามเขา ก็ยังตามไม่ถูกเรื่อง ตามไม่เป็นเสียเลย

ถาม นี่ก็เป็นปัญหาในการตามอย่างและเลียนแบบ

ตอบ คนไทยในระยะที่ผ่านมานี้ ได้เคยชินกับความคิดอ่านและความรู้สึกนึกหวังแบบแหงนมองขึ้นไปหาตะวันตก จนกระทั่งได้กลายเป็นนิสัยของจิตไปเลยว่าจะเป็นผู้ตามและเป็นผู้รับ คือคอยตามที่จะรับเอาจากเขา คือมีสภาพจิตที่คอยนึกถึงการที่จะรับเอาจากฝรั่งอยู่เรื่อย และเมื่อคอยแต่จะรับก็ย่อมกลายเป็นผู้ตาม แล้วก็ต้องตามเขาเรื่อยไป คอยรับคอยตามจนลืมนึกถึงความเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้

เราไม่คิดบ้างเลยหรือว่าเราก็เป็นผู้นำได้ เราจะต้องสร้างจิตสำนึกนี้ขึ้นมา คือจิตสำนึกของความเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้

การที่จะเป็นผู้นำ ย่อมบ่งชี้ถึงการที่ต้องมีอะไรที่จะให้แก่เขาบ้าง มันทำให้เรานึกถามตนเองขึ้นมาว่าเรามีอะไรให้แก่เขาบ้างไหม จะเป็นในแง่ของสติปัญญาหรือจะเรียกว่าภูมิปัญญาก็ตาม หรือในแง่ของสิ่งอะไรที่ดีงาม ที่เป็นประโยชน์ก็ตาม เรามีอะไรที่ตัวเองรู้สึกว่ามีอยู่ซึ่งสามารถจะให้แก่ผู้อื่นอย่างภาคภูมิใจได้บ้าง ไม่ใช่จะเพียงเป็นผู้คอยรับ คอยตามอยู่เรื่อยไป จะต้องปลุกจิตสำนึกในความเป็นผู้นำกันขึ้นมา ให้คนไทยเป็นผู้นำซึ่งมีอะไรที่จะให้แก่เขาบ้าง

เรื่องนี้สำคัญมาก ถ้าเด็กและเยาวชนของเราที่จะเป็นอนาคตของชาติ ยังมีลักษณะนิสัยจิตใจแบบผู้ตามและผู้รับอยู่อย่างนี้ ก็น่าเป็นห่วงว่าจะนำประเทศไทยไปไม่รอด

เพราะฉะนั้น จะต้องรีบปลุกกัน ให้ตื่นตัวขึ้นมาโดยมีความสำนึกในการที่จะเป็นผู้นำ จะต้องเป็นผู้นำซึ่งมีอะไรที่จะให้แก่ผู้อื่นบ้าง อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่สำคัญ

ถ้าจะรับวัฒนธรรมอะไรก็ตามเข้ามา ให้ถามตัวเองก่อนว่าเป็นการกระทำตามแบบของความเคยชินต่อนิสัยที่จะรับ และเป็นผู้ตามหรือไม่ และเป็นการยอมรับความด้อยของตัวเองหรือเปล่า

ถาม อย่างที่ว่าแล้ว แม้แต่จะตามก็ตามไม่เป็น

ตอบ ถ้าจะเอาอย่าง หรือเลียนแบบเขาจริงๆ ก็ขอให้ทำอย่างมีหลัก ได้ ๒ ข้อนี้ก็พอ คือ

๑. เลือกเอาอย่างหรือเลียนแบบในสิ่งที่ฝรั่งเขาภูมิใจของเขา ถือว่ามีคุณค่าดีที่สุด เป็นเยี่ยมยอดของเขา แล้วเราก็สามารถทำให้ได้อย่างนั้นด้วย

แต่มีข้อแม้ว่า ถึงจะเป็นสิ่งที่เขาภูมิใจ ก็ยังไม่ใช่ของดีเสมอไป เราจึงต้องดูว่า เป็นของดีจริง และเหมาะกับตัวเราหรือไม่ด้วย

๒. เป็นธรรมดาว่าเมื่อเลียนแบบ ย่อมทำได้เหมือนของเดิมไม่เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซนต์ จึงยังมีแง่ให้เขาดูถูกได้ เพราะฉะนั้น เมื่อจะเลียนแบบเขา เราจะต้องมีดีอะไรบางอย่างที่เพิ่มเติมเข้าไป ให้พฤติกรรมหรือสิ่งของที่เราเลียนแบบเขานั้น มีคุณสมบัติพิเศษเหนือกว่าของเดิมของเขานั้นอย่างน้อยก็สักแง่หนึ่ง

ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะไม่น่าดูถูก และเขาก็จะไม่กล้าดูถูก แล้วก็เป็นต้นทางไปสู่ความเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้ต่อไปด้วย แต่จะให้ดีจริงก็ต้องขึ้นสู่ความเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้จริงๆ

ถาม มีคนเคยมาขอหนังสือธรรม จึงจัดหนังสือชุดใหญ่ไปให้ เพราะเห็นว่าเขาอยากจะมีความรู้ทางพระพุทธศาสนา หลังจากที่เขานำหนังสือไปอ่านแล้ว ก็กลับมาขอบคุณอย่างมาก และเล่าให้ฟังว่าเวลาที่เขาไปเป็นทูตอยู่ต่างประเทศ พบฝรั่งมากมาย ไม่ว่าความรู้ที่เรียนมาทางด้านไหน ต่อให้เก่งฉลาดอย่างไร พูดอะไรออกมามันก็เชย เพราะว่าเราเรียนรู้วิชามาจากเขา เขามักจะก้าวมากไปกว่าเราหลายเท่า

ก็มีสิ่งเดียวที่ฝรั่งถามเขาถามแล้วถามอีกว่า พุทธศาสนาคืออะไร เพราะฝรั่งไม่มี เขาก็ตอบไม่ได้ รู้สึกอายมาก แต่ก็ไม่รู้จะหาความรู้ได้ที่ไหน เขารู้สึกโมโหที่ว่าระบบการศึกษาไม่ได้สอนความรู้ในเรื่องพุทธศาสนาแก่เขามา

ตอบ ในแง่ของต่างวัฒนธรรมกันนี่ มันจะมีการเปรียบเทียบ พอมีการเปรียบเทียบขึ้นมา ก็จะมีการมองกันในแง่ว่าใครเหนือใครด้อย ถ้าใครเป็นผู้รับและเป็นผู้ตามก็แสดงถึงความด้อยอยู่ในตัว

ฉะนั้น เราจึงต้องมีอะไรให้แก่ผู้อื่นบ้าง เพื่อให้เห็นว่าเราก็มีอะไรที่เหนือเขาอยู่เหมือนกัน

ถ้าจะรับอะไรเราก็ต้องรับอย่างมีสติปัญญา รับอย่างมีความเข้าใจ เรียกว่ารับอย่างคนมีความคิด คือ รับเอามาเท่าที่มองดูแล้วว่าจะทำให้เกิดประโยชน์แก่เราได้ หรือมองหาทางว่า ทำอย่างไรจะให้เกิดประโยชน์แก่สังคมของเราได้ แล้วก็เอามาเป็นตัวประกอบเสริมให้เรามีคุณค่าบางอย่างเพิ่มพูนดียิ่งขึ้น เป็นการเอาเข้ามาอย่างมีความมุ่งหมาย ไม่เลื่อนลอย

