- การสื่อภาษาเพื่อเข้าถึงสัจธรรม
- ขอบเขตและขีดจำกัดของภาษา
- เบื้องหลังความผิดพลาดและความบกพร่อง ในการสื่อภาษาและการใช้ภาษาเป็นสื่อ
- ระหว่างการใช้ภาษาเป็นสื่อ กับการมุ่งสู่ประสบการณ์ตรง จับจุดพลาดให้ถูก
- งมงายในวิทยาศาสตร์ ย่อมไม่ลุถึงวิทยาศาสตร์
- ฐานที่แท้ของการแก้ความผิดพลาด
- เมื่อรู้จักใช้ ก็ประสานประโยชน์ได้ เมื่อปฏิบัติพอดี ก็เป็นคุณทั้งหมด
- บทสรุป
เบื้องหลังความผิดพลาดและความบกพร่อง ในการสื่อภาษาและการใช้ภาษาเป็นสื่อ
นอกจากขอบเขตการสื่อสารที่ไม่สามารถให้ความรู้ได้โดยสมบูรณ์แล้ว แม้แต่ในกรณีที่มีประสบการณ์ตรงแล้ว ก็ยังมีทางผิดได้อีก
เมื่อกี้นี้บอกว่า ในการที่จะเข้าถึงความจริงนั้น ต้องมีประสบการณ์ตรง ซึ่งภาษาไม่สามารถสื่อได้เต็มที่ ทีนี้ พอถึงตัวประสบการณ์ตรงก็ยังมีปัญหาอีก ประสบการณ์ตรงอาจจะได้เป็นเพียงบางแง่บางส่วนของความจริงนั้น แล้วมีการสรุปที่ผิดพลาด โดยเอาบางแง่บางส่วนของความจริง หรือสภาพของสิ่งนั้นมาสรุปเป็นภาพรวมของสิ่งนั้นหมด แล้วก็เลยเกิดความผิดพลาดขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์อยู่ พระองค์ทรงเล่าเรื่องว่า มีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่ง ทรงเป็นคนมีอารมณ์ขัน วันหนึ่งก็ให้พวกเสนาข้าอำมาตย์ไปเอาตัวคนตาบอดแต่กำเนิดมาประมาณสัก ๕๐ คน คนตาบอดแต่กำเนิดนี้ ย่อมไม่เคยได้เห็นสีเขียว สีแดง รูปร่างสัตว์ต่างๆ อะไรต่างๆ
จากนั้นพระราชาองค์นี้ก็ให้เอาช้างตัวหนึ่งมา แล้วก็ให้คนตาบอดแต่กำเนิดเหล่านี้คลำ ให้คลำกันอยู่จนพอใจละ แต่ไม่ได้คลำทั่วตัว เอาขาให้คนนี้คลำ แล้วก็เอาหูช้างให้อีกคนหนึ่งคลำ เอางาช้างให้อีกคนหนึ่งคลำ คลำกันไปพอสมควรแล้ว พระราชาก็ถามว่า “เป็นไง ช้างเป็นยังไง รูปร่างยังไง”
ปรากฏว่าคนตาบอดให้คำตอบต่างๆ กัน คนที่คลำปลายหางช้างก็บอกว่า ช้างรูปร่างเหมือนไม้กวาด คนที่คลำขาช้างก็บอกว่า ช้างนั้นเหมือนเสา คนที่คลำหูช้าง บอกว่าช้างนั้นรูปร่างเหมือนกระด้ง ก็ว่ากันต่างๆ นานา ว่ากันมากมาย
