ปัญญา

16 กันยายน 2528

ปัญญา

เจริญพร วันนี้รายการเล่าเรื่องให้โยมฟัง ก็มาถึงหลักความเจริญของอารยชน หรือความเจริญของอริยสาวก ข้อที่ ๕ ซึ่งเป็นข้อสุดท้าย ได้แก่ปัญญา

ปัญญานี้ แปลกันง่ายๆ ว่า ความรู้ แต่ความรู้นั้นมีอยู่ ๒ อย่าง ในหลักความเจริญ ๕ ประการที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็มีข้อที่ ๓ คือสุตะ ซึ่งแปลว่า ความรู้เหมือนกัน อาตมภาพเคยพูดถึงความแตกต่างระหว่างปัญญากับสุตะมาครั้งหนึ่งแล้ว ก็เอามาทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า สุตะก็หมายถึงความรู้ และปัญญาก็ความรู้ ความรู้ ๒ อย่างนี้ต่างกันอย่างไร

สุตะ คือความรู้ที่ได้สดับ ได้เล่าเรียน ได้ฟัง ได้อ่านมา มาจากคนอื่น มาจากที่อื่น แล้วเรารับเข้ามา สุตะนั้นเป็นความรู้ของผู้อื่น ถึงแม้เราจะได้มาอยู่ในตัวเราแล้ว รับเข้ามาแล้ว เรารู้เราพูดได้ เอามาเล่าให้กันฟัง แต่มันก็ยังเป็นความรู้ของคนอื่น เราได้แต่เพียงรับฟังมา คนอื่นเขาเล่าให้ฟัง หรือเป็นเรื่องที่คนอื่นเขารู้เขาค้นพบ เราได้ยินต่อมา เราเล่าเราก็ไปเล่าเรื่องของคนอื่น หรือถ่ายทอดความรู้ของคนอื่นต่อๆ ต่อเมื่อใดเราเข้าใจในสุตะในความรู้ที่ได้ฟังมานั้น เกิดเป็นความรู้ความเข้าใจของตัวเราเอง ความรู้ความเข้าใจที่กลายเป็นของตัวเราแล้วนี้แหละจึงจะเรียกว่าปัญญา เพราะฉะนั้น ในแง่นี้ก็แยกง่ายๆ ว่า สุตะ คือ ความรู้ของคนอื่น หรือมาจากที่อื่น ส่วนปัญญา คือความรู้ความเข้าใจของตัวเราเอง

ปัญญานั้นมีความสำคัญมาก ท่านบอกว่า ปัญญานี่แหละเป็นตัววินิจฉัยสุตะ ความรู้ที่ได้รับมาจากคนอื่น ที่ได้เล่าเรียนมา อ่านมาอะไรนั้น ยังใช้การอะไรจริงจังไม่ได้ ได้แต่เอามาพูดให้กันฟังไปอย่างนั้นเอง บางทีก็เป็นเพียงบอกคนอื่นให้เขารู้ว่านี่ฉันก็รู้นะ แต่เราอาจใช้ความรู้นั้นไม่เป็น ต่อเมื่อใดมีปัญญาจึงจะเอาสุตะหรือความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ได้ ปัญญาความเข้าใจที่สามารถเอาสุตะไปใช้ประโยชน์นี้ เป็นปัญญาที่เป็นความรู้ของเรา เริ่มตั้งแต่เราเข้าใจสุตะนั้นแหละ เข้าใจว่ามันคืออะไร และเอามาใช้เป็นประโยชน์สำหรับตัวเราได้

ปัญญาที่เอาสุตะไปใช้นั้น นั่นแหละคือสิ่งที่เป็นประโยชน์แท้จริง มีพระพุทธพจน์ว่า “ปญฺญา สุตวินิจฺฉินี” แปลว่าปัญญาเป็นตัววินิจฉัยสุตะ คือบอกได้ว่า ความรู้นี้คืออะไร มีประโยชน์อะไร ในกรณีไหน จะเลือกเอาสุตะไหนมาใช้ เป็นคุณหรือเป็นโทษ สำหรับใช้กับเรื่องอะไร บางคนมีสุตะมากมาย แต่ใช้ไม่เป็น เพราะว่าไม่มีปัญญา บางคนมีสุตะน้อย ได้ยินได้ฟังมีความรู้น้อย แต่ปัญญาดีสามารถคิดคาดเหตุการณ์ แก้ไขปัญหาได้ ทีนี้ถ้ามีมากทั้ง ๒ อย่างก็ยิ่งดีที่สุด คือสุตะความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาก็มีมาก และมีปัญญาสามารถ เอาความรู้นั้นมาใช้ได้ด้วย