หมายความว่า เรามีดีบางอย่างอยู่แล้ว ก็เอาของเขามาเสริม และข้อสำคัญต้องเอามาปรับย่อยเข้าให้เป็นเนื้อตัวของตัว แล้วเราก็จะดียิ่งขึ้นไป ถ้าอย่างนั้นละก็ไม่เป็นไร เพราะว่าวัฒนธรรมหรืออารยธรรมต่างๆ ที่เจริญก้าวหน้านั้น ต้องอาศัยการรับจากอารยธรรมอื่นเข้ามาเสริมตัวทั้งนั้น

อารยธรรมตะวันตกที่เจริญขึ้นมาอย่างที่เราเห็นนั้น มันเป็นกระแสที่รับเอาส่วนเสริมเข้ามาจากแหล่งหลากหลายมากมาย

อย่างภาษาอังกฤษนี่มีภาษาอังกฤษแท้กี่เปอร์เซนต์ ถ้อยคำสำนวนไปจากภาษาอะไรต่ออะไรเยอะแยะไปหมด รับเข้าไปๆ แต่มันมีหลักอยู่ว่าของเขาเป็นแกน แล้วภาษาอื่นๆ ก็เข้ามาเสริม พอได้ภาษาอื่นไปเสริมแล้วเขาก็ยิ่งสบาย เขาก็ยิ่งงอกงาม ยิ่งเจริญยิ่ง เด่น แต่ถ้าไม่มีหลักของตัว ก็หมดเลย กลายเป็นตัวตาม ด้อยไปเลย

เพราะฉะนั้น ถ้าคนไทยจะรับอะไรจากฝรั่งหรือจากวัฒนธรรมอื่นอารยธรรมอื่น ต้องจับหลักของตัวให้ได้ก่อน แล้วทีนี้ไม่เป็นไร ส่วนที่ดีของคนอื่นเราเลือกเอามาเลย เราเลือกอย่างรู้ทันแล้วเอามาประกอบของเรา เราไปได้สบาย เราก็จะอยู่ในภาวะของผู้นำ

ที่ทำอย่างที่ว่านี้ จะต้องเข้าใจให้ถูกว่า ไม่ใช่เป็นการเอาดีแข่งเด่นกับเขา ไม่ใช่มุ่งเพื่อให้เราเหนือกว่าใคร แต่เรามองที่อารยธรรมของโลก หรือประโยชน์ของมนุษยชาติทั้งหมด

อารยธรรมของโลกยังจะต้องพัฒนาต่อไปอีก ถ้าเรามัวแต่ตามเขา เราก็จะไม่มีส่วนร่วมที่จะช่วยพัฒนาอารยธรรมของโลกมนุษย์กับเขาเลย จะเป็นชาติเป็นกลุ่มมนุษย์ที่ไร้ค่า ไม่มีความหมาย เราจะต้องมีอะไรที่จะให้แก่กระแสอารยธรรมของมนุษยชาตินี้บ้าง

ยิ่งมาในปัจจุบัน อารยธรรมตะวันตกมาถึงจุดติดตัน ประสบกับปัญหามากมาย เช่น เขาเสียใจว่าอารยธรรมของตัวเป็นเหตุนำมนุษย์มาประสบปัญหาความหายนะของธรรมชาติแวดล้อม และกำลังต้องการความเปลี่ยนแปลง ต้องการหาทิศทางใหม่ เราจะมัวไปตามเขาในการสร้างปัญหาอยู่ได้อย่างไร

เราควรจะมีบทบาทในการให้ โดยใช้ความคิดหรือภูมิธรรมภูมิปัญญาของตนในการร่วมแก้ปัญหาด้วย จึงจะเป็นมนุษย์ที่สร้างสรรค์ มีส่วนร่วมเสริมสร้างอารยธรรมของโลก

การที่ฝรั่งถามเรื่องพุทธศาสนา ถ้าเรามีปัญญาไว ก็รู้ทันทีว่า นี่คือการบอกว่า เรามีสิ่งที่จะให้แก่เขา และเป็นการบ่งชี้ว่าอะไรที่เราจะให้แก่เขาได้ ซึ่งเป็นแง่ที่จะเอามาใช้ปรับตัวให้เรากลับเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้ได้

ถาม วาเลนไทน์ เป็นวัฒนธรรมตะวันตก ที่เรารับเอาเข้ามาทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่ประเพณีปฏิบัติของเรา และมีปัญหาที่ห้างสรรพสินค้าพยายามส่งเสริมวันวาเลนไทน์นี้ให้เกิดขึ้นมาโดยการโฆษณาเพื่อจะขายสินค้า

ตอบ อันนี้ก็คือความรู้ไม่ทันกัน

ถาม ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ พยายามสร้างค่านิยมและสร้างกระแสขึ้นโฆษณาเสียจนมากมาย เด็กหรือวัยรุ่นหนุ่มสาวรู้ไม่ทันแน่ ๆ ต่างก็จะไหลไปตามกระแสอันแรงมาก

ตอบ ใช่ เด็กและวัยรุ่นหนุ่มสาวก็จะไหลไปตามกระแสธุรกิจ และวัฒนธรรมก็เข้ามาด้วย คือไม่รู้ทันหลายขั้น

ขั้นที่หนึ่ง ในแง่วัฒนธรรม ก็ไม่รู้ทันว่าประเพณีวาเลนไทน์มันเกิดขึ้นอย่างไร ได้แต่ทำไปตามเขาอย่างนั้นเอง ไม่รู้ความหมายว่าอะไร

ขั้นที่สอง ในแง่ธุรกิจก็ไม่รู้ทันกับการที่เขาระดมโฆษณาส่งเสริมเรื่องนี้ว่าเขาทำเพื่อวัตถุประสงค์อะไร แล้วเราทำไปแล้ว เราจะอยู่ในฐานะเป็นอะไร เมื่อทำอย่างรู้ไม่ทันเราก็กลายเป็นเหยื่อเขาไป หรือหนักเข้าก็เป็นทาสไปเลย อย่างนี้ก็ช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะมัวหลงใหลงมงายไม่ศึกษาให้รู้

ถาม คือเด็กหรือวัยรุ่น การรับรู้ของเขาจำกัด ก็เป็นทาสต่อสิ่งนี้ได้ง่าย

ตอบ ก็นั่นแหละ จึงว่าต้องสร้างจิตสำนึกขึ้นมา จิตสำนึกที่บอกว่าจะต้องปลุกคนไทยให้ยกระดับตัวเองขึ้นสู่ความเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้

ถาม และผู้ที่ควรจะสร้างจิตสำนึกให้แก่เด็ก อย่างเช่นครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ก็ไหลไปกับเขาด้วย

ตอบ ไปก่อนแล้ว ก็ไม่รู้แหละ ตอนนี้เราต้องหาจุดใดจุดหนึ่งมาเริ่มก่อน

ถาม มันทวนกระแส

ตอบ ก็นั่นแหละ เวลามองเรื่องวัฒนธรรมก็ให้คิดดูว่า เวลาเราทำพฤติกรรมอย่างฝรั่งนั้น สมมุติว่าเจ้าของวัฒนธรรมเองเขามาเห็นเขาจะรู้สึกอย่างไร เขาเห็นคนไทยเต้นยึกยักย็อกแย็กๆ อย่างเขานั้นน่ะ เขารู้สึกอย่างไร จะตามอย่างเขา เลียนแบบ แต่ก็ไม่เหมือน ดูแปลกๆ เขานึกดูถูกนะ เราไม่เคยมองในแง่ของเขาบ้าง เรามองแต่ในแง่ของตัวเอง โอ้โฮ ! เราทำอย่างนี้มันโก้ดี

