จาคะ

16 กันยายน 2528

จาคะ

เจริญพร รายการเล่าเรื่องให้โยมฟังวันนี้ ก็จะขอต่อในเรื่องอริยวัฒิ คือหลักความเจริญของอริยสาวก ๕ ประการ คราวนี้ก็มาถึงข้อที่ ๔ คือ จาคะ

จาคะ แปลว่า ความเสียสละ บางครั้งเราใช้คู่กับคำว่า ทาน หรือแทนคำว่า ทาน แต่ ๒ คำนี้ มีความหมายลึกซึ้งไม่เท่ากัน ทานนี้รู้จักกันมาก ทาน แปลว่าการให้ จาคะ แปลว่า การเสียสละ ทานนั้นเรามักจะมองเน้นที่ภายนอก คือดูการกระทำ เช่นเอาของไปให้ เอาของไปถวายพระ อย่างนี้เราเรียกว่า ทาน แต่จาคะนี่มองตลอดตั้งแต่ข้างนอก ไปถึงข้างใน จึงแปลว่า ความสละ ทานนั้นยังไม่ชัดเจน เป็นแต่เพียงบอกว่าให้ บางทีเมื่อเราให้เราอาจจะต้องการผลตอบแทนก็ได้ แต่จาคะนี่แปลว่าสละเลย เพราะฉะนั้น ความหมายก็ลึกซึ้งกว่า ถ้ามีจาคะแล้วก็เป็นเหตุให้ทำทานได้อย่างเต็มที่ แต่มีทานไม่แน่ว่าจะมีจาคะหรือไม่ เพราะฉะนั้น ในทางหลักธรรมที่ลึกซึ้งแล้ว ที่บ่งถึงจิตใจ มองถึงสภาพทางจิตด้วย จะใช้จาคะเป็นหลัก โดยเฉพาะในที่นี้ ก็ต้องพูดถึงคำว่า จาคะ จาคะที่แปลว่าสละนั้น อาจจะแบ่งคร่าวๆ ได้เป็น ๒ อย่าง คือ

สละภายใน

สละภายนอก

ก่อนที่จะสละภายนอก ก็ต้องสละภายในก่อน สละภายในก็คือสละกิเลส คือจิตใจของคนเรานี้ปกติก็ย่อมมีกิเลสต่างๆ กิเลสที่ตรงข้ามกับจาคะก็คือความโลภ ความอยากได้ และอภิชฌา อภิชฌาก็ไม่ค่อยรู้จักกัน ไม่ค่อยได้ยินบ่อย มาในอกุศลกรรมบถ แปลว่าการจ้องจะเอาสิ่งของของคนอื่น ตลอดจนมัจฉริยะ คือความตระหนี่ กิเลสพวกนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นมนุษย์ปุถุชนก็ย่อมมีกันบ้าง ธรรมที่จะมาช่วยกำจัดกิเลสเหล่านี้ ตัวสำคัญก็คือจาคะนี่แหละ

ที่ว่าจาคะ สละภายในก็คือ ตอนแรกสละความโลภ สละความเพ่งเล็งจะเอาของเขาเหล่านี้ พอสละกิเลสภายในได้ ก็เรียกว่ามีความพร้อมที่จะสละภายนอก สละภายนอกก็คือสละทรัพย์สินสิ่งของ ที่ทำเป็นทานบ้าง บริจาคให้ แม้กระทั่งสละความสุขส่วนตัว ซึ่งมีความหมายกว้าง สละความสุขส่วนตัวเพื่อผู้อื่น ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อคนอื่น ก็เรียกว่ามีน้ำใจ เช่นอย่างคนที่ใกล้ชิดกัน คนหนึ่งเจ็บไข้ได้ป่วย อีกคนหนึ่งก็อดหลับอดนอนพยาบาลรักษา คนที่จะอดหลับอดนอนพยาบาลรักษานั้น ก็ต้องมีน้ำใจ ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อผู้อื่น อย่างนี้ก็เป็นจาคะเหมือนกัน