รวมความว่า ปัญญา คือความ

– รู้เข้าใจ

– รู้คิด

– รู้วินิจฉัย

– รู้ที่จะแก้ไขปัญหา และ

– รู้จักสร้างสรรค์ จัดแจง จัดทำ ดำเนินการให้สำเร็จ

ปัญญานั้น ท่านวางไว้เป็นข้อสุดท้ายในหลักความเจริญ ๕ ประการ ก็เพราะเป็นตัวคุม เป็นตัวสำคัญที่สุด ที่เรียงไว้ท้าย ไม่ใช่หมายความว่าเป็นตัวเล็กน้อยที่สุด แต่เป็นตัวใหญ่ที่สุด หมายความว่าคุมท้ายหมด เพื่อจะให้ ๔ อย่างข้างต้นนั้นได้ผลดีจริงๆ อย่างข้อที่ ๑ ศรัทธา ความเชื่อ ก็ต้องมีปัญญากำกับ ถ้าไม่มีปัญญากำกับ ศรัทธาหรือความเชื่อนั้นก็อาจจะเป็นความเชื่อเหลวไหลเชื่องมงาย เชื่อผิดเชื่อถูกอะไรก็ไม่แน่ พอมีปัญญาแล้ว ก็มีเหตุมีผล รู้จักตัดสินว่า สิ่งนี้ควรเชื่อหรือไม่ และถ้าเชื่อไปแล้วต่อมาเรารู้ว่าอาจจะเชื่อยังไม่ถูกต้องทีเดียวนัก ก็ขัดเกลาความเชื่อนั้น ให้มันถูกต้องสมบูรณ์ขึ้นหรือละเอียดลออขึ้น ศีลก็เหมือนกัน ศีลคือความประพฤติ ก็ต้องมีปัญญากำกับ มิฉะนั้น ก็รู้แต่หลักความประพฤติ ประพฤติไปประพฤติมาโดยถือตามตัวอักษร บางทีกลายไปเป็นสีลัพพตปรามาส คือ ยึดถือศีลปฏิบัติศีลโดยงมงายไปก็มี ในการปฏิบัติศีลก็ต้องรู้จุดมุ่งหมายว่าศีลนี้ประพฤติปฏิบัติเพื่ออะไร ควรประพฤติแค่ไหน และรู้ว่าศีลนี้อย่างไรชื่อว่าบกพร่อง อย่างไรจึงจะสมบูรณ์ ปัญญาก็เป็นตัวช่วยในการที่จะประพฤติศีล สุตะก็อย่างที่อธิบายไปแล้วว่าต้องมีปัญญาจึงจะเข้าใจความรู้ที่ได้เล่าเรียนรับมาจากผู้อื่น และรู้จักใช้ประโยชน์ สุตะนั้นจึงจะเกิดประโยชน์แท้จริงขึ้น จาคะการเสียสละ ไม่ว่าจะเป็นการเสียสละกิเลสภายในก็ตาม หรือเสียสละวัตถุสิ่งของภายนอกก็ตาม ก็ต้องอาศัยปัญญาทั้งสิ้น ปัญญารู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเราอันนี้ ไม่ดีเศร้าหมองเป็นกิเลส เป็นความชั่วร้าย ควรจะกำจัด จะกำจัดอย่างไร ก็ต้องรู้วิธีกำจัดอีก หรือจะเสียสละภายนอก ก็ต้องรู้ว่าควรจะสละอะไร ในกรณีไหน สละไปแล้วจะเป็นประโยชน์แท้จริงหรือไม่ และรู้ว่าในโอกาสใดจะมีอะไรให้สละ ถ้าไม่มีปัญญาถึงแม้จะอยากสละก็อาจจะสละไม่เป็น สละไม่ได้ประโยชน์ก็มี พอถึงโอกาสควรสละก็ไม่รู้ มองผ่านข้ามโอกาสไปเสีย ตกลงว่าปัญญานี่แหละ เป็นตัวที่กำกับควบคุมสำหรับความเจริญทั้งหมดทั้ง ๕ ประการ และเป็นตัวช่วยให้เจริญยิ่งขึ้นไป

ปัญญานี้มีมาในหลายชื่อ เช่น มีชื่อเรียกว่า สัมปชัญญะบ้าง มีชื่อเรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิบ้าง มีชื่อเรียกว่าเป็นโยนิโสมนสิการบ้าง เป็นวิปัสสนาบ้าง เป็นปฏิสัมภิทาบ้าง มีชื่อมากมายหลายอย่างซึ่งทั้งหมดนั้นก็คือปัญญาในระดับต่างๆ กันบ้าง หรือปัญญาที่ใช้ในโอกาสในลักษณะต่างๆ กันบ้าง

