ศรัทธา
เจริญพร วันนี้อาตมภาพคิดว่า จะกล่าวธรรมกถาเพียงสั้นๆ โดยปรารภเรื่องศรัทธา โดยที่ว่าได้พูดเรื่องอารยวัฒิ ที่จะพูดเรื่องศรัทธาในวันนี้ ก็คือความเจริญของอริยสาวกไว้ ๕ อย่าง ได้แก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ศรัทธาเป็นข้อแรก เมื่อพูดไปแล้วก็นำมาขยายความเป็นข้อๆ ไป อีกอย่างหนึ่ง ก็ปรารภถึงการที่คุณโยมเป็นผู้มีศรัทธาในพระศาสนา บำรุงพระสงฆ์ ให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรมอยู่เป็นประจำ การที่โยมได้มีศรัทธาปฏิบัติในทางพระศาสนาอยู่สม่ำเสมอเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นที่น่าอนุโมทนา จึงควรจะนำคำว่า ศรัทธานั้นมากล่าว มาชี้แจงอธิบายหรือกล่าวถึงคุณประโยชน์
ศรัทธานี้ เป็นองค์ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงบ่อยๆ โดยมากตรัสไว้เป็นข้อแรก แล้วข้อสุดท้ายก็มักจะตรัสปัญญากำกับไว้ หมายความว่า ที่ท่านสอนให้มีศรัทธานั้น ท่านจะสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาควบคุมไว้ด้วยเสมอ เพื่อให้ศรัทธาเป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผลแล้ว ก็จะได้ผลได้อานิสงส์เจริญก้าวหน้าในคำสอนของพระพุทธเจ้า
ว่าถึง ลักษณะของศรัทธา ท่านกล่าวไว้ว่า ศรัทธานั้นมีลักษณะผ่องใส คือทำจิตให้ผ่องใส ในสมัยโบราณนิยมใช้วัตถุหรือสารชนิดหนึ่ง ที่ช่วยให้น้ำใส น้ำในแม่น้ำลำคลองนั้น เราตักเอามาใหม่ๆ มักจะขุ่น เขาก็เอาวัตถุชนิดนี้ คือสารส้ม ไปแกว่ง สักพักหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ขุ่นมัวก็ลงไปนอนกันอยู่ข้างล่างหมด น้ำก็จะใสทั้งตุ่ม หรือทั้งภาชนะนั้น สารส้มนี้เป็นเครื่องทำให้น้ำใสฉันใด ศรัทธาก็ทำให้จิตใจผ่องใสฉันนั้น ผู้ใดมีศรัทธา จิตใจก็จะผ่องใส
อีกอย่างหนึ่ง ท่านบอกว่า นอกจากผ่องใสแช่มชื่นเบิกบานแล้ว ศรัทธามีลักษณะพุ่งแล่นไป คือทำให้จิตพุ่งแล่นไป หมายความว่าพุ่งแล่นไปหาสิ่งที่ดีงาม เมื่อเราเชื่อเราเลื่อมใส เช่นมีความเชื่อในพระรัตนตรัย จิตก็จะพุ่งแล่นไปหาพระรัตนตรัย เมื่อจิตไปอยู่กับสิ่งที่ดีงามแล้ว สิ่งที่ดีงามนั้นก็นำเราก้าวหน้าไปในสิ่งที่ดีงามยิ่งๆ ขึ้นไป เช่นว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เราละเว้นความชั่ว ทำสิ่งที่ดีงาม เมื่อเรามีศรัทธาคือเชื่อ เราก็ปฏิบัติตามนั้น ก็เลยได้ทำสิ่งที่ดีงามเป็นบุญเป็นกุศล แล้วก็เกิดความเบิกบานผ่องใสยิ่งขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น ศรัทธาจึงเป็นองค์ธรรมที่สำคัญมากที่จะช่วยให้เราก้าวหน้าไปในธรรม หรือแม้แต่ในการดำเนินชีวิตโดยทั่วไป