ทีนี้พอว่าไม่ตรงกัน พวกคนตาบอดหล่านี้ก็เถียงกันเพราะว่าตัวเองได้สัมผัสจับมาเอง ก็ต้องเชื่อว่า ฉันได้เห็นความจริงแล้ว คนคลำขาช้างก็ว่าช้างต้องรูปร่างอย่างเสา คนที่คลำปลายหางช้างก็ว่าช้างต้องรูปร่างเหมือนไม้กวาด มันไม่มีทางเหมือนไม้กวาดไปได้ คนที่คลำหูช้างก็ว่า มันไม่มีทางเหมือนเสาหรอก มันต้องเหมือนกระด้ง ก็เถียงกันอยู่อย่างนี้จนจะชกต่อยกัน พระราชาก็เลยสนุกสนานหัวเราะชอบใจเอิ๊กอ๊ากไปเลย
อันนี้ก็สรุปได้ว่า คนเราบางทีแม้มีประสบการณ์ตรงก็ยังมีความผิดพลาด คือการที่จับเอาแต่บางแง่บางด้าน แล้วก็สรุปเป็นผลรวมของสิ่งนั้น นี่ก็แง่หนึ่ง
ทีนี้ ต่อไปประสบการณ์ตรงอาจะมีความผิดพลาดได้อีกอย่างไร ยกตัวอย่าง ในกรณีนี้เป็นเรื่องกระต่ายตื่นตูม เข้าใจว่าในที่ประชุมนี้ คงเคยได้ยินคำพูดว่า “กระต่ายตื่นตูม”
มีเรื่องเล่าว่า ที่ป่าแห่งหนึ่งมีต้นไม้หลายชนิดขึ้นกันอยู่อย่างหนาแน่น ทีนี้ ก็มีใบตาลแห้งๆ มาตกอยู่ใต้ต้นมะตูม เจ้ากระต่ายตัวหนึ่งก็ไปนอนที่ใต้ใบตาลภายใต้ต้นมะตูมนั้น นอนหลับสนิท ฝันสบายเชียว ปรากฏว่า พอดีผลมะตูมลูกหนึ่งมันหล่นลงมา ลูกมะตูมหล่นลงใบตาลแห้งๆ นี่เสียงมันดังมาก แล้วเจ้ากระต่ายนอนอยู่ใต้นั้น หูมันติดกับใบตาล แล้วมันกำลังฝันอยู่ ก็ทำให้เกิดจินตนาการขึ้น แล้วเสียงก็ดังอย่างมาก จึงได้ยินเสียงมะตูมหล่นดังสนั่นหวั่นไหว มันตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจก็คิดว่า โอ้โห! นี่โลกแตกแล้ว ก็กระโดดพรวดพราด ไม่ได้ตรวจสอบดูให้ดีว่ามันคืออะไร ก็วิ่งหนีเต็มที่ แล้วก็ตะโกนไปด้วยว่า
“โลกแตกแล้ว! โลกแตกแล้ว!”
เจ้าสัตว์อื่นหลายตัวพอได้ยินอย่างนี้ เห็นเจ้ากระต่ายวิ่งมาด้วยความรีบร้อนตกใจ ก็ตกใจบ้าง ไม่ได้ทันตรวจสอบอะไร ก็เอาบ้าง วิ่งตามกันไป วิ่งอย่างนี้ วิ่งอย่างนี้ จนกระทั่งกลายเป็นว่า แถวขบวนสัตว์ที่วิ่งหนีภัยโลกแตกนี้ยาวเป็นกิโลเลย จนกระทั่งไปเจอราชสีห์เข้า ราชสีห์ก็ห้ามว่า “หยุดก่อน! หยุดก่อน!”
พวกสัตว์ทั้งหลายนี้ไม่ยอมหยุด เพราะกำลังตกใจมาก ราชสีห์ต้องคำราม ฮึ่ม! ฮึ่ม! ขึ้นมา พอราชสีห์คำรามขึ้นมา สัตว์ทั้งหลายนี้ก็ตกใจกลัว ตัวกำลังตกใจต้องเจอความตกใจใหม่ พอเจอความตกใจใหม่ มันก็เลยหยุด ปรากฏว่าขบวนสัตว์ที่ตื่นตกใจวิ่งกันมาอย่างรวดเร็วนั้น ก็หยุดเป็นแถวยาวยืด พอหยุดเสร็จแล้ว ราชสีห์ก็ถามว่า “เอ้อ! พวกเจ้านี่เป็นยังไง วิ่งหนีอะไรกันมา”
สัตว์พวกนั้นมันตะโกนอยู่แล้วว่า โลกแตก ทุกตัวที่เข้าขบวนก็ตะโกนว่า “โลกแตก! โลกแตก!”
