- จัดงานวิสาขบูชา อย่าอยู่แค่หน้าตา ต้องไปให้ถึงเนื้อตัว
- ควรแสดงความคิดเห็นกัน บนฐานของความรู้
- เรื่องความสามัคคี
- เรื่องเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
- รู้จักสังคมที่ว่าพัฒนาแล้ว ให้ชัดขึ้นอีกหน่อย
- สถานะของคณะสงฆ์ ตามกฎหมายและประเพณีของรัฐไทย
- มองสันติอโศกในแง่เป็นความรู้
- ความรู้ที่ทำให้รู้ทัน
- ลาออกจากมหาเถรสมาคม – ลาออกจากรัฐบาลไทย
- หน้าตา ให้คนอื่นทำถวาย แต่เนื้อตัว มหาเถรฯต้องทำเอง
- เนื้อตัว ที่ทุกหน่วยช่วยทำได้
- – ข้อคิด – ชอบแสดงความเห็น แต่ไม่หาความรู้
มองสันติอโศกในแง่เป็นความรู้
ต้องย้อนกลับไปเรื่องสันติอโศกนิดหน่อยก่อน จึงจะเข้าใจเรื่องราวชัดขึ้น ภูมิหลังเรื่องสันติอโศกนั้นจะเข้าใจง่าย ๆ ก็เอาตอนที่เรื่องปรากฏเด่นชัดออกมาในสังคม เท่าที่จำได้ ตอนนั้น พลตรี จำลอง ฯ สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังธรรม ท่านโพธิรักษ์ก็ออกมาสนับสนุน ก็เกิดเป็นเรื่องราวทางสื่อมวลชน เช่นว่าพระมายุ่งกับการเมือง ก็เลยเป็นเรื่องที่เรียกว่ามีปัญหากับคณะสงฆ์ อันนี้เป็นภาษาง่าย ๆ แต่จริง ๆ แล้วเป็นการมีปัญหากับกฎหมายบ้านเมือง
ทีนี้ การที่เราไปพูดอย่างนั้นว่าท่านโพธิรักษ์มีปัญหากับคณะสงฆ์ ก็เหมือนกับว่าคณะสงฆ์เป็นกลุ่มหนึ่งที่แตกแยกกับโพธิรักษ์ หรือสันติอโศก นี้เป็นการพูดแบบภาษาชาวบ้าน แต่ในภาษาราชการใช้ไม่ได้ มันทำให้เข้าใจผิด เหมือนกับมีคนพวกหนึ่งตั้งตัวขึ้นมาแล้วบอกว่า เขาเป็นปฏิปักษ์กับท่านนายกฯ ทักษิณ ก็ไม่ถูก หรือมีโจรขโมยหรือผู้ก่อการอะไรคณะหนึ่งขึ้นมา ถ้าเขาบอกว่าเขากบฏต่อท่านทักษิณ มันก็ไม่ถูก มันเป็นเรื่องปัญหาต่อรัฐ หรือต่อกฎหมายบ้านเมือง ทีนี้เรื่องของสันติอโศก ก็เป็นกรณีปัญหาต่อระบบบริหารการคณะสงฆ์ ต่อพระศาสนาและกฎหมายบ้านเมือง
ตอนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้น ก็มีเรื่องวุ่นวาย คือทางสันติอโศกไม่ยอมรับการปกครองของคณะสงฆ์ ท่านโพธิรักษ์บอกว่า ท่านลาออกจากมหาเถรสมาคมแล้ว คำว่า “ลาออกจากมหาเถรสมาคม” ก็เป็นสำนวนชนิดหนึ่ง แต่ความหมายที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังหรือตัวความหมายที่แท้ก็คือ ท่านไม่ยอมขึ้นต่อการปกครองของคณะสงฆ์
ตอนนี้เรื่องก็กลายเป็นข้อถกเถียงกัน ประชาชนก็ไม่เข้าใจ หรือไม่ชัด หรือกระทั่งสับสนกัน ว่าพระจะลาออกจากมหาเถรสมาคมนี้ คืออะไร ทำได้ไหม หรือจะได้อย่างไร ทีนี้ก็มีหนังสือพิมพ์บางฉบับลงข่าว
ตามข่าวนั้น คิดว่าจำไม่ผิด ท่านพลตรีจำลองพูดได้ความว่า มหา-เถรสมาคมเป็นสมาคมหนึ่ง เมื่อเป็นสมาคม ก็ลาออกได้ซิ อาตมาได้อ่านดูก็นึกว่า เอ…ท่านจะพูดเล่นไหม แต่การพูดเล่นในสถานการณ์แบบนี้เห็นจะไม่เหมาะ คนกำลังสับสน กำลังเข้าใจผิด มันก็ยิ่งทำให้เขวกันใหญ่ คิดว่าจำไม่ผิด เป็นวาทะของพลตรีจำลอง เมื่อท่านพูดไป ก็ยิ่งพาสับสนใหญ่