เมื่อศรัทธามีลักษณะผ่องใส และพุ่งแล่นไป ศรัทธาจึงมีคุณประโยชน์หลายอย่าง
อย่างแรกก็คือทำให้มีกำลัง คนที่มีศรัทธานั้น จะมีกำลัง มีพุทธภาษิตว่า สทฺธาย ตรติ โอฆํ แปลว่า คนย่อมข้ามห้วงน้ำได้ด้วยศรัทธา คำว่าห้วงน้ำนี้ก็มีทั้งห้วงน้ำสามัญและห้วงน้ำในทางธรรม ห้วงน้ำสามัญก็คือทะเลใหญ่หรือมหาสมุทร ในสมัยโบราณ คนที่เดินทะเล วิ่งเรือไปในมหาสมุทร จะรู้สึกอ้างว้างมาก เป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างยิ่งทีเดียว แม้แต่ในสมัยปัจจุบันก็ยังมีความน่ากลัวอยู่ เพราะมองไม่เห็นฝั่ง เห็นแต่ขอบฟ้า จุดมุ่งหมายนั้น แม้เราจะรู้แต่เราก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอย่างไร จะไปถึงหรือไม่ จะประสบอะไรบ้างในระหว่าง แต่ถ้ามีความเชื่อมั่น มีศรัทธา ซึ่งในที่นี้หมายถึงความเชื่ออย่างธรรมดา เช่นเชื่อว่าทางที่เราไปนี้ถูกต้องแล้ว จะไปถึงจุดมุ่งหมายแน่นอน และเราได้ตระเตรียมการไว้อย่างเพียงพอ เรามีกำลัง เรามีความสามารถ เรือของเราใหญ่พอ แน่นหนาแข็งแรง มีกัปตันที่สามารถเป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่น ถ้าได้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว มีความเชื่อมีศรัทธาเกิดขึ้นแล้ว ก็มีกำลังที่จะเดินทางไปในทะเล และก็ข้ามไปจนสำเร็จ แต่ถ้าไม่มีศรัทธา ไม่มีความเชื่อมั่นอย่างนี้ คนก็จะท้อถอย ท้อแท้ หมดกำลัง อาจจะถึงกับไม่กล้าลงเรือ ไม่กล้าที่จะวิ่งเรือออกไปทีเดียว เพราะฉะนั้น ศรัทธาจึงเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้เราก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จ อย่างที่ว่าข้ามโอฆะ ข้ามห้วงน้ำใหญ่ ก็ข้ามได้ด้วยศรัทธา
ในทางธรรมก็เหมือนกัน ห้วงน้ำใหญ่ที่เป็นนามธรรม ก็คือวัฏฏสงสาร หรือความเป็นไปในชีวิตของเรานี้ ซึ่งเรามองไม่เห็นจุดหมายข้างหน้า ที่ไปข้างหน้าไม่มีความแน่นอน แล้วก็ไม่รู้ว่าจะพบอุปสรรคอะไร แต่ถ้าเรามีศรัทธา มีความเชื่อต่อพระรัตนตรัย เชื่อต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อเชื่อแล้วเราก็มองเห็นจุดหมาย เราเชื่อในคำสอนของพระองค์ว่า สอนถูกต้อง เราจะดำเนินตามนี้แหละอย่างมั่นใจ นอกจากนั้นก็ต้องเชื่อในตัวเราเองที่บำเพ็ญปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ด้วยว่าเมื่อจะปฏิบัติอย่างนี้ เรามีทุนมีรอนเพียงพอ ตัวเราก็เหมือนกับคนเดินทางที่เตรียมสะเบียงพรั่งพร้อมแล้ว