ราชสีห์ก็ถามว่า “มันเป็นยังไงที่ว่าโลกแตก ใครเป็นคนเห็น”
กวางก็บอกว่า “โน่น! เจ้าลิงเห็น”
ลิงบอก “ไม่ใช่ ฉันไม่ได้เห็น” บอกอีเก้งเห็น อีเก้งก็บอกว่า ควายเห็น ควายบอก หมูป่าเห็น ว่าซัดทอดกันเรื่อยไป
นี่คือลักษณะของการตื่นตูม พอเอาเข้าจริง พอสอบสวนก็หาตัวไม่ได้ ราชสีห์ก็เลยต้องใช้วิธีสอบสืบเรื่อยไป เจ้านี่ได้ยินจากไหนต่อๆ กันไป จนกระทั่งในที่สุดก็ได้ความว่า กระต่ายนี่เองเป็นตัวต้นเหตุ พอมาเจอกระต่าย ราชสีห์ก็ถามว่า
“แกบอกว่าโลกแตก มันเป็นยังไง”
“โอ้ย! โลกแตกสนั่นหวั่นไหวเลย”
“แกได้ยิน ได้เห็นที่ไหน ตอนนั้นแกอยู่ที่ไหน เอ้า! พาข้าไปดูซิ”
นี่เรียกว่านักสืบสวน ต้องไปให้เห็นเหตุกันไปเลย เจ้ากระต่ายก็กลัว บอกว่า “ข้าไม่กล้าไปหรอก โลกมันจะแตกแล้วจะไปอย่างไรล่ะ” ราชสีห์บอกว่า “เออน่า…ข้าเป็นประกัน แกไม่กล้าไปแกขี่หลังข้าไปได้”
เป็นอันว่า ราชสีห์ให้กระต่ายขี่หลังไป สัตว์อื่นเห็นว่าราชสีห์เป็นเจ้าป่า มีลักษณะกล้าหาญ ก็มีกำลังใจ เดินตามกันไปจนกระทั่งไปเห็นลูกมะตูมตกอยู่บนใบตาล ราชสีห์ก็อนุมานคิดหาเหตุผลเรื่องราวไปว่า เจ้ากระต่ายมันนอนอยู่ตรงนี้ มันหลับไป อะไรต่ออะไร พิจารณาไป ในที่สุดก็ อ๋อ! มันเป็นอย่างนี้เอง ก็เลยได้ความ
กระต่ายตื่นตูม คือคนที่มีประสบการณ์ตรง แต่ไม่ได้สืบสวนเรื่องราวข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้ ก็อาจจะมีความหลงผิดหรือได้ประสบการณ์ตรงซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ผิด ก็อาจจะทำให้เกิดความหลงผิดได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น การได้ประสบการณ์ตรงก็ยังไม่เป็นหลักประกันที่แน่นอน
นอกจากนั้น ความผิดพลาดนี้ ยังอาจจะเกิดจากเจ้าตัวผู้รับรู้นั่นเอง ผู้ที่รับรู้สิ่งนั้น หรือผู้ที่กล่าวภาษานั้น กล่าวถ้อยคำนั้น ทำความผิดพลาดโดยไม่รู้ตัวเอง
ความไม่รู้ตัวนี้มีสาเหตุมาจากระบวนการรับรู้ของเขาไม่ได้ให้ความจริง กระบวนการรับรู้ของเรานี่ อาจจะเกิดความผิดพลาด ทำให้ไม่ได้ความจริง ไม่ได้สัจธรรม หมายความว่ากระบวนการรับรู้นี่หลอกตัวเราเอง
มันหลอกตัวเองอย่างไร?