แม้แต่ในทางความคิดเห็น คนเรามักจะมีลักษณะที่เรียกว่ายึดติดในความคิดเห็นของตัวเอง คนอื่นพูดมาอย่างไรก็ไม่ค่อยจะฟัง แต่ถ้ามีจาคะแล้ว ก็สละได้ สละความเห็นของตัวเอง ความยึดติดในความเห็นของตัวเอง พอมองเห็นโดยเหตุผลแล้วว่าเราอาจจะไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดพลาด ก็สละความเห็นที่ผิดนั้นเสียได้ อย่างนี้ก็เป็นจาคะ

จะเห็นว่า จาคะมีความหมายกว้างมาก ใช้ได้ทั้งวัตถุและนามธรรม โดยเฉพาะที่สำคัญก็คือสละกิเลส จึงถือว่าจาคะนั้นเป็นฐานเบื้องต้นที่จะออกมาเป็นทานและก็จะออกมาสู่คุณธรรมอื่นๆ เพราะว่าเมื่อสละกิเลสสละสิ่งที่ไม่ดีออกไปแล้ว ก็เปิดทางให้คุณธรรมความดีเข้ามาแทนที่ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสรรเสริญจาคะเป็นอย่างมาก

ว่าเฉพาะในทางวัตถุ สำหรับพระอริยสาวกนั้น ก็ยินดีในการสละในการบริจาค เพราะจิตใจไม่มีความตระหนี่ ท่านวัดความเป็นพระโสดาบันไว้อย่างหนึ่งว่า จิตใจไม่มีความตระหนี่ ละความตระหนี่ ความถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัวเสียได้ จึงมีความเสียสละได้เต็มที่จนถึงขนาดที่ว่า อยู่กับคนที่ดีมีศีลมีธรรมด้วยกันแล้ว ทรัพย์สมบัติของตนก็เป็นเหมือนกับของร่วมกันกับคนอื่น ไม่ได้ยึดถือเป็นของตัวเอง อยู่ร่วมกันใช้ของเหมือนกับว่าเป็นสมบัติของทั้งสองฝ่าย ไม่หวงแหนระแวงซึ่งกันและกัน นี่ก็เป็นความเจริญของจาคะ ถึงระดับที่เป็นพระโสดาบันทีเดียว ซึ่งต้องอาศัยความพร้อมของจิตใจ คือเราจะต้องสละความโลภออกไป สละความตระหนี่ออกไปจากใจเสียก่อน มิฉะนั้นใจไม่พร้อมแล้วก็จะทำได้ยาก

ทีนี้ เมื่อสละวัตถุ สละสิ่งภายนอกออกไปได้ ถ้าหากว่าใจเราพร้อม เราก็จะมีความสุขในการสละนั้นด้วย เริ่มตั้งแต่ตัวเองที่ได้พิจารณาเห็นว่า การสละของเรานั้นเป็นสิ่งสมควร เป็นประโยชน์ เช่นว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของคนจำนวนมาก หรือเป็นไปเพื่อให้ธรรมดำรงอยู่ยั่งยืนนาน เรามองเห็นคุณประโยชน์อย่างนี้แล้วสละออกไป เมื่อสละออกไปแล้ว จิตใจก็มีความสุข

