ถ้ายังยึดตัวเป็นใหญ่ ก็สามัคคีจริงไม่ได้ ถ้ามีอะไรที่ยอมยกให้ใหญ่กว่าตน คนก็จะรวมกันได้จริง

23 พฤษภาคม 2535
This entry is ส่วน 5 ของ 18 in the series สามไตร

ถ้ายังยึดตัวเป็นใหญ่ ก็สามัคคีจริงไม่ได้
ถ้ามีอะไรที่ยอมยกให้ใหญ่กว่าตน คนก็จะรวมกันได้จริง

อะไรเล่าที่จะช่วยให้เกิดความสามัคคีได้ คนเรานี้จะยอมให้แก่ส่วนรวมได้ ก็ต่อเมื่อเสียสละตนเองได้

ทําอย่างไรคนจะสละตนเอง หรือเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวได้ ก็ต้องมีสิ่งที่สูงเหนือกว่าตัวของเขา ที่เขาจะยอมเสียสละตนให้ได้

ยกตัวอย่างเช่น เวลาเข้าที่ประชุม ก็จะมีการถกเถียงกัน หาข้อมูล หาความจริง หามติที่จะทําการได้ ให้เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา

ถึงตอนนี้ก็อยู่ที่ใจของคนที่เข้าประชุม ถ้าใจของทุกคนที่เข้าประชุมมีจุดหมายอันหนึ่งที่มุ่งไป ซึ่งอาจจะเป็นตัวความจริงที่ต้องการรู้ หรือมุ่งไปที่ประโยชน์ของส่วนรวม ถ้าใจที่มุ่งหมายนั้นแรงกล้ามาก จะทําให้แต่ละคนยอมสละความรู้สึกเกี่ยวกับตัวตนได้

ถึงแม้จะเถียงกันอย่างไรก็ตาม ถ้าเขาเห็นแก่ความจริง หรือเห็นแก่ประโยชน์ร่วมกันนั้นแรงกล้า ถ้าใจเขามุ่งหาความจริงอย่างแน่วแน่ ใจเขามุ่งเอาธรรมแล้ว อย่างนี้เรียกว่า ถือธรรมเป็นใหญ่

ถ้าใจมุ่งไปที่ธรรมเป็นจุดหมายอย่างแรงกล้าแล้ว เขาจะไม่รู้สึก ไม่นึกถึง ไม่ใส่ใจการกระทบกระทั่งส่วนตัว ถึงจะมีการพูดจารุนแรง หรือมีความเห็นไม่ลงกัน อะไรก็ตาม ก็ไม่เป็นไร เขาจะยอมได้ ทุกคนยอมได้เพื่อเห็นแก่สิ่งสูงสุดที่เป็นเป้าหมายนั้น ตรงนี้แหละจะสําเร็จ

แต่ถ้าไม่มีสิ่งสูงสุดนี้ การประชุมนั้นจะกลายเป็นการเอาแพ้เอาชนะกัน เป็นการแสดงว่า ฉันเก่งกว่า ฉันเหนือกว่า เกิดการกระทบกระทั่งโกรธเคืองอะไรต่างๆ แล้วก็จะมีปัญหาในการประชุม

ดังได้พบกันว่า ในเมืองไทยเรามีปัญหาเรื่องนี้มาก คือเวลาประชุมกัน ก็ออกนอกเรื่องบ้าง ทะเลาะกันบ้าง มัวอวดภูมิบ้าง ก็เลยไม่ได้มติที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมเท่าที่ควร เพราะคนมัวติดความรู้สึกว่า จะเสียศักดิ์ศรี หรือจะเอาแพ้เอาชนะกัน ก็เลยเกิดเถียงกัน โกรธกัน เสียเรื่องไป แทนที่จะเข้าสู่เรื่องที่ต้องการ แทนที่จะได้มติที่เป็นประโยชน์ ก็ไม่ได้

ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่พูดกันว่า เหมือนกับเราแพ้ฝรั่ง

ฝรั่งเขาเถียงกันอย่างไร จะหน้าดําหน้าแดง ว่ากันไป ก็เอาเฉพาะเนื้อหาแท้ๆ ไม่มายุ่งกับเรื่องตัวบุคคล และเถียงกัน ก็ไม่โกรธกัน ออกจากที่ประชุมไปแล้ว ก็แล้วกันไป

แต่ของเรานี่ เวลาเถียงกัน จะมีความรู้สึกกระทบกระทั่งที่ตัวตนมาก ส่วนความรู้สึกที่มุ่งไปสู่จุดหมาย จะเป็นการหาความจริง หรือเรื่องประโยชน์ส่วนรวมก็ตาม ก็เลยหายไป มาติดอยู่แค่ความรู้สึกกระทบกระทั่งส่วนตัว

ฉะนั้น จะต้องมีสิ่งหนึ่งที่เรายอมรับสูงสุดขึ้นมาเหนือตัวตน ที่จิตของเราไปจับไปยึด หรือเป็นความหมายมุ่งอย่างแรงกล้าของจิตใจ ที่จะทําให้เราลอยพ้นเหนือความรู้สึกยึดติดในตัวตน