การรับรู้ของเราถูกย้อมสีด้วยความรู้สึกของเรา ความรู้สึกที่ชัดเจนมากก็คือ ความชอบ และ ความชัง
คนเรานี้เมื่อมีประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง พร้อมกับการรับประสบการณ์นั้น ก็จะมีความรู้สึกเกิดขึ้นคือ สิ่งทั้งหลายที่เป็นประสบการณ์ เข้ามาจะมีสิ่งที่ถูกใจและไม่ถูกใจ ซึ่งให้เกิดความสบายและไม่สบาย
ถ้าเกิดความสบายถูกใจ เราเป็นอย่างไร เราก็มีปฏิกิริยาคือชอบ ทางพระเรียก ยินดี ถ้าหากว่า มันให้ความไม่สบาย ไม่ถูกใจ เราก็ชัง หรือเกลียด หรือทางพระเรียก ยินร้าย
การรับรู้ของเรา พอมีความยินดียินร้ายเข้ามาผสม เราจะมองภาพสิ่งนั้นไปตามความรู้สึกที่ยินดียินร้ายนั้น สิ่งนั้นจะไม่ใช่ภาพที่แท้จริงของมัน มันจะผสมด้วยการย้อมสีของความรู้สึกของเราที่มีความยินดียินร้ายนั้น
เพราะฉะนั้น ในการรับรู้ในโลกที่เราบอกว่าไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่เข้าถึงสัจธรรมนี้ ตัวเหตุอันหนึ่งเกิดจากตัวเราเอง ซึ่งก็คือการรับรู้ที่ไม่บริสุทธิ์ ที่ถูกย้อมสีด้วยความรู้สึกชอบชัง หรือ ยินดียินร้าย
ทีนี้ ต่อจากกระบวนการรับรู้ คนเราจะถูกหลอกโดยกระบวนการคิด ตอนแรกกระบวนการความรับรู้ ต่อไปกระบวนการคิด กระบวนการคิดนี้ โดยหมวดใหญ่ คนเราจะคิดสองแบบ คิดอย่างหนึ่งคือ การคิดโดยปัญญาบริสุทธิ์ คือพยายามที่จะแยกแยะสิ่งที่กำลังมองเห็นวิเคราะห์ออกไป แล้วก็สืบค้นหาสาเหตุปัจจัยอะไรต่างๆ ว่า สิ่งนั้นเกิดขึ้นอย่างไรเป็นมาอย่างไร
แต่ยังมีกระบวนการคิดอีกอย่างหนึ่ง คือการคิดที่ต่อจากการรับรู้เมื่อกี้ หรือแม้แต่หยิบยกเอาเรื่องราวขึ้นมาพิจารณาแล้วก็คิด ในกรณีอย่างนี้ เราอาจจะคิดถึงสิ่งนั้นด้วยความอยากได้ ที่เรียกว่าความเห็นแก่ตัว หรือคิดด้วยความเกลียดชังมุ่งร้าย เป็นต้น
เมื่อเราอยากได้ เห็นแก่ตัว เราจะคิดอย่างหนึ่ง หรือถ้าเราเกลียดสิ่งนั้น ไม่ชอบใจ คิดในทางที่ประสงค์ร้ายต่อสิ่งนั้น เรียกว่า การทำลาย เราก็คิดอีกอย่างหนึ่ง หรือถ้าเรามีความลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งนั้น เราก็จะคิดต่อสิ่งนั้นอีกอย่างหนึ่ง
กระบวนการคิดอย่างนั้นเรียกว่า การคิดปรุงแต่ง การคิดปรุงแต่งนี้ จะทำให้สิ่งที่เรากำลังพิจารณานั้นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดความคลาดเคลื่อน ไม่สามารถเข้าถึงสัจธรรม