ลองนึกดูซิว่าฝรั่งเขามามองปั๊บ น่าสงสาร ! พวกนี้ไม่ลืมหูลืมตา ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทำตามเขาไป เขาดูถูก

ฉะนั้นต้องนึกบ้าง เรามีอะไรดีที่น่าภูมิใจบ้างไหม ไม่มีอะไรที่จะเป็นหลักที่น่าภูมิใจในตัวเองบ้างหรือ

ถาม แบบนี้ต้องปลุกคุณค่าทางชาตินิยม

ตอบ ไม่ใช่ในแง่นั้นนะ แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องปลุกบ้าง เรียกว่าปลุกมานะ เอามานะมาใช้ในแง่นี้ ก็ยังเป็นประโยชน์กว่าที่จะมาอวดมานะกันเอง

มานะนั้นเป็นกิเลส หมายความว่า อยากเด่น อยากโก้ ต้องการให้ตัวยิ่งใหญ่สำคัญเหนือกว่าคนอื่น

คนที่เอาอย่างฝรั่งนั้น ก็เป็นเรื่องของมานะ แต่เป็นมานะอย่างที่แย่มากหน่อย คือพวกนี้ที่เลียนแบบฝรั่ง ก็เพื่อจะมาอวดโก้แก่พวกคนไทยด้วยกัน คือ เอารัศมีฝรั่งมาข่มพวกตัวเอง จึงกลายเป็นว่าตัวเองนั่นแหละกดตัวต่ำลงไป เป็นเบี้ยล่างเขา เสร็จแล้วก็มาข่มพวกตัวเอง เพื่อจะโก้ในหมู่พวกตน เด่นในหมู่พวกตนว่าทำได้อย่างฝรั่ง แต่เสร็จแล้วไม่รู้ว่านั่นแหละเป็นการแสดงความด้อยให้ฝรั่งเห็น

ทีนี้จะทำอย่างไร ก็พลิกกลับได้ ก็หันมารวมกับพวกตัวเอง แล้วคิดว่าทำอย่างไรจะทำให้พวกเราเหนือกว่าฝรั่ง โดยช่วยนำพวกเราเองขึ้นไป อันนี้ถึงแม้จะเป็นมานะ แต่ก็เป็นมานะที่มีสติปัญญามีความคิดมากขึ้น จะถูกต้องกว่า เป็นการพัฒนาขึ้นมาขั้นหนึ่ง ดีกว่าจะมัวหลงมาแข่ง มาข่ม และมาขัดกันเอง

เมื่อเปรียบเทียบกัน อย่างแรกเป็นมานะเพื่อตัว อย่างหลังเป็นมานะเพื่อชาติ มานะเพื่อชาติย่อมดีกว่า ถึงจะยังเป็นกิเลส ก็มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง เป็นการขยายจิตใจให้กว้างขวางขึ้น และขยับระดับความคิดให้สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ก่อนที่จะพัฒนาขึ้นไปอีกให้ถึงระดับของปัญญาและฉันทะในการสร้างสรรค์

ถาม คราวนี้วิธีการจะทำอย่างไร คือการไหลของกระแสวัฒนธรรม เป็นการถ่ายเทกัน ซึ่งมีจุดหนึ่งที่มันจะประสานกันและเข้าใจกันได้ระหว่างชาติ หรือระหว่างต่างวัฒนธรรม คือการรับกับการให้อยู่ตรงไหนจึงจะเป็นจุดที่พอดีที่จะรักษาความเป็นตัวของตัวเองหรือความสมดุลเอาไว้ได้

ตอบ ก็ต้องปฏิบัติต่อกันอย่างมิตร มีความปรารถนาดี ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ไม่ใช่ว่าวัฒนธรรมโน้นจะมาอ่อยเหยื่อเพื่อเอาผลประโยชน์จากวัฒนธรรมนี้ ซึ่งต้องถือว่าไม่ซื่อ เอาเปรียบกัน ที่เขาเข้ามานี่ ลักษณะนี้มีหรือเปล่า หลักสำคัญก็คือการรู้เท่าทัน เพราะฉะนั้น เด็กไทยต้องรู้เท่าทันต่อวัฒนธรรมอื่น ว่าวัฒนธรรมอื่นที่เข้ามานั้นเป็นอย่างไร เรื่องแต่ละเรื่องที่เข้ามามันมีเหตุมีผลของมันอย่างไร

อย่างไรก็ตาม เราต้องมองจุดหมายระยะยาวด้วย ความจริงแล้ว เราต้องไม่มีความรู้สึกหวงแหนกีดกันหรือตระหนี่ตัว ที่เรียกว่ามัจฉริยะ

การที่เราทำอย่างที่ว่ามานั้น ไม่ใช่ว่าเราจะทำด้วยความรู้สึกหวงแหนกีดกัน แต่เราทำด้วยปัญญา เรารู้ตระหนักดีว่า เพื่อความอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขของหมู่มนุษย์ ในที่สุดมนุษย์ทั้งหลายจะต้องประสานสามัคคีกันแต่เป้าหมายระยะยาวจะสำเร็จด้วยดีได้อย่างไร เราจะต้องก้าวอย่างมีขั้นตอน ไม่เช่นนั้นมันจะพลาดตั้งแต่ต้น

ที่ว่านี้หมายความว่า ในตอนต้นทุกหมู่ทุกเหล่าจะต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง เพื่อให้การประสานนั้นเป็นไปอย่างมีความชอบธรรม หรือจะเรียกว่าอย่างมีความยุติธรรมด้วย แล้วมันก็จะได้ไม่เกิดความรู้สึกที่เป็นปมขึ้นภายหลัง เพราะฉะนั้น จะต้องมีความเสมอภาคกันในระหว่างวัฒนธรรม และมีความเข้าใจดีต่อกันในการที่มาคบหา

การที่มีความเข้าใจกันคือ เราก็เรียนรู้เข้าใจและเห็นใจวัฒนธรรมของเขา มองเห็นว่าเขามีเหตุผลเบื้องหลังอะไรอย่างไรที่เขาต้องมาเป็นอย่างนั้น และเขาก็ต้องเข้าใจเราว่า เรามีเหตุผลเบื้องหลังภูมิหลังเป็นอย่างไร เช่นเหตุผลในทางประวัติศาสตร์ ถ้าอย่างนี้แล้วก็คบกันได้

ถ้าวางท่าทีถูกต้องอย่างนี้ เราก็รู้ว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่ระหว่างวัฒนธรรมใหญ่ๆ เท่านั้น แม้แต่คนในประเทศเดียวกัน สังคมเดียวกัน อยู่ต่างถิ่นกันก็ต้องมีข้อแตกต่าง เพราะภูมิหลังและสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน

ความแตกต่างนี้เราต้องยอมรับ แต่ละถิ่นจะให้มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนกันได้อย่างไร มันขึ้นอยู่กับภูมิหลังที่เป็นเหตุผลของถิ่นนั้นๆ อย่าว่าถึงสังคมหรือชุมชนในแต่ละถิ่นเลย แม้แต่ในถิ่นเดียวกันคนละบ้านก็ยังมีข้อแตกต่าง อย่าว่าแต่คนละบ้านเลย คนละคนก็มีข้อแตกต่าง