ก็เลยเทียบให้ฟังว่า เหมือนกับรัฐบาลปกครองประเทศ มหาเถรสมาคมก็ปกครองคณะสงฆ์ เป็นรัฐบาลฝ่ายอาณาจักรกับรัฐบาลฝ่ายพุทธจักร ในฝ่ายของอาณาจักร หากมีชาวบ้านคนหนึ่งพูดว่า ฉันลาออกจากรัฐบาลไทยแล้ว คุณจะมาปกครองฉันไม่ได้นะ อย่างปัจจุบัน ฉันไม่ชอบท่านนายกฯทักษิณ ฉันลาออกจากรัฐบาลไทยแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านนายกฯทักษิณ จะมาสั่งอะไรเกี่ยวกับฉันไม่ได้ อย่างนี้ได้ไหม มันก็ไม่ได้ นี่ก็เหมือนกัน ในเมื่อเป็นพระอยู่ในประเทศไทย ก็อยู่ภายใต้กฎหมายไทย กฎหมายคณะสงฆ์ก็ปกครองทั่วประเทศ นี่ก็ปัญหาอันหนึ่ง
ทีนี้ปัญหาของท่านโพธิรักษ์ก็มีหลายเรื่อง เช่นเรื่องอวดอุตตริมนุสสธรรม และเรื่องของการบวชที่ว่าถูกต้องหรือเปล่า ไปจนกระทั่งว่าแต่งกายเลียนแบบหรือเปล่า ก็เป็นคดีความขึ้นศาล ศาลก็ไต่สวนว่ากันหลายปี ในที่สุดก็ตัดสินออกมาว่าทางสันติอโศกผิด แล้วใช้วิธีรอลงอาญา กี่ปีไม่ทราบ
ที่พูดมานี้ก็คือว่า เป็นเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับกฎหมายบ้านเมืองด้วย ตอนนี้กฎหมายไม่ใช่เฉพาะฉบับเดียว ไม่ใช่เฉพาะกฎหมายคณะสงฆ์เท่านั้น แต่มีกฎหมายอื่น ๆ ที่ศาลทางบ้านเมืองเอามาใช้ตัดสินไปแล้ว แต่ศาลบ้านเมืองก็ต้องตัดสินตาม พรบ. คณะสงฆ์ด้วย เพราะกฎหมายคณะสงฆ์เป็นกฎหมายที่บ้านเมืองตราออกมา แต่รวมความก็คือได้ตัดสินไปแล้ว
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องมองดูตามความเป็นจริง ว่าสถานะตามกฎหมายเป็นอะไรอย่างไร แล้วสถานะของสันติอโศกในทางกฎหมายก็มีเรื่องที่เป็นมาอย่างนี้
ถึงตอนนี้ก็จึงมีเรื่องซ้อนขึ้นมาอีกว่า ไม่ใช่แค่ว่าจะเอาหน่วยอะไรย่อยๆ ในเมืองไทย มาจัดงานร่วมกับมหาเถรสมาคมเท่านั้น แต่ถ้าเรื่องเป็นตามที่ว่านั้น มันอาจจะกลายเป็นเรื่องขององค์กรที่ผิดกฎหมายหรือเปล่า ซึ่งจะต้องไปว่ากันตามกฎหมาย และรัฐบาลนี่แหละจะต้องพิจารณาก่อน เพราะรัฐบาลเป็นผู้รักษากฎหมาย เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
แล้วก็ชอบพูดกันนักว่าเราจะเป็นนิติรัฐ จะให้เป็น rule of law ถ้าจะเอาอย่างนั้น ก็ต้องทำให้มั่นคงจริงจัง มิฉะนั้นจะมาอ้างกันได้อย่างไร เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ใช่จะมาอ้างกันได้ง่ายๆ ต้องทำให้เป็นแบบอย่าง เป็นแบบแผน ต่อไปเบื้องหน้าประเทศไทยจะได้มีหลัก
นี่ก็เป็นปัญหาขึ้นมาว่าจะทำอย่างไร เท่ากับเป็นปัญหาซ้อนอีกชั้น
แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ลองนึกดูว่า ถ้าเราเป็นมหาเถรสมาคม เขาจะให้ทำงานกับกลุ่มที่ตัวรู้อยู่ว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (แล้วก็บอกมานานแล้วว่าจะไม่ยอมเชื่อฟังตัวด้วย) ถ้าไปตกลงทำ ก็เท่ากับยอมรับฐานะทางกฎหมายของเขาหรือเปล่า แล้วตัวมหาเถรสมาคมเองจะมีความผิดไหม ถ้ามหาเถร-สมาคมคิด ตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นขึ้นมาอีก รวมแล้วก็คือทำให้เกิดเรื่องยุ่งๆ

No Comments
Comments are closed.