นอกจากนี้ ในการสื่อด้วยภาษานั้น ในขั้นสุดท้าย อาจจะมีการใช้คำพูดหรือภาษานั้นมาหลอกลวงซึ่งกันและกัน แสดงถึงการเจตนากล่าวเท็จ อันนี้ก็คือทางต่างๆ ที่ทำให้ภาษาไม่สามารถที่จะสื่อเข้าถึงสัจธรรมได้ ไม่ว่าคนจะหลงผิดหรือเข้าใจผิดด้วยตัวการรับรู้ก็ดี ด้วยกระบวนความคิดก็ดี เมื่อเขาเอาสิ่งที่เขาคิดเขารับรู้นั้นถ่ายทอดออกมา ภาษาที่เขาจะใช้จะไม่สื่อถึงความจริงที่แท้
ในเมื่อเรามองเห็นสภาพทั่วไปเกี่ยวกับความบกพร่องของภาษา ซึ่งมีขีดจำกัดในการแสดงสัจธรรมอย่างนี้แล้ว เราก็จะพูดต่อไปอีกถึงว่า ความจริงบางทีตัวภาษานั้นเองก็เป็นตัวบังสัจธรรมได้ เมื่อครู่นี้ เราพูดถึงว่ามันพยายามสื่อสัจธรรม แต่สื่อได้ไม่สมบูรณ์ ก็ทำให้คลาดเคลื่อน
นอกจากภาษาจะสื่อได้ไม่สมบูรณ์ผิดพลาดแล้ว บางทีก็เป็นตัวบังสัจธรรมเสียเองด้วย ในกรณีนี้ก็คือ การที่เราไม่รู้จักปฏิบัติต่อภาษาอย่างถูกต้องเราก็จะได้รับโทษจากภาษา อย่างที่ทางพระเรียกว่า ติดสมมติ
ยังมีความจริงที่ซ้อนอยู่ในสภาพนั้นๆ ซึ่งเรายังมองไม่เห็น ในกรณีอย่างนี้ ภาษาที่เราตกลงกันสำหรับรู้ความจริงในระดับหนึ่ง ถ้าเราติดในความจริงระดับนั้น เวลาเราไปพูดกันในความจริงอีกระดับหนึ่ง การยึดติดในความเข้าใจในภาษาในระดับต้นก็จะไปบังความจริงในระดับที่สอง
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นคำว่า ความเย็น ความดึงดูดบนฟ้า อะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นคำซึ่งในภาษาสามัญเราถือว่ามันเป็นการแสดงความจริง แต่เป็นความจริงในระดับหนึ่ง ถ้าพูดในแง่ของวิทยาศาสตร์ที่แท้แล้ว ความเย็นมีหรือเปล่า ในแง่ตัวความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์เขาบอกว่า ความเย็นไม่มี มีแต่ความร้อน มีความร้อนที่สูง ความร้อนที่ต่ำก็กลายเป็นว่า ตัวความเย็นนี่ก็เป็นภาษาสมมติในระดับหนึ่ง เป็นการแสดงความจริงในระดับหนึ่ง ซึ่งเรายอมรับ
แต่เวลาเราไปพูดถึงความจริงอีกระดับหนึ่ง ความจริงระดับต้นกลับเป็นตัวที่บังความจริงในระดับนั้นได้ ถ้าเราไปยึดติดขึ้นมาเหมือนในภาษาธรรม เวลาเราพูดถึงปรมัตถ์ คน ก็เป็นสิ่งสมมติเหมือนกัน เราเรียกสัตว์ที่มีลักษณะอย่างนี้ว่าเป็น คน แต่เมื่อเราวิเคราะห์ลงไปถึงตัวสภาวะความจริงที่แท้ในขั้นสัจธรรมแล้ว เราไม่เรียกว่า คน แต่มันจะเป็นการประกอบกันเข้าของส่วนประกอบหรือองค์ต่างๆ ที่เราอาจจะเรียกว่า ขันธ์ ๕ มีส่วนย่อยต่างๆ เข้ามารวมกัน มีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ อย่างนี้ ถ้าเราไปติดกับคำว่าคน เสียแล้ว เราก็ไม่สามารถเข้าถึงความจริงอีกระดับหนึ่ง นี่คือความจริงระดับที่เรียกว่า สมมติ กับ ปรมัตถ์