ว่ากันไปในที่สุดวัฒนธรรมก็ไม่ใช่อะไร ถ้าเรามองชาติมองประเทศหนึ่งเป็นบุคคลคนหนึ่ง ก็เป็นธรรมดาว่ามันย่อมมีลักษณะประจำตัวของมัน ซึ่งเราก็ต้องเคารพลักษณะประจำตัวของเขา เหมือนกับคนสองคน มีภูมิหลังมีพฤติกรรมความเคยชินอะไรๆ ที่ประพฤติสั่งสมมา แต่ละคนก็มีกิริยาอาการเป็นแบบของตัวเอง จะให้คนหนึ่งไปเลียนแบบอีกคนหนึ่งได้อย่างไร มันไม่ถูกต้อง เขาก็ต้องมีความประพฤติตามแบบของเขา ซึ่งเป็นไปโดยเหตุผลอย่างนั้น

แต่ทีนี้แต่ละคนก็เรียนรู้จากกันได้ เมื่อเข้ามาคบหากันแล้วก็ยอมรับกันได้โดยเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอนนี้แหละจะมีการเรียนรู้จากกันและกันได้ ซึ่งไม่ใช่เป็นการเลียนแบบกัน

การเรียนรู้นี้เป็นเรื่องของประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ในการพัฒนาตน เป็นเรื่องของปัญญา ไม่ใช่ความหลงใหลงมงาย ไม่ใช่เป็นความอยากได้ แต่เป็นความอยากพัฒนาคุณภาพชีวิต คือเมื่อคบหาใกล้ชิดกันเราก็จะได้เรียนรู้เองว่าบางอย่างเราบกพร่อง บางอย่างเราอาจจะประพฤติไม่ถูก การเรียนรู้จากกันทำให้เรามีโอกาสปรับปรุงตัว

เราเรียนรู้จากคนอื่น และคนอื่นก็เรียนรู้จากเรา ในแง่นี้มันค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป แต่เป็นไปอย่างมีสติปัญญา เหมือนกับแต่ละวัฒนธรรมของต่างสังคมมาพบกัน เมื่อคบหากันด้วยดี ก็ได้เรียนรู้จากกันและกัน ซึ่งเป็นการเรียนรู้สิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงพัฒนาตัวเองจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงสักแต่ว่าเลียนแบบไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำแบบโง่เขลา แล้วก็ทำไปโดยไม่สมเหตุสมผล

เหมือนกับคนสองคนมาคบกันแล้ว ให้คนหนึ่งเลียนแบบ ทำตามกิริยาอาการของอีกคนหนึ่ง มันเลยไม่สมจริงและกลายเป็นเรื่องเสียหาย ไม่ได้ประโยชน์ อันนี้ก็เหมือนกัน เป็นการทำโดยสักแต่ว่ารู้สึกโก้ รู้สึกหลงตื่นตามกันไป

ทีนี้ ถ้าทำอย่างมีเหตุผล มันก็เป็นการปรับปรุงพัฒนาตัวเอง ต่อไปนานๆ เข้า เมื่อเกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่กันด้วยดีแล้ว ก็เหมือนกับคนที่มาอยู่รวมกันเป็นครอบครัวเดียวกัน ก็จะอยู่กันได้อย่างประสานกลมกลืน ความแตกต่างก็เป็นเพียงส่วนที่หลากหลายในความเป็นอยู่ร่วมกัน

ความแตกต่างบางอย่างก็เป็นเรื่องที่จะต้องปรับให้เข้ากัน แต่บางอย่างกลับเป็นส่วนที่จะมาประสานเสริมกันและช่วยให้เกิดมีความครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะความแตกต่างบางอย่างยิ่งมีมากก็ยิ่งเป็นเครื่องเสริมกันให้สมบูรณ์ คนนี้มีความสามารถด้านนี้ คนนั้นมีความสามารถด้านนั้น คนนี้เก่งด้านนี้ คนโน้นเก่งด้านโน้น ก็ทำให้สังคมมีความพรั่งพร้อมยิ่งขึ้น ความหลากหลายก็ช่วยเติมให้สังคมนั้นเต็มบริบูรณ์

นี่ก็เหมือนกัน พอวัฒนธรรมต่างๆ หลากหลายทั่วโลกมาอยู่ร่วมกันด้วยดี อย่างเข้ากันได้โดยมีลักษณะความสัมพันธ์ที่ถูกต้องในแง่มุมท่าทีที่เหมาะสม ก็จะทำให้สังคมของโลกมีความพรั่งพร้อม กลายเป็นอารยธรรมของมนุษย์ในส่วนรวมที่ดี ที่เจริญก้าวหน้า

แต่สภาพปัจจุบันกลับเป็นปัญหา คือมนุษย์ทั่วไปมีความหวงแหนกีดกันกัน เช่นขณะนี้ทั่วโลก รวมทั้งประเทศที่เรียกว่าพัฒนาสูงสุดแล้ว มีปัญหาความแบ่งแยกกันในเรื่องสีผิว เรื่องเชื้อชาติ เรื่องศาสนา แสดงว่ามนุษย์ยังไม่พัฒนาพอ เพราะว่าถ้าพัฒนาพอแล้วมนุษย์จะเป็นอย่างที่ทางพระบอกว่าหมดมัจฉริยะ

มัจฉริยะ คือความตระหนี่ตัวและหวงแหนกีดกัน ซึ่งแสดงถึงความรู้สึกคับแคบและแบ่งแยกกัน มี ๕ อย่าง ในที่นี้ จะพูดสักสองอย่าง คือ

วรรณมัจฉริยะ ความหวงแหนกีดกันกันด้วยเรื่องวรรณะ คือเรื่องชนชั้นและสีผิว

กุลมัจฉริยะ ความหวงแหนกีดกันด้วยเรื่องตระกูล หรือพวกเผ่า กุลนี่ไม่ใช่หมายความแค่ตระกูลธรรมดา แต่หมายถึง เผ่าชน คือ พวกนั่นเอง แบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งกลุ่มแบ่งสังคม

แล้วยังมีมัจฉริยะอื่นๆ อีก แค่สองอย่างนี้มนุษย์ก็จะไปไม่รอดอยู่แล้ว คนพัฒนาถึงขั้นพระโสดาบัน จึงจะไม่มีมัจฉริยะเลย ถึงขั้นนั้นจึงจะเป็นสังคมอุดมคติอย่างที่ว่านี้ได้

ทีนี้ในแง่ปุถุชนก็ต้องพยายามลดละ หรือผ่อนคลายมัจฉริยะ ไม่ใช่ไปย้ำไปอัดมัจฉริยะให้เข้มข้นหรือแรงขึ้น แต่เราจะเห็นว่าวัฒนธรรมต่างๆ ในหลายสังคมเป็นแบบที่ส่งเสริม มัจฉริยะ คือไม่ยอมที่จะไปประสานกลมกลืนกับพวกอื่น ยึดถือย้ำหนักแน่นรุนแรงที่จะต้องเอาแต่พวกของตัว

บางทีถือรุนแรงถึงขนาดที่ว่า สนับสนุนให้ทำลายวัฒนธรรมอื่น หรือพวกอื่น หรือศาสนาอื่น โดยถือเป็นความชอบธรรมและกลายเป็นความดีไป ถ้าเป็นอย่างนี้ก็หมดทางเลยที่โลกจะอยู่สงบสุขได้