ในเมื่อตัวเราเองเป็นคนที่มีจิตใจเปี่ยมด้วยคุณธรรม เราก็เหมือนกับกัปตันที่มีความสามารถ มีความชำนาญ ซึ่งมีความมั่นใจตนเองว่าจะสามารถเดินเรือก้าวหน้าไปด้วยดีจนถึงจุดหมาย เราจะเดินทางไปสู่ความสุขความเจริญได้ แม้แต่ในระหว่างที่อยู่ในสังสารวัฏฏ์นี้ ถ้ามีศรัทธาอย่างนี้แล้ว ก็สามารถข้ามโอฆสงสาร ข้ามห้วงแห่งความทุกข์ ข้ามทะเลแห่งชีวิตนี้ไปสู่ความสุข ไปสู่จุดหมายของพระพุทธศาสนาได้ และแม้แต่ในระหว่างที่ยังเดินทางอยู่ ศรัทธาก็จะทำให้เรามีความสุขตลอดเวลาอีกด้วย
เพราะฉะนั้น ศรัทธาจึงเป็นกำลัง การที่เราจะทำอะไรต่างๆ ทำความดีงาม ทำบุญกุศลให้สำเร็จได้ ก็ด้วยอาศัยมีศรัทธานี้เป็นกำลังผลักดันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ศรัทธานี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นกำลังให้เราทำอะไรต่ออะไรได้เป็นผลสำเร็จ นี้เป็นด้านที่ ๑ ที่ว่าเมื่อมีศรัทธาแล้ว ก็ทำให้มีกำลัง
ทีนี้ นอกจากมีกำลังแล้ว ลักษณะของศรัทธา ประการที่ ๒ ก็อย่างที่กล่าวเมื่อกี้ คือ ตลอดเวลาในขณะที่เรามีศรัทธาและกำลังเดินทางอยู่นั้น จิตใจของเราก็ผ่องใสเบิกบานมีความสุขไปด้วย ท่านเรียกศรัทธานี้ว่าเป็นเพื่อนใจของคน คนที่มีศรัทธานั้น เหมือนมีเพื่อนใจ มีเพื่อนอยู่ข้างใน ไม่ว้าเหว่ไม่อ้างว้าง คนทั่วไปนั้นถ้าอยู่คนเดียวแล้ว มีทางที่จะว้าเหว่ได้มาก หรือแม้แต่ไปอยู่ท่ามกลางคนอื่น แต่ถ้าเขาไม่เอาใจใส่เรา เราก็ว้าเหว่เหมือนกัน เหมือนกับไม่มีเพื่อน แต่ถ้าเป็นคนที่มีศรัทธา จิตใจประกอบด้วยศรัทธา มั่นใจในคุณธรรมความดี มั่นใจ เชื่อในพระรัตนตรัย จิตใจก็ผ่องใสเบิกบานได้ เหมือนกับมีเพื่อนอยู่ในตัวเอง ศรัทธานี้จะเป็นเพื่อนใจที่อยู่ภายในตัวของเราตลอดเวลา ทำให้ไม่อ้างว้าง ไม่ว้าเหว่ มีความอบอุ่นใจอยู่ได้เสมอ เป็นเพื่อนที่แน่นอนยิ่งกว่าเพื่อนภายนอก เพราะว่าเพื่อนภายนอกนั้นจะอยู่กับเราตลอดเวลาไม่ได้ แล้วบางเวลาเพื่อนก็ช่วยได้บ้าง ช่วยไม่ได้บ้าง โดยเฉพาะข้างในจิตใจนั้น ไม่มีใครสามารถเข้าไปช่วยถึงได้ทุกกาลทุกเวลา แต่ถ้ามีศรัทธาแล้ว ศรัทธานี้แหละจะเป็นเครื่องปลอบประโลมใจ ทำให้เกิดความแช่มชื่นผ่องใส มีความอบอุ่นใจอยู่ได้ตลอดทุกเวลา อันนี้ก็เป็นคุณานิสงส์อีกประการหนึ่งของความมีศรัทธานี้เป็นประการที่สอง