คนเราใช้ภาษาส่วนใหญ่ในระดับสมมติ แต่ในการสื่อความหมายที่จะเข้าถึงสัจธรรมนั้น ถ้าต้องการสัจธรรมโดยสมบูรณ์จะต้องเข้าถึงปรมัตถ์ด้วย ภาษาในระดับสมมติก็อาจจะมาบังความจริงในระดับปรมัตถ์ได้ในเมื่อคนเราใช้ภาษากันไปแล้ว ก็มีความยึดติดในภาษาตาม concept ที่ตนมีอยู่
ฉะนั้น จึงมีคำกล่าวของปราชญ์ที่พูดไว้เป็นคำคมว่า ภาษานั้นเหมือนนิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์ มันเป็นเพียงสื่อสำหรับให้เรามองความจริง สิ่งที่เราต้องการแสดงความจริง ที่เราต้องการให้เห็น คือ ดวงจันทร์ แล้วภาษานี่ก็เป็นสื่อเหมือนนิ้วที่ชี้ไป ทีนี้ ถ้าหากว่าเราไปติดในภาษา ก็เหมือนกับเราไปมองดูอยู่แค่นิ้ว แล้วก็ติดอยู่แค่ปลายนิ้วมือที่ชี้ไปดวงจันทร์ แล้วก็ไม่สามารถเห็นดวงจันทร์ได้ เห็นแต่นิ้วมือ
ด้วยเหตุนี้ คนจึงไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้ เพราะไปติดอยู่แค่ภาษา คนที่เข้าใจความจริงก็คือรู้ว่า ภาษานี้เป็นเพียงสื่อสำหรับเราเข้าถึงสัจธรรมเท่านั้น ฉะนั้น เราก็จะมองไปที่ดวงจันทร์ อันนี้จะเข้ากับคำที่ตั้งไว้เป็นหัวข้อปาฐกถาที่บอกว่า ภาษานั้นเป็นสื่อเพื่อเข้าถึงสัจธรรม แต่ไม่ใช่สื่อสัจธรรม
หมายความว่า เมื่อพูดอย่างเคร่งครัด เราไม่พูดว่าภาษาเป็นสื่อสัจธรรม เพราะว่าภาษาแสดงสัจธรรมออกมาไม่ได้ แต่ภาษาเป็นสื่อเพื่อเข้าถึงสัจธรรม คือภาษาสามารถทำให้คนที่ฉลาดใช้ความคิดพิจารณาเชื่อมโยงเพื่อจะเข้าถึงความจริงได้ต่อไป ซึ่งในแง่นี้แหละ ภาษามีประโยชน์มาก
ถ้าเรารู้จักใช้ภาษา ใช้ภาษาเป็น เราก็จะสามารถเข้าถึงสัจธรรมจากการใช้ภาษาได้ อย่างไรก็ตาม แม้แต่คำพูดอย่างคำว่า ภาษาเหมือนนิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์ อย่าไปติดอยู่แค่นิ้ว ให้มองที่พระจันทร์นั้น บางทีก็มีปัญหาอีก มันมีปัญหาได้ทุกขั้นตอนสำหรับมนุษย์ เพราะว่าคำอย่างนี้ ก็มีการนำมาอ้างกันมาก ในแง่หนึ่งก็เป็นแง่ดีอย่างที่ว่ามาแล้ว คือ เป็นการกระตุ้นเตือนไม่ให้หลงยึดติดในภาษา แต่บางทีก็เป็นการนำมาอ้างเพื่อเบี่ยงเบนคนให้หันออกไปจากการวิเคราะห์ตัวผู้พูดนั้น คือไม่ให้ผู้พูดนั้นถูกวิเคราะห์ว่า พูดจริงหรือไม่ ก็เลยอ้างคำประเภทนี้ขึ้นมาในกรณีอย่างนี้ ก็จะมีปัญหาในแง่ที่ว่า นิ้วที่ใช้ชี้นั้นที่บอกว่าชี้ไปดวงจันทร์ ชี้ไปดวงจันทร์จริงหรือไม่ และสิ่งที่ถูกนิ้วนั้นชี้เป็นดวงจันทร์จริงหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นปัญหาในขั้นต่อไป