เป็นอันว่า ถ้าพัฒนาไปเป็นขั้นเป็นตอนก็ไม่มีปัญหา เรามองวัฒนธรรมต่างกันเหมือนกับคนสองคนที่ย่อมมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดา เมื่อมาคบหากันแล้วก็ให้ได้ส่วนที่ดีมาประสานเสริมกัน แล้วก็ได้เรียนรู้ได้พัฒนากันไป และอยู่ร่วมกันได้ด้วยดี เป็นวิธีปฏิบัติของอารยชน

ผลที่สุด เมื่อมองให้ถูกต้อง การที่เรามีความระมัดระวังในเรื่องวัฒนธรรมอะไรต่างๆ ที่ให้มีความภูมิใจในตัวเองนี่ เป็นเพียงวิธีปฏิบัติที่จะให้คนพัฒนาตัวเองไปโดยถูกต้อง

อย่างที่ว่าไม่ใช่เหมือนกับคนสองคนมาคบกันแล้วให้คนหนึ่งคอยเลียนแบบตามอย่างอีกคนหนึ่งเรื่อยไปไม่ลืมหูลืมตา โดยเห็นเป็นโก้ แล้วก็ไม่ได้คุณสมบัติที่ดีแท้ ไม่เกิดปัญญา และไม่เป็นการพัฒนาตัวเองเลย เพราะการเลียนแบบไม่ใช่การพัฒนา มันต้องเป็นการเรียนรู้ ไม่ใช่การเลียนแบบ เมื่อเรียนรู้แล้ว ก็ปรับปรุงตัวเอง ถ้าอย่างนี้ละก็ใช้ได้

ทีนี้ ที่เราไปคบกับวัฒนธรรมฝรั่งนั้นเป็นการคบแบบเรียนรู้หรือเลียนแบบ อันนี้เป็นคำถามเบื้องต้นเลย ถ้าเป็นการเลียนแบบก็แสดงว่าการศึกษานี้ไม่มีความหมาย นั่นไม่ใช่การศึกษาแล้ว คือจะต้องตั้งข้อสงสัยว่าถ้าเรามองว่ากิจกรรมการศึกษาเป็นงานอย่างหนึ่งของสังคม การศึกษานั้นล้มเหลวหรือเปล่า การศึกษาจะต้องสอนให้คนเรียนรู้ ไม่ใช่เลียนแบบ

ถาม ฉะนั้น แสดงว่าการที่เราเลียนแบบวันวาเลนไทน์จากตะวันตกก็เป็นปัญหา

ตอบ ก็เป็นปัญหาสิ เพราะมันไม่มีการศึกษา การศึกษาต้องเริ่มด้วยการเรียนรู้ เมื่อไม่มีการเรียนรู้ก็ไม่ใช่การศึกษา การเลียนแบบไม่ใช่การศึกษา ได้แต่มีความรู้สึกโก้ตามเขา ไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่ตัวทำ ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรเป็นอย่างไร ไม่เข้าใจเหตุผลในเรื่องที่กระทำนั้น และไม่เข้าใจคุณโทษประโยชน์ที่ต้องการว่ามันจะมีประโยชน์แก่ชีวิตและสังคมของเราอย่างไร ทำเป็นโก้ คือทำด้วยความรู้สึกโก้เท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ล้มเหลว

ถาม อย่างวุฒิภาวะของคน ถึงขั้นหาจุดที่เรียกว่าจะเป็นตัวของตัวเองได้นั้น มันต้องอาศัยการพัฒนาสติปัญญาและประสบการณ์มาก แต่ขณะที่สังคมก็มีปัญหา ตั้งแต่ปัญหาในจุดเล็กที่สุด ปัญหาครอบครัวหรือปัญหาอะไรต่างๆ มันก็ไปขัดขวางการพัฒนาอันนี้ไปทั้งหมด ทีนี้การพัฒนาจุดนี้ที่เพิ่มขึ้นมาของคนในสังคม มันต้องอาศัยผู้นำทางปัญญามากๆ

ตอบ ก็ต้องมีกัลยาณมิตรยังไงล่ะ

ถาม สิ่งนี้ก็ไม่ใช่หาง่าย

ตอบ ไม่ใช่หาง่าย ที่เด่น ๆ ก็สื่อมวลชนของเราเป็นกัลยาณมิตรได้ไหม สื่อมวลชนเมื่อนำเสนอสิ่งต่าง ๆ นำเสนอแบบไหน เสนอโดยตัวทำหน้าที่กัลยาณมิตรหรือไม่ คือพยายามที่จะปลุกเร้าให้คนใช้ความคิดสติปัญญา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ หรือว่าสื่อมวลชนทำหน้าที่เพียงปลุกเร้าความต้องการ กระตุ้นให้คนมีความต้องการเสพต้องการบริโภคขึ้นมา โดยที่แม้แต่ตัวเองก็อาจจะมีแรงจูงใจแอบแฝง เช่นต้องการผลประโยชน์ เป็นต้น ถ้าอย่างนี้ก็จบ สื่อมวลชนก็ไม่มีบทบาทในการช่วยมนุษย์ให้พัฒนา ไม่มีบทบาทในการศึกษา

ถาม คือดูแล้วทุกจุดดูเหมือนมันจะล้มเหลวไปหมด สื่อมวลชนเองก็ประกอบไปด้วยคนทำงานในนั้น ที่จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาในสิ่งที่เขาคิดเขาทำ คือพวกนี้เขาก็ได้รับการสั่งสอน อบรมมา มีการศึกษามาในสังคมที่มีปัญหามากมาย ซึ่งล้มเหลวไปหมดเกือบทุกอย่าง เมื่อเขาได้รับมาอย่างนั้นก็ย่อมมาสร้างจุดต่าง ๆ ที่เสียหายในสังคมต่อไป ทำอย่างไรถึงจะมีวิธีการที่จะแก้ไข คือ เรามองไปแล้วทุกอย่างมันมีปัญหามากไปหมด

ตอบ หมายความว่า วงจรร้ายมันแน่นหนามาก มันหมุนไปเรื่อย

ถาม คือเราจะทำอะไรที่มันมีผลในการแก้ปัญหาให้ตรงจุด แล้วก็มีผลในวงกว้าง ที่ว่า ในที่สุดแล้วก็จะเปลี่ยนแปลงได้ หรือว่าในทางที่ดีที่ท่านพูดมาถึงทั้งหมด เป็นสังคมอุดมคติ

ตอบ ก็ต้องมีขั้นมีตอน แต่อย่างน้อยต้องยอมรับความจริง แต่ไม่ใช่ว่ายอมรับความจริงแล้วจะต้องยอมรับสภาพ ยอมรับความจริงไม่ใช่ยอมรับสภาพ ถ้ายอมรับสภาพแล้วเฉยเลยกลายเป็นยอมตามไป อาจจะพูดอีกสำนวนหนึ่งว่า ยอมรับความจริงแต่ไม่ใช่ยอมตาม ยอมรับความจริงเพื่อรู้จุดที่จะแก้ไข

ทีนี้พอยอมรับความจริงแล้วเราก็จับจุดที่จะแก้ พอจับจุดที่จะแก้ได้แล้ว เราไม่ยอมปล่อยตัวไปตามนั้นเราก็แก้ไข ทีนี้จะแก้ไขอย่างไร การยอมรับความจริงนั้นรวมถึงการยอมรับด้วยว่าปัญหามันหมักหมมมานานจึงแก้ยาก