ในเมื่อปัญญานี้เป็นเรื่องกว้างขวางมาก ก็คิดว่าจะเอาปัญญามาพูดในแต่ละแง่ๆ ในแต่ละชื่อ ปัญญาชื่อหนึ่ง ก็คือ ความฉลาด ความฉลาดเป็นชื่อหนึ่งของปัญญา ภาษาพระท่านเรียกว่าโกศล หรือ โกสัลละ โกศล แปลว่า ความฉลาด ความฉลาดหรือโกศล หรือเรียกแบบบาลีว่าโกสัลละ มี ๓ อย่าง คือ

๑. ฉลาดในความเจริญ เรียกว่า อายโกศล รู้ว่าอะไรเป็นความเจริญ รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะเจริญ อะไรเป็นเหตุให้เจริญ อย่างนี้เรียกว่า อายโกศล

๒. ฉลาดในความเสื่อม เรียกว่า อปายโกศล รู้ว่าอย่างไรจึงเรียกว่าเสื่อม ทำอย่างไร เหตุอะไรทำให้มันเสื่อม

๓. ฉลาดในวิธีการ เรียกว่า อุปายโกศล หรือฉลาดในอุบายนั่นเอง ได้แก่ฉลาดในอุบายที่จะหลีกเลี่ยงความเสื่อม และในวิธีการที่จะสร้างสรรค์ทำให้เกิดความเจริญ

คนเราจะต้องมีความฉลาดครบ ๓ ประการนี้ ไม่ว่าจะใช้ประโยชน์อย่างที่เรียกว่าในทางโลก หรือจะใช้ในการปฏิบัติทางธรรม ก็ต้องมีโกศลทั้ง ๓ ประการนี้ เช่นอย่างจะทำการค้า คนที่ทำการค้าก็ต้องรู้ว่า ที่กิจการของเราจะเจริญนั้น มันมีลักษณะอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้น มีเหตุการณ์อย่างไร ที่แสดงว่าเป็นความเจริญ หรือได้ผลดีจะก้าวหน้า ทีนี้ฉลาดในความเสื่อม ก็รู้ว่าถ้ามีเครื่องหมายอย่างนี้เกิดขึ้น มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นหรือ มีอะไรเกิดขึ้นในกิจการของเราอย่างนี้ ก็แสดงว่านี่จะเสื่อมแล้ว และข้อสุดท้ายก็คือฉลาดในอุบายในวิธีการที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงความเสื่อม แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและทำให้เจริญต่อไปได้ หลักโกศลนี้ เมื่อเอามาใช้ในทางธรรม ในการปฏิบัติเช่นอย่างเจริญกัมมัฏฐาน ก็ต้องรู้ว่ามันเจริญอย่างไร มันเสื่อมอย่างไร เช่นเมื่อนั่งสมาธิ ถ้ามีความรู้สึกสงบขึ้น จิตใจแน่วแน่ มั่นคง มีปีติ ความอิ่มใจ มีปัสสัทธิ เราก็รู้ว่าอันนี้เป็นความเจริญ แสดงว่าการปฏิบัติของเราก้าวหน้าแล้ว แต่ถ้าตรงข้ามมีความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น มีความรู้สึกง่วงเหงาต่างๆ เกิดขึ้น เป็นถีนมิทธะ ก็รู้ว่าอันนี้เป็นความเสื่อมเกิดขึ้นแล้ว พอรู้จักทั้งความเจริญและความเสื่อม เราก็ต้องการแต่ความเจริญ ก็ต้องแก้ปัญหา ก็ต้องฉลาดในวิธีการว่า โอ! ตอนนี้ จิตฟุ้งซ่านแล้วจะเสื่อม จะแก้ไขอย่างไร ท่านบอกว่า อ้อ ต้องใช้วิธีการอย่างนั้นๆ เราก็นำเอาวิธีการนั้นมาแก้ไข ทำให้เจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติยิ่งขึ้นไป หรือว่าสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นในใจของเราแล้ว เช่นมีปีติ มีปัสสัทธิ หรือมีสมาธิเกิดขึ้นแล้ว เราจะรักษาไว้ได้อย่างไร ก็มีวิธีในการทำให้เกิดผลอย่างนั้น ความฉลาดในวิธีการนี่ก็เป็นอุปายโกศล ต้องมีพร้อมทั้ง ๓ ประการนี้ นี้คือหลักที่เรียกว่าความฉลาดหรือโกสัลละ ๓ ประการ ซึ่งใช้ได้ทั่วไป อย่างที่บอกว่าทั้งในทางโลกและในทางธรรม ใช้ได้ในกิจการและกิจกรรมทุกอย่าง ทั้งในการเจริญกัมมัฏฐาน ในการศึกษาเล่าเรียน ฯลฯ