คนเรานั้นโดยปกติก็มีความสุขในการได้ เราได้โน่นได้นี่มาเราก็มีความสุข เพราะว่าตามธรรมดาเรามีความอยากได้อยู่ในจิตใจ แต่ถ้าเมื่อไรจิตใจเราพร้อมในความเสียสละ เราจะรู้สึกเป็นสุขในการให้ด้วย จิตใจที่มีความสุขในการให้นั้น คนธรรมดา ก็มีพอเห็นๆ กันอยู่ คือเรามีความรักความพอใจในใคร เช่นว่า พ่อแม่รักลูก ถ้าได้ให้อะไรสละอะไรให้ลูก ก็มีความสุขในการให้นั้น แต่ถ้าเราไม่มีความรักความพอใจ เราก็ให้ได้ยาก การให้อาจจะเป็นความทุกข์ เพราะฝืนใจ แต่ถ้าเราได้บำเพ็ญคุณธรรมมากขึ้น เราแผ่เมตตาจิตกว้างออกไป เช่นว่า ตอนแรกก็รักลูก เมื่อให้แก่ลูกก็มีความสุข รักพี่รักน้อง เมื่อให้แก่พี่แก่น้องก็มีความสุข รักพ่อรักแม่ให้แก่พ่อแม่ก็มีความสุข ต่อมามีเมตตาจิตแผ่ขยายออกไป รักเพื่อนมนุษย์ทั่วไป เมื่อเห็นใครตกทุกข์ได้ยาก ทำให้เขาสบายแล้วใจเราก็มีสุข ทั้งนี้จะมีความสุขแค่ไหน ก็อยู่ที่ใจเราพร้อมมีจาคธรรมในใจ มีเมตตาเท่าใด ยิ่งรักอย่างพระพุทธเจ้าที่รักสรรพสัตว์ รักสัตว์ทั่วโลกทั้งหมด มีจิตพร้อมที่จะให้โดยสมบูรณ์ เมื่อให้ก็มีความสุขทุกครั้ง และมิใช่ให้แต่ทรัพย์สินเท่านั้น พระพุทธเจ้านั้นทรงให้แม้กระทั่งชีวิตของพระองค์ เราจะเห็นว่าในประวัติของพระพุทธเจ้านั้น เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ทรงสละทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตของพระองค์เองก็สละ เพื่อให้ผู้อื่นได้รับความสุข อันนี้ก็เป็นความเจริญของอริยชนที่ก้าวไกลเป็นขั้นๆ

เมื่อสละทรัพย์ภายนอกไปแล้ว เราก็มีทรัพย์อยู่ในใจของเรา คือคุณธรรมเหล่านี้ ที่ทำให้เรามีความสุข ทำให้รู้สึกว่ามีความสมบูรณ์ ไม่ได้อ้างว้าง ไม่ได้ขัดสน ไม่ได้ยากจน ไม่ได้ยากไร้ ท่านจึงเรียกทรัพย์ภายในนี้ว่า อริยทรัพย์ แปลว่า ทรัพย์อันประเสริฐ หรือทรัพย์ของอริยชน เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าแม้จะทรงสอนให้คนขยันหมั่นเพียรทำมาหาเลี้ยงชีพ เพื่อจะมีทรัพย์ภายนอก จะได้พึ่งพาตนเองได้ แต่ก็ทรงสอนให้เราก้าวหน้าในคุณธรรมความดีด้วย โดยสร้างอริยทรัพย์หรือทรัพย์ภายในใจ ให้ใจเรามีความสุขผ่องใส จากการที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น จากการที่ได้สั่งสมคุณธรรมความดีขึ้นมาในตนเอง

วันนี้ อาตมภาพได้พูดมาในเรื่องจาคะ ก็พอสมควรแก่เวลา พอเป็นความเข้าใจโดยทั่วๆ ไป ให้เห็นความหมายของจาคะ ความสำคัญของจาคะ และคุณประโยชน์ของจาคะ เมื่อจิตใจพร้อมที่จะสละทุกอย่างแล้ว จึงจะสามารถบำเพ็ญบารมีได้เต็มที่ เพราะถ้าเรายังไม่สามารถเสียสละ ยังติดโน่นติดนี่อยู่ การที่จะบำเพ็ญบารมีได้จริงจัง จะให้คุณธรรมต่างๆ ครบถ้วนทุกอย่าง ก็ทำได้ยาก เมื่อจิตใจพร้อมสละได้แล้ว เราก็บำเพ็ญคุณธรรมได้ทุกอย่างจะไม่ติดขัดอะไรทั้งสิ้น อาตมภาพคิดว่า พอสมควรแก่เวลา สำหรับวันนี้ก็ขอจบเรื่องจาคะไว้เพียงเท่านี้ และขออนุโมทนาโยม เจริญพร

เครื่องวัดความเจริญของชาวพุทธ (อารยวัฒิ)

สุตะ ปัญญา

No Comments

Comments are closed.