ถ้าไม่ยอมรับความจริงนี้เราก็อาจจะท้อว่า นี่เราก็แก้แล้วทำไมไม่สำเร็จ ไม่ก้าวหน้า ก็ปัญหามันหมักหมมมานาน เราก็ต้องเพียรพยายามให้มากเป็นพิเศษ

จะเริ่มที่จุดใดจุดหนึ่งขึ้นมาก็ได้ ให้มันมีจุดเริ่มเสียก่อน แล้วก็หาทางก้าวขยายออกไป พร้อมนั้นก็ปลุกเร้ากันให้ตื่นตัว อย่างน้อยก็ปลุกเร้าจิตสำนึก และถ้ามีส่วนใดที่โยงไปถึงการศึกษา ก็ให้การศึกษาเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขให้มากๆ เพราะว่า

ปัจจัยตัวสำคัญ ที่จะผันให้การเลียนแบบเปลี่ยนมาเป็นการเรียนรู้ ก็คือการศึกษา

ถาม ผู้นำทางสติปัญญาให้สังคมนี่ยิ่งหายาก จึงจำเป็นต้องมี

ตอบ ก็จำเป็น นี่คือการเริ่มด้วยกัลยาณมิตร เพราะว่าเมื่อตัวเขาเองไม่มีสติปัญญา ก็ต้องมีกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญามาช่วยจี้จุดและชี้แนะ

ถาม เมื่อพูดถึงวุฒิภาวะในการรับรู้ เช่น จะรับรู้หลักการของพระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจได้ง่าย ๆ หรือปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ฉะนั้น เด็กจะต้องเจริญวัยขึ้นมาถึงระดับหนึ่งที่เขาจะเข้าใจและยอมรับด้วยใจจริงๆ ว่าสิ่งนี้มีประโยชน์สำหรับชีวิตเขา ฉะนั้น ช่วงก่อนที่เขาจะถึงวัยที่มีวุฒิภาวะโตพอที่จะรับรู้อันนั้นได้ ช่วงนั้นซึ่งเป็นช่วงสำคัญ ช่วงนั้นเขาจำเป็นต้องอาศัยผู้นำ ซึ่งคราวนี้เมื่อมองดูไปถึงครูหรือการศึกษาแล้ว ดูเหมือนจะสิ้นหวัง ไม่มีความหวังเลย

ตอบ สำหรับเด็ก เมื่อยังไม่มีปัญญาที่จะใช้ความคิดเป็นของตัวเอง ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง แกก็มีความโน้มเอียงที่จะเลียนแบบ ดังนั้นบุคคลหรือสิ่งที่จะเป็นตัวอย่างหรือตัวแบบจึงสำคัญมาก ที่จะโยงการเลียนแบบไปสู่การเรียนรู้

ในสังคมที่มีค่านิยมชอบเด่นชอบโก้ แรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการเลียนแบบ ก็คือความรู้สึกโก้ หรือความเด่นที่จะได้สนองแรงจูงใจที่เรียกว่ามานะ คือความอยากเด่นเป็นพิเศษเหนือใคร

ทีนี้มองลึกต่อไปอีก แรงดึงดูดที่จะทำให้เด็กยึดเอาใครเป็นตัวแบบหรือเป็นแบบอย่างของเขา ก็คือศรัทธา ถ้าเด็กศรัทธา มีความนิยมชมชอบและเชื่อถือแล้ว แกก็จะไปตามนั้น

ทีนี้ในสังคมไทยเรานี้ คนมีความเชื่อเป็นพื้นอยู่ในใจกันทั่วไปว่าวัฒนธรรมตะวันตกเป็นวัฒนธรรมของคนที่เจริญแล้ว คนฝรั่งเก่ง ความรู้สึกนี้ฝังอยู่ ก็ทำให้มีศรัทธาในฝรั่ง เมื่อศรัทธาเขาก็จะทำตามเขาไป โดยไม่ต้องมีความรู้ความเข้าใจว่าความจริงเป็นอย่างไร

ทีนี้ ในระยะที่เด็กยังไม่มีสติปัญญาพอนี้จะทำอย่างไร ตัวแก้ก็ใช้วิธีย้อนกลับหรือหนามยอกเอาหนามบ่ง คือปลุกมานะขึ้นมา แต่ใช้มานะให้เป็นประโยชน์

การที่เด็กตามฝรั่งก็เพราะมานะ คือเอาอย่างฝรั่งเพื่อจะมาอวดพวกตัวเองว่า ฉันแน่กว่าพวกเธอ คือมาแสดงข่มพวกเราด้วยกันว่าในหมู่พวกเรานี่ฉันเข้าถึงฝรั่ง ฉันจึงแน่กว่าใครหมด แต่การแสดงอย่างนี้ก็คือการยอมรับว่าฉันนี่แย่หรือด้อยกว่าฝรั่ง ได้แต่มาอวดพวกตัวเอง

การแก้ในทางย้อนกลับก็คือ เราก็เอามานะนั่นแหละกลับมาใช้เป็นอุบายปลุกคนขึ้นมา เช่น ให้นึกถึงความเป็นไทยว่า คนไทยควรจะเป็นผู้นำได้ หรือกระตุ้นเร้าศักยภาพของเขาให้เขาเห็นว่า เขาเองก็มีศักยภาพที่จะทำอะไรๆ ได้ที่ดียิ่งไปกว่าการมัวแต่คอยเอาอย่างหรือเลียนแบบคนอื่น อันนี้ก็เแง่หนึ่ง

ในแง่ที่สองคือ พร้อมกันนั้นเราก็ไม่ลืมไม่ละเลยที่จะต้องชี้แจงเหตุผลที่เป็นเรื่องของความเข้าใจทางปัญญาด้วย ในเวลาที่เราชี้แจงนี่ เด็กส่วนมากจะตามไม่ได้ จะไม่เข้าใจ แต่จะมีเด็กพวกหนึ่งหรือบางคนที่มีปัญญา มีความเจริญเติบโตทางสมองไว มีวุฒิภาวะ เด็กพวกนี้จะเข้าใจ และเด็กพวกนี้ที่มีความเข้าใจได้ดีนี่ก็เก่งกว่าเด็กอื่นๆ ส่วนใหญ่อยู่แล้ว

เป็นธรรมดาที่เด็กก็ตามกันเองด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้เด็กพวกนี้ก็เป็นก้าวสำคัญ แม้จะเป็นส่วนน้อย พอเด็กพวกนี้ยอมรับ พวกนี้ก็จะกลายมาเป็นตัวชักนำกันเองในหมู่เด็ก ดังนั้นในแง่นี้เราก็จะได้ด้วย

นี่เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งที่จะต้องทำขึ้นมา เพราะขณะนี้เด็กที่เราว่าเก่งนี่ กลายเป็นเด็กประเภทที่ไปนำเด็กอื่นในการยอมรับความด้อยของตัว พากันไปยอมรับว่าตัวด้อยกว่าฝรั่ง มันจึงแย่ตรงนี้

จะทำอย่างไรให้เด็กพวกนี้ได้เข้าใจความจริง แล้วก็กลับมาเป็นผู้นำที่แท้ในหมู่พวกตนเอง ไม่ใช่ไปเอาแบบฝรั่งมาข่มพวกตัวเอง แต่ให้เขารู้จักทำตัวเองให้มีคุณค่า มีความสามารถที่พวกเขายอมรับกันเอง แล้วมานำมาพากันยกระดับตัวเองขึ้นให้พ้นจากความหลงใหลคลั่งไคล้ในความเป็นผู้ตาม ขึ้นสู่ความเป็นผู้นำ หรืออย่างน้อยสู่ความเป็นอิสระที่จะเป็นตัวของตัวเอง