วันนี้อาตมภาพนำเอาหลักเรื่องโกศลทั้ง ๓ ประการนี้ มาเล่าให้โยมฟัง พอเป็นความรู้ประกอบเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องปัญญา เพราะว่าปัญญานี้มีเรื่องมาก อาจจะได้เล่ากันต่อๆ ไป ตอนนี้มีเรื่องเล่าพิเศษเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญญานี้เหมือนกันว่า คนที่มีปัญญานั้น บางทีก็อาจจะเผลอๆ ไผลๆ ได้ในเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ หรือคิดไม่ถึง เขาเล่าว่า

มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง เป็นนักวิทยาศาสตร์ใหญ่ ซึ่งแสดงว่ามีปัญญามาก เพราะกว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ใหญ่ได้ก็ต้องมีความรู้และได้ใช้สติปัญญา ทำการค้นคว้าทดลองมาจนประสบความสำเร็จ ทีนี้ ที่บ้านแกในห้องทำงาน เวลาทำงานแกก็ปิดประตู แกมีแมวอยู่ ๒ ตัว แมว ๒ ตัวนี้ก็ตัวใหญ่ตัวหนึ่งตัวเล็กตัวหนึ่ง มันคอยจะเข้ามาในห้องของแก พอเข้ามาแล้วเดี๋ยวมันก็จะออก แกก็ต้องคอยไปเปิดปิดประตูให้มันเรื่อย ทำให้เสียสมาธิในการทำงานและทำให้ยุ่งยาก วันหนึ่งแกก็เลยเรียกคนรับใช้มา บอกว่า “นี่นะ ช่วยเจาะช่องที่ข้างฝาให้สัก ๒ ช่องสิ เจาะช่องใหญ่สำหรับแมวตัวใหญ่ ช่องเล็กสำหรับแมวตัวเล็ก” คนรับใช้ก็บอกว่า “ท่านครับ ไม่ต้องเจาะถึง ๒ ช่องหรอกครับ เจาะช่องเดียวก็พอ เจาะช่องใหญ่ช่องเดียว แมวตัวใหญ่มันลอดไปแล้ว แมวตัวเล็กก็ลอดได้” แกก็จึงนึกขึ้นได้ว่า “อ๋อ! เรานี่ก็โง่ไปเหมือนกัน”

นี่ก็แสดงว่า ผู้มีปัญญานั้น บางทีก็เผลอ อันนี้ก็เป็นเรื่องเล่าเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับเรื่องปัญญา แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องตัดสินว่า ท่านนักวิทยาศาสตร์ท่านนั้นจะโง่ เป็นแต่เพียงแสดงว่าบางทีผู้รู้หรือผู้มีปัญญานี้ ก็อาจจะเผลอไผลได้เหมือนกัน เป็นความพลาดพลั้งอย่างที่เรียกว่า “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” ตัวอย่างนี้ก็เป็นกรณีสำหรับให้เห็นว่า นักปราชญ์ก็รู้พลั้ง หรือผู้มีปัญญาก็ยังมีการพลาดได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ปัญญาก็มีคุณมาก อาจจะเป็นได้ว่า ตอนนั้นท่านคิดไม่ถึงหรือว่าอาจจะขาดสติมาช่วย ดังนั้น ท่านจึงสอนไว้ว่า ในการเจริญปัญญานั้นจะต้องมีสติอยู่ด้วยเสมอ

ความจริงสติกับปัญญานั้น เป็นของที่มักจะมาคู่กัน ในภาษาไทย เวลาเราพูดเรามักจะพูดคู่กันไปว่าสติปัญญา และมีอีกคำที่คู่กันบ่อยก็คือ สติสัมปชัญญะ สัมปชัญญะ เป็นคำที่มีความหมายเหมือนกับปัญญา คือเป็นปัญญาในลักษณะหนึ่ง ท่านบอกว่าเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกับปัญญา หรือเป็นคำที่ใช้แทนปัญญาได้ แต่ใช้แทนในบางกรณี

เรื่องปัญญาที่มีชื่อเรียกต่างๆ นี้ ถ้ามีโอกาส อาตมภาพจะได้นำมาเล่าให้คุณโยมฟังต่อๆ ไปข้างหน้า สำหรับวันนี้ก็คิดว่าพอสมควรแก่เวลา ขออนุโมทนาโยมเท่านี้ เจริญพร

เครื่องวัดความเจริญของชาวพุทธ (อารยวัฒิ)

จาคะ

No Comments

Comments are closed.