ต่อไปประการที่ ๓ ก็คือ ศรัทธานั้นย่อมนำไปสู่ปัญญา เพราะเมื่อมีความเชื่อ เช่นเชื่อพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ทำให้เข้ามาฟังคำสอนของพระองค์ เมื่อฟังคำสอนของพระองค์แล้ว ก็ได้รับความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น มีปัญญามากขึ้น ยิ่งเมื่อได้ปฏิบัติตามก็ได้ประจักษ์ได้รับความรู้ซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัตินั้น แจ้งกับตนเอง ก็ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีศรัทธา เมื่อปฏิบัติถูกต้อง ก็เจริญด้วยปัญญายิ่งๆ ขึ้นไป จนกระทั่งในที่สุดก็บรรลุจุดหมายแห่งคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ศรัทธานี้ก็พัฒนาจากศรัทธาเบื้องต้นที่เป็นโลกิยะ กลายเป็นศรัทธาที่เป็นโลกุตตระ
ศรัทธานั้นท่านแบ่งเป็นสองอย่าง อย่างแรกเป็นขั้นโลกิยะ ศรัทธาที่เป็นโลกิยะ ก็คือศรัทธาของคนทั่วๆ ไป เช่นเมื่อเรามีความเชื่อในพระรัตนตรัย ความเชื่อของเรานี้ เกิดจากการที่ได้ถ่ายทอดกันมาบ้าง เกิดจากการสดับตรับฟังบ้าง ตลอดจนเกิดจากการมองเห็นเหตุผลด้วยปัญญาเบื้องต้นบ้าง แต่เรายังไม่ได้ประจักษ์ผล ไม่ได้บรรลุมรรคผลด้วยตนเอง เราก็มีความเชื่อที่เป็นศรัทธาฝากไว้กับท่านผู้อื่น ฝากไว้กับพระรัตนตรัย ฝากไว้กับพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ครั้นเราเจริญก้าวหน้าไปในธรรม ด้วยอาศัยศรัทธานั่นแหละ ได้ปฏิบัติบรรลุคุณธรรมไปจนกระทั่งบรรลุมรรคผล ก็ได้ประสบผลประจักษ์ในการปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง เมื่อนั้นความเชื่อความเลื่อมใส หรือศรัทธานี้ก็จะมั่นคงหนักแน่น ไม่คลอนแคลน ไม่หวั่นไหว เรียกว่าเป็นโลกุตตรศรัทธา เพราะประจักษ์ผลแก่ตนเอง ศรัทธาที่นำไปถึงขั้นโลกุตตรแล้วก็ให้บรรลุจุดหมายของพระพุทธศาสนา บรรลุวิมุตติ ความหลุดพ้น บรรลุนิพพานต่อไป
อันนี้ ก็เป็นคุณานิสงส์ต่างๆ ซึ่งสามารถจะเกิดได้จากศรัทธา อาตมภาพก็ขออนุโมทนาโยม ที่มีศรัทธาในพระศาสนา มีความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย จึงทำให้สามารถบำเพ็ญบุญกุศลต่าง ๆ เป็นอันมาก ทั้งในส่วนทาน ส่วนศีล และส่วนภาวนา เช่นการฟังธรรมเป็นต้น ดังที่อาตมภาพได้กล่าวมาแล้ว ก็ขอให้โยมได้รับอานิสงส์แห่งศรัทธานั้น ทั้งในด้านที่เป็นกำลังที่จะทำให้ทำความดียิ่งขึ้นไป ทั้งในด้านที่เป็นความแช่มชื่นเบิกบานผ่องใสของจิตใจ อย่างที่กล่าวว่ามีเพื่อนในใจนั้น และในด้านที่เจริญด้วยปัญญาให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า จนถึงที่สุดบรรลุจุดหมายของพระศาสนาดังกล่าวมานั้น
อาตมภาพขอกล่าวธรรมกถาในวันนี้ เรื่องศรัทธาโดยสมควรแก่เวลา เพียงเท่านี้

No Comments
Comments are closed.