ถาม บางคนเคยยกตัวอย่างว่า ที่ประเทศอินเดียนั้นคนอินเดียเขารักษาประเพณี อย่างเช่นวันเพ็ญเดือน ๑๒ คนอินเดียจะพร้อมใจกันไปริมแม่น้ำ จะมีคนแน่นไปหมด แล้วก็นำมาเป็นข้อเปรียบเทียบว่า คนไทยนี่ดูซิหละหลวม ไม่มีอะไรต่อมิอะไร

ทีนี้การปลูกฝังเรื่องศรัทธามันง่าย คือการสอนที่ว่าเธอจะต้องทำอย่างนี้ พระเจ้าสั่งให้ทำอย่างนั้น มันง่าย และจะทำให้คนมาร่วมง่ายมาก แต่ตามหลักทางพระพุทธศาสนาไม่ใช่อย่างนั้น คือจะต้องรู้จักคิด ต้องใช้ปัญญา ยอมรับด้วยความเข้าใจทั้งหมด แล้วจึงจะปฏิบัติตามได้ แต่กว่าจะถึงขั้นนั้นมันจะต้องโตเพียงพอ ที่จะรู้และมีอะไรเป็นเหตุเป็นผลรับรู้ได้แล้ว ฉะนั้น การรับรู้พระพุทธศาสนาจึงอยู่เหนือศรัทธาขึ้นไปอีก และเป็นเรื่องที่ยาก

จริงๆ แล้ว บางทีอาจจะต้องผสมผสานกันระหว่าง ๒ ส่วน

ตอบ ในทางพุทธศาสนาก็ยอมรับเรื่องศรัทธา โดยเฉพาะในตอนต้นต้องใช้ศรัทธา แต่ก็ต้องมีปัญญาคุมไว้ หรือมีปัญญาประกอบอยู่ด้วย ไม่ให้หลงใหลงมงายหรือกลายเป็นการบังคับบีบคั้นให้เชื่อ

แม้แต่ในกรณีที่จะใช้มานะชนิดที่ได้ขัดเกลาแล้วขึ้นมาเป็นตัวแทนมานะที่ผิด เราก็ต้องระวัง คือต้องใช้ด้วยปัญญา เพราะเป็นการใช้อกุศลธรรม มาเป็นปัจจัยแก่กุศล เราผู้จะทำนี่ต้องมีความรู้เท่าทันในเรื่องที่ทำ รู้แนวรู้ทิศทางรู้เป้าหมาย โดยเฉพาะรู้ว่าจะคุมจะชักนำให้เรื่องที่ทำนั้นไปเชื่อมโยงเข้าสู่เป้าหมายที่ดีงามได้อย่างไร ไม่ใช่ทำไปโดยเข้าใจว่าสิ่งนั้นดีแล้ว ต้องเข้าใจจุดนี้

ถาม ศรัทธาทางพระพุทธศาสนา ก็ต้องประกอบไปด้วยปัญญา

ตอบ แล้วก็เป็นทางนำสู่ปัญญา ศรัทธานี่เป็นตัวฐาน เป็นตัวที่จะสื่อโยงไปหาปัญญา

ถาม แต่ศรัทธาของศาสนาอื่นเขาใช้วิธีข่มขู่ เช่น ถ้าเธอไม่เชื่อจะต้องถูกพระเจ้าลงโทษอย่างนั้นอย่างนี้

ตอบ ก็นี่แหละ ศรัทธาแบบนี้จึงเป็นภัยในระยะยาว มันทำให้เบียดเบียนผู้อื่น อย่างเบาก็ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน ซึ่งถ้าเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาก็ทำให้รบราฆ่าฟันทำสงครามกันดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่เรื่อยมาตลอดประวัติศาสตร์ จนถึงทุกวันนี้ ปัญหาสุดท้ายของมนุษย์จะอยู่ที่นี่ มันเป็นปัญหาที่มนุษย์จะถึงจุดติดตันเลยทีเดียว ถ้าไม่รีบเร่งหาทางแก้ไข และถ้าไม่ยอมเปลี่ยนท่าทีกัน มนุษยชาติทั้งหมดจะมาอับจนที่นี่

ประชาธิปไตยในประเทศทั้งหลายส่วนมากมากันได้ถึงขั้นที่ต้องการเสรีภาพเป็นจุดเน้นใหญ่ คือมองตรงจุดที่ว่า ตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจมากดศีรษะเราอยู่ ประชาชนก็พยายามจะถอนตัวให้พ้นจากการครอบงำนั้น แต่ทีนี้ พออำนาจที่ครอบงำหมดไปแล้ว พอเป็นอิสระได้ เป้าต่อสู้นั้นหมดไปแล้ว ตอนนี้แหละประชาชนก็จะมาทะเลาะกันเอง จะแยกกลุ่มกันไปตามลัทธิ ศาสนา เชื้อชาติ ผิว เป็นต้น เป็นพวกๆ แม้แต่สังคมอเมริกันก็มาตันที่จุดนี้

เมื่อสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคลได้มาสำเร็จแล้ว ถึงจุดสบายไม่มีตัวครอบงำแล้ว คนก็มาแบ่งพวกทะเลาะกันเอง ตอนนี้แต่ละฝ่ายก็จะถือตัวดูถูกกันบ้าง ยึดในเชื้อชาติเผ่าพันธ์ุบ้าง ไม่ยอมที่จะเข้ากันกับพวกอื่น บางทีก็ไปไกลถึงกับถือว่าการทำต่อคนพวกอื่น แม้แต่จะฆ่าเสียก็ไม่เป็นบาป ประชาธิปไตยพอผ่านเรื่องเสรีภาพมาได้ก็มาตันตรงนี้ ไม่สามารถสร้างภราดรภาพสากลขึ้นได้ จึงเป็นจุดอับของประชาธิปไตย

เวลานี้ในสังคมโลก สภาพอย่างนี้จะเห็นชัดมาก มีแต่เรื่องของความแบ่งแยกและความวุ่นวายรุนแรงด้วยเรื่องการยึดถือในผิว ในเชื้อชาติ ในลัทธิศาสนา

ถาม แล้วก็ปลูกฝังกันมาแรงๆ ด้วย ทำให้ถอนยาก

ตอบ ถอนยาก นี่แหละจะเป็นจุดอับที่ว่าประชาธิปไตยจะไปไม่รอด เพราะโลกกำลังเคลื่อนมาถึงจุดนี้ อาตมาจึงได้เตือนไว้ในหนังสือเรื่อง การสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ว่า ในที่สุด พอดิ้นหลุดพ้นออกมาเป็นอิสระ ได้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลมาแล้วก็จะมาตันที่นี่ ปัญหานี้จะเด่นขึ้นมาแทน

ตอนก่อนนั้นมันมีอำนาจอย่างหนึ่งคอยมาครอบงำอยู่ ก็นึกอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรจะสู้กับอำนาจนี้ให้หลุดออกมา แต่พออำนาจครอบงำนี้พ้นไปเท่านั้นแหละ คนเหล่านั้นก็แตกกันเป็นกลุ่มๆ แล้วก็แย่งชิงผลประโยชน์กันเอง

