เป็นคนก็ต้องรู้จักพัฒนาตนกันบ้าง

7 มกราคม 2536

เป็นคนก็ต้องรู้จักพัฒนาตนกันบ้าง

ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า ในพัฒนาการของมนุษย์นี้ ถ้าเราอยู่แค่มองคนเป็นวัตถุเสพ หรือแม้แต่มองวัตถุได้แค่เป็นวัตถุเสพ แล้วก็แค่หาความสุขจากวัตถุภายนอกนั้น ท่านเรียกว่าเป็น มนุษย์ระดับตัณหา จะไม่มีทางพ้นไปจากภาวะของอันธพาลปุถุชน คือปุถุชนระดับอันธพาล ซึ่งหมายความว่ามืดบอดโง่เขลา

คนที่จะมีการศึกษาพัฒนาได้จะต้องก้าวขึ้นไปสู่การมีจิตใจที่เจริญงอกงามขึ้น มีปัญญามากขึ้น รู้เข้าใจชีวิตและโลก ปฏิบัติการต่างๆ ด้วยเหตุผลมากขึ้น ไม่ใช่เอาแค่ความอยากความรู้สึก

เราจะต้องพัฒนาจากตัณหาไปสู่อะไร ความก้าวหน้าของมนุษย์อย่างหนึ่งที่พูดมาก็คือความรู้สึกอย่างพี่น้อง หรือความรักแบบเมตตาไมตรี ที่รู้จักมองเพื่อนมนุษย์ โดยมีเจตคติ มีเจตจำนงต่อเพื่อนมนุษย์ในการที่จะทำให้เขามีความสุข อยากเห็นเขามีความสุข มองกันเป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนร่วมโลก นี้ข้อหนึ่ง

อีกข้อหนึ่ง คือท่าทีของมนุษย์ในการเกี่ยวข้องกับวัตถุ คนเรานี้เมื่อสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม คือเพื่อนมนุษย์ เราต้องพัฒนาจากตัณหา มาเป็นเมตตากรุณา อันนี้ฉันใด ในการสัมพันธ์กับวัตถุ ก็เหมือนกันก็จะต้องพัฒนาจากตัณหาที่มองสิ่งเหล่านั้นเป็นวัตถุเสพไปสู่ฉันทะ คือการอยากรู้อยากศึกษา และอยากทำให้มันดีหรืออยากสร้างสรรค์

อย่างเด็กอยู่ในบ้าน พ่อแม่ถ้ารักลูกจริง ก็อย่าทำได้แค่ตามใจว่าให้ลูกได้เสพได้บริโภคเอร็ดอร่อยเท่านั้น แต่ต้องให้เขาพัฒนาความอยากรู้ด้วย ให้เขาอยากศึกษาว่าอันนี้คืออะไร มันเป็นอย่างไร มันเป็นมาอย่างไร มันเป็นอย่างนี้เพราะอะไร ที่มีรูปร่างและใช้งานอย่างนี้ทำได้อย่างไร มันมีคุณมีโทษมีข้อดีข้อเสียอย่างไร อะไรที่ยังไม่ดีก็อยากทำให้มันดี แล้วก็หาทางทำให้มันดี ข้อนี้เรียกว่ามีฉันทะ พูดสั้นๆ ว่าให้เกิดความอยากทำกับอยากรู้

ความรัก จากวาเลนไทน์ สู่ความเป็นไทย

ดูคนไทยในวันวาเลนไทน์ ก็พอรู้ได้ว่าจะพาสังคมไปไหวไหม สังคมที่ฉลาด ต้องรู้จักจัดการกับนักเสพนักเอา

No Comments

Comments are closed.