- ความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติ
- ๑. พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
- ๒. พระพุทธศาสนาเป็นแกนนำและเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมไทย
- ๓. พระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่ชนชาวไทย
- ๔. พระพุทธศาสนาเป็นหลักการที่ช่วยดำรงรักษาเสรีภาพในการนับถือศาสนา
- ๕. พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันคู่ชาติไทย
- ๖. พระพุทธศาสนาสอดคล้องกับลักษณะนิสัยของคนไทยที่รักความเป็นอิสระเสรี
- ๗. พระพุทธศาสนาเป็นแหล่งสำคัญที่หล่อหลอมเอกลักษณ์ของชาติไทย
- ๘. พระพุทธศาสนาเป็นมรดกและเป็นคลังสมบัติอันล้ำค่าของชนชาติไทย
- ๙. พระพุทธศาสนาเป็นหลักนำทางในการพัฒนาชาติไทย
- ๑๐. พระพุทธศาสนาเป็นแหล่งของดีมีค่าที่ชนชาติไทยมอบให้แก่อารยธรรมของโลก
- สรุป
-๙-
พระพุทธศาสนาเป็นหลักนำทางในการพัฒนาชาติไทย
ปัจจุบันนี้ ได้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้วว่า การที่จะพัฒนาประเทศให้สำเร็จผลดีบรรลุจุดหมายที่ต้องการได้อย่างแท้จริงนั้น จะพัฒนาเพียงด้านวัตถุอย่างเดียวเท่านั้นไม่เพียงพอ
ประสบการณ์ในการพัฒนาตลอดเวลายาวนานที่ผ่านมา ได้สอนให้เห็นตระหนักว่า การมุ่งพัฒนาวัตถุภายนอกอย่างเดียวนั้น แม้จะระดมทุนระดมแรงลงไปแล้วอย่างมากมาย ก็ไม่ทำให้สังคมบรรลุความมั่งคั่งรุ่งเรืองและสันติสุขที่แท้จริงได้ตามวัตถุประสงค์
แม้ว่าเมื่อมองดูผ่านๆ เผินๆ จะเห็นเหมือนว่า บ้านเมืองได้เจริญเฟื่องฟูแปลกหูแปลกตาไปมากมาย แต่เมื่อตรวจสอบดูกับเกณฑ์เป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ก็เห็นชัดเจนว่า การพัฒนายังห่างจากผลสำเร็จที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง ก็ยังไปไม่ถึงไหน
มาถึงบัดนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ปัญหาบางอย่างที่ไม่เคยมี ก็เกิดมีขึ้น หรือที่มีน้อย ก็ระบาดแพร่หลายมากขึ้น ความยากจนแร้นแค้นยังแผ่ขยายทั่วไป ทั้งในกลางเมืองและในชนบท การกระจายรายได้ของประชากรไม่ดำเนินไปด้วยดี ฐานะทางเศรษฐกิจของคนกลับห่างไกลกันมากขึ้น
ในด้านสุขภาพ แม้แต่สาธารณสุขมูลฐานก็ยังขาดแคลน และไม่เฉพาะสุขภาพกายเท่านั้น สุขภาพจิตก็เสื่อมโทรมลง ชีวิตคนในถิ่นที่เรียกว่าเจริญ มีลักษณะสับสนวุ่นวาย คนมีทุกข์ใจมากขึ้น เป็นโรคจิตโรคประสาทมากขึ้น
ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาก็ยังอยู่ในภาวะสัมฤทธิ์ผลได้ยาก1 การพัฒนาประชาธิปไตยก้าวหน้าไปได้ไม่มากกว่าที่ถอยหลัง มีความไม่สะอาดและความไม่ซื่อตรงท่วมท้นในกระบวนการ การฉ้อราษฎร์บังหลวงกลายเป็นของชินชา อีกไม่ช้าคงยกให้เป็นเรื่องที่ไม่ต้องถือสา
แม้ว่าถนนหนทางจะมีเพิ่มขึ้นมากมาย แต่การจราจรก็ไม่เรียบร้อย ผู้คนไม่มีระเบียบวินัยในการใช้ถนน อุบัติเหตุมีสถิติสูง ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นปัญหาหนักยิ่งขึ้น จนคนจำนวนมากมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว อาชญากรรมยังแพร่หลาย คดีปล้น ฆ่า ข่มขืน ที่ร้ายแรง ปรากฏบ่อย
ความเสื่อมโทรมทางด้านวัฒนธรรมมีกระแสแรง จนกลายเป็นของสามัญ ค่านิยมที่ไม่พึงปรารถนาและไม่เอื้อต่อการพัฒนา เช่น ค่านิยมบริโภค และความนิยมฟุ้งเฟ้อ แผ่กระจายไปทั่ว
ปัญหาทางเพศเพิ่มสูง อบายมุขระบาดทั่วไปทั้งในกรุงและชนบท ชาวบ้านฝากความหวังในชีวิตไว้กับการพนันในรูปแบบต่างๆ และหมกมุ่นจนยากที่จะแก้ไข เยาวชนมากมายทำลายอนาคตของตนเองและก่อปัญหาแก่สังคมโดยเป็นผลสืบเนื่องจากการติดสิ่งเสพติด
ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทวีสูงขึ้น ป่าไม้ถูกทำลายไปมาก ต้นน้ำลำธารร่อยหรอลง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล แผ่นดินแห้งแล้ง ทำให้เกษตรกรรมยากลำบากมากขึ้น ส่งผลต่อความยากจนแร้นแค้นยิ่งขึ้นไปอีก
แม้ถึงจะผลิตพืชผลได้มาก ก็ประสบปัญหาทางการตลาด มีการเอารัดเอาเปรียบกันมาก กลายเป็นว่า ขายข้าวได้มาก ยิ่งกลับยากจนลง
ในขณะเดียวกัน มลภาวะก็กำลังแพร่กระจายกว้างขวางออกไป ทั้งในดิน ในน้ำ และในท้องฟ้า คุกคามต่อชีวิตและสุขภาพของประชากรทั่วทุกคน
การพัฒนาประเทศยังไม่สามารถก้าวข้ามพ้นภาวะเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา
ไม่เฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา และด้อยพัฒนาเท่านั้น แม้ในประเทศที่เรียกว่าพัฒนาแล้วทั้งหลาย สภาพที่พัฒนาแล้วก็เป็นไปในด้านรูปธรรม คือจำพวกวัตถุและระบบการเป็นส่วนใหญ่ ส