ทีนี้ ว่าถึงเรื่องประเพณี การยึดถือในประเพณีก็เกิดจากเหตุหลายอย่างต่างๆ กัน พวกหนึ่งก็ยึดถือเพราะความงมงาย อย่างในอินเดียนี่เราไม่ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีในการยึดถือประเพณี คงจะต้องจัดเข้าในประเภทที่หนึ่งคือความงมงาย

ประเภทที่สองเป็นปฏิกิริยาที่เนื่องจากปมในใจหรือปมในประวัติศาสตร์ เช่นเคยเป็นเมืองขึ้นเขามาความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ที่เคยเข้ามาครอบงำทำให้ยึดมั่นในตัวเหนียวแน่นรุนแรง กลายเป็นการแสดงปมขึ้นมา แบบนี้ก็ไม่ปลอดภัย แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่มีเหตุผลและเป็นประโยชน์ในระดับหนึ่งสำหรับดำรงรักษาหมู่ชนของเขา แต่ก็เอาเป็นหลักไม่ได้ เพราะไม่ใช่เป็นอาการแสดงออกของสติปัญญาแท้ๆ ทำให้ปิดกั้นความเจริญงอกงามบางอย่างที่ควรได้ไปเสีย

ทีนี้จะทำอย่างไร จึงจะให้คนรักษาวัฒนธรรมประเพณี ด้วยความเข้าใจคุณค่า มองเห็นประโยชน์ที่แท้จริงโดยไม่ต้องใช้ความยึดถือสองแบบที่เป็นสุดโต่งนั้น ต้องยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่ยาก แต่เราก็จะต้องพยายาม ประชาธิปไตยจะเดินไปได้ดีก็ต้องให้คนมีสติปัญญาอย่างนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนไทยนั้น ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถเข้าสู่แนวทางทั้งสองนั้น คือ ความงมงายก็ไม่เอา ความรู้สึกเป็นปมที่จะเกิดเป็นปฏิกิริยาต่อผู้ที่เคยครอบงำตน ก็ไม่มี ของไทยนี่ชัด ไม่มี เพราะไม่เคยเป็นเมืองขึ้นเขา เมื่อไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านในเรื่องนี้ก็เลยรับเอาเสียเต็มที่ ไปสุดทางสุดโต่งหรือเอียงสุดไปเสียอีกข้างหนึ่ง ได้แต่คอยตามเขา กลายเป็นเห่อไป แทนที่จะมีความเป็นตัวของตัวเอง โดยสำนึกรู้ในคุณค่าของสิ่งดีที่ตัวมี

เพราะฉะนั้นจึงได้บอกว่า พอนานๆ ไปนี่ ความคิดจิตใจก็เคยชินอย่างนั้น เลยกลายเป็นมีนิสัยของความเป็นผู้รับและผู้ตาม ซึ่งพูดได้ว่าเป็นสภาพจิตใจของคนไทยในปัจจุบัน ตั้งแต่เด็กไปจนกระทั่งถึงนักการเมืองผู้ปกครองประเทศเลยทีเดียว ล้วนแต่ถูกสภาพจิตของความเป็นผู้รับผู้ตามเข้าครอบงำ พอนึกอะไรออกไปปั๊บก็นึกในแง่ว่าจะรับอะไรจากเขา เขามีอะไรจะให้เรา คิดแต่จ้องจะตามคอยรับเอา

สภาพจิตนี้เป็นไปโดยไม่รู้ตัวหรอก เราไม่โทษตัวคน เพราะเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันมานาน เป็นความเคยชิน พอนึกอะไรขึ้นมาในแง่ที่สัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยเฉพาะในแง่ที่สัมพันธ์กับอารยธรรมตะวันตก พอนึกปั๊บ ก็มองแต่ว่าเขามีอะไรให้เราตามให้เรารับอีกบ้าง ตอนนี้เราจะรับอะไรจากเขา พอเห็นฝรั่งทำอะไรก็ตื่นชื่นชมว่าดีไปหมด ไม่เคยนึกในแง่ว่าเขาทำอะไรถูกทำอะไรผิด และเรามีอะไรจะให้แก่เขา

เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเตือนให้เขาสำนึก เพราะเขาไม่รู้ตัว ให้เขารู้ตัวว่าเขาอยู่ในสภาพจิตอย่างนี้ คือเป็นผู้รับและผู้ตามจนเคยชิน ต้องปลุกว่า เดี๋ยวนี้ท่านอยู่ในสภาพอย่างนี้นะ อย่ามัวยอมรับหรือหลงเพลินอยู่ในความด้อยของตัวเลย เราจะต้องเป็นผู้นำเขาได้ และต้องมีอะไรที่จะให้แก่ผู้อื่น พอนึกถึงเขาปั๊บเราต้องนึกว่า เอ ! เขาทำมีสาระไหม เรามีอะไรจะให้เขา ต้องเปลี่ยนจิตสำนึกกันใหม่เลย

ถาม แม้กระทั่งในวงราชการชั้นสูง

ตอบ เป็นตลอดทั่วไปหมด

ถาม ประเทศไทยพยายามเจรจา พยายามที่จะหากรณีต่างๆ ขึ้นมาอ้าง เพื่อจะขอทุนจากต่างประเทศมาได้

ตอบ ใช่ นี่มันเคย เพราะว่ากิจกรรมอะไรต่างๆ เราทำกันมาจนลงร่องแล้ว จนกระทั่งสภาพจิตเป็นอย่างนั้นแล้ว เวลานึกคิดขึ้นมาถึงฝรั่งปั๊บก็นึกว่ามีอะไรจะรับจากเขา นี่ก็เท่ากับยอมรับความด้อยของตนเองทันที นี่คือ รับ – ตาม – ด้อย

ทำอย่างไรจะปลุกจิตสำนึกของผู้นำและผู้ให้นี้ขึ้นมา ถ้าเราจะรับจะตาม ก็ต้องให้เป็นการเรียนรู้ และมีความเข้าใจ มองเห็นว่ามันจะมาเป็นส่วนเสริมอะไรแก่เรา โดยที่เรามีหลักของตนเอง แล้วเราจะนำเขาในเรื่องอะไร จะให้อะไรแก่เขาได้บ้าง

หมายเหตุท้ายเล่ม เรื่องวันวาเลนไทน์ หรือวันเซนต์วาเลนไทน์ เป็นหัวข้อย่อยๆ ในสารานุกรมของฝรั่ง แต่คำว่า Saint Valentine ที่เป็นชื่อนักบุญโดยตรง มักไม่มีจัดไว้ในกลุ่มชื่อนักบุญทั้งหลาย

เรื่องเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ที่สรุปไว้ในเล่มนี้ พึงหาดูได้จาก

  • Encyclopaedia Britannica, 1988, vol.12, p.242
  • Encyclopaedia Britannica, 1968, vol.22, p.853
  • Encyclopedia Americana, 1968, vol.24, p.166; vol.27, p.859
  • Funk & Wagnalls New Encyclopedia, 1986, vol.23, p.86
  • The New Columbia Encyclopedia, 1975, pp.2402, 2857
  • The New American Desk Encyclopedia, 1984, p.1220
  • The Random House Encyclopedia, 1990 (New Revised 3rd Edition).

ความรัก จากวาเลนไทน์ สู่ความเป็นไทย

– ๑ – ความรัก วันแห่งความรักแท้

No Comments

Comments are closed.