เมื่อเราบอกไม่ให้ติดในภาษา ให้ไปเอาของจริงที่ถูกชี้นั้น แต่ตอนนี้ปัญหาก็คือว่าตัวจริงของสิ่งที่ถูกชี้นั้น มันเป็นพระจันทร์หรือเปล่า เพราะผู้ชี้เองก็อาจจะชี้จากความหลงผิดก็ได้ เขาอาจจะหลงผิด ดวงจันทร์ที่เขาชี้ว่าเป็นดวงจันทร์นั้น อาจจะเป็นเงาดวงจันทร์ในสระน้ำก็ได้ ไม่ใช่ตัวดวงจันทร์จริง ถ้าเป็นเงาจันทร์ในสระน้ำก็ไม่ใช่ดวงจันทร์ดวงจริง
บางคนอาจจะหลงไปกว่านั้น ตาไม่ดีมองไม่เห็นชัดเจน สายตาสั้น มองไปเห็นโคมไฟดวงหนึ่งส่องสว่างอยู่บนยอดเขาก็เข้าใจไปว่าดวงจันทร์ แล้วก็เอานิ้วชี้ไปที่โคมไฟดวงนั้น แล้วก็ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดไปว่า โคมนั้นเป็นดวงจันทร์ หรือบางคนก็อาจจะหลงผิดไปชี้เอาที่หน้าปัดนาฬิกาขนาดใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น
ในกรณีนี้ ตัวกลางคือสิ่งที่ถูกชี้นั้น ไม่ใช่ตัวสัจธรรม ไม่ใช่ตัวความจริง ถ้าหากเกิดความหลงผิด คนทั้งหลายที่ถูกเขาชี้บอก ที่ถูกเขาใช้ภาษาเป็นสื่อนั้น จะยิ่งหลงผิดหนักเข้าไปอีก คือจะไปหลงผิดในสิ่งที่ถูกชี้นั้น เอาสิ่งนั้นเป็นตัวสัจธรรม เป็นดวงจันทร์ไป ซึ่งเป็นความผิดพลาดร้ายแรงยิ่งกว่าความยึดติดในภาษาเสียอีก อันนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องระวัง แล้วก็มีปัญหาขึ้นอีกว่า ที่เขาชี้ผิด ชี้ไปยังสิ่งที่ไม่ใช่ดวงจันทร์นั้น เขาไม่รู้ เขาหลงผิด เขาเข้าใจผิดจริงๆ ว่า นั้นเป็นดวงจันทร์ แล้วเขาก็ชี้ นั้นก็ประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่ง บางคนทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าตัวเองไม่รู้ ไม่รู้ว่าอันนั้นคือดวงจันทร์ แต่ก็ยังขืนชี้ อย่างนี้เขาเรียกว่า มีเจตนาหลอกลวง ซึ่งก็เป็นได้ทั้งสองอย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง
ในแง่นี้เราก็สรุปได้ว่า ในกรณีที่ใช้ภาษาเหมือนนิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์ และดวงจันทร์นั้นไม่แน่ว่าจะเป็นสัจธรรม คือตัวแท้ตัวจริงของดวงจันทร์หรือไม่ เราก็จะต้องมีการสำรวจคนที่เป็นเจ้าของนิ้วที่ชี้ดวงจันทร์ด้วย ตอนนี้ก็จะไปถึงอีกขั้นหนึ่ง คือ การที่จะต้องมาพิจารณาวิเคราะห์บุคคลผู้เป็นเจ้าของนิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์ว่าเป็นผู้ที่ไว้ใจได้หรือไม่ ที่จะเชื่อถือว่าเป็นผู้ที่ได้ชี้ดวงจันทร์
No Comments
Comments are closed.