เรื่องความสามัคคีก็อย่างเดียวกันนี้แหละ เราจะต้องมีอะไรอย่างหนึ่งที่ทุกคนรู้สึกว่าสําคัญ มีความรู้สึกรัก หรือมองเห็นความหมายแก่ชีวิต และแก่สังคมอย่างสูง จนกระทั่งลอยพ้นเหนือความรู้สึกยึดถือในตัวตน

ถ้าได้หลักนี้มาแล้ว เราจึงจะสามารถมีความสามัคคีที่แท้จริง ถึงตอนนั้น ความรู้สึกที่เกี่ยวกับตัวตน ที่จะยึดในตัวตน ที่จะให้ความรู้สึกว่ายอมกันไม่ได้ ก็จะหายไป เราจะยอมกันได้

คนไทยมีลักษณะที่ยอมกันไม่ได้นี้แรงมาก จึงต้องมีสิ่งที่สูงกว่าเหนือกว่าตัวตนขึ้นมายกใจให้หลุดขึ้นไป ที่เราจะยอมสละตัวตนให้กับสิ่งนั้นได้

คนไทยเรามีความรู้สึกผูกพันต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างสูงเช่นนั้นหรือไม่ เราจะต้องหาจุดมุ่งอันนี้ให้ได้ ถ้าหาจุดมุ่งจุดมั่นที่รวมใจนี้ไม่ได้ ความสามัคคีก็ไม่สําเร็จ

ลองสํารวจดู เช่นว่า ความรู้สึกผูกพันกับความเป็นไทยมีแรงกล้าพอไหม ถ้าความเป็นไทยแรงกล้าเหนือความรู้สึกยึดมั่นในตัวตนเมื่อไร เมื่อนั้นเราจะยอมกันได้ ยอมกันได้เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของชาติไทย อย่างนี้เป็นต้น

ในเมืองไทย เราจะยอมกันไม่ได้ในยามปกติ ต้องรอต่อเมื่อมีเหตุเภทภัยแก่ประเทศชาติอย่างเห็นชัดเจนเฉพาะหน้า จึงจะยอมตัวให้ แต่ในเรื่องระยะยาวแล้ว เราไม่ค่อยจะยอม ทําไม่ค่อยได้ ฉะนั้นจะต้องปลูกฝังความรู้สึกนี้ขึ้นมา

รวมความโดยสาระว่า จะต้องมีสิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นความหมายให้ความสําคัญอย่างสูงสุด เหนือกว่าตัวตนของเราแต่ละคน ซึ่งจะทําให้เราข้ามพ้นหรือยอมสละตัวตนของเราเพื่อสิ่งนั้นได้ เมื่อนั้นแหละความสามัคคีที่แท้จริง จึงจะเกิดขึ้นได้

ถ้าไม่มีสิ่งนี้แล้ว คนสามัคคีกันจริงได้ยาก เพราะว่าตัวตนยังเป็นสิ่งสูงสุดของแต่ละคน เมื่อแต่ละคนยึดมั่นในตัวตน ความกระทบกระทั่งตัวตนก็ย่อมมีขึ้นได้ง่าย แล้วก็รู้สึกที่จะผูกพันเอาตัวตนไว้ก่อนอย่างอื่น

ที่ว่ามานี้ เป็นเรื่องแง่คิดอย่างหนึ่งที่ขอยกมาพูดในวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทําหน้าที่ของเรา ในฐานะที่เป็นบุคคลผู้หนึ่งที่มีความผูกพันต่อส่วนรวม

ทั้งนี้ เพื่อให้สําเร็จผลอย่างนั้น

ข้อที่หนึ่ง ก็อย่างที่ว่าแล้ว คือ ต้องมีความสามัคคีที่แน่นหนา ซึ่งถ้าสํารวจได้ว่ายังขาดอยู่ ก็แสดงว่าการทําประโยชน์แก่ส่วนรวมของเรายังได้ผลไม่เต็มที่ เมื่อใดเรามีความสามัคคีแน่นหนา เราจะรวมกําลังกันได้เต็มแรง และทําประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้เต็มที่

ข้อที่สอง คือการใช้ปัญญาอย่างจริงจัง ซึ่งหมายถึงว่า เราต้องมีความรู้ความเข้าใจสังคมไทยแท้จริง และไม่ประมาทในการพัฒนาปัญญา ให้รู้ช่องทางที่จะช่วยเหลือหรือพัฒนาสังคม ให้เห็นจุดเห็นแง่ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้แก่ประเทศชาติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราจะทําหน้าที่ต่อตนเองก็ตาม จะทําหน้าที่ต่อสังคมก็ตาม ก็ต้องทําหน้าที่นั้นให้ถูกต้อง คือปฏิบัติหน้าที่ให้ตรงตามธรรม

เมื่อเราปฏิบัติตามธรรมเมื่อไร ก็เรียกว่านําธรรมะมาใช้ เป็นการปฏิบัติธรรมให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่ต่อตนเอง และต่อสังคม ชนิดที่เป็นการพัฒนาอย่างถูกต้อง และเมื่อนั้น มันก็จะได้ผลจริง

สามไตร

ทําอย่างไรจะให้คนไทย มีความสามัคคีกว้างใหญ่ และยืนยาว สามไตร ถ้าทําได้ ก็พอให้เป็นชาวพุทธแท้

No Comments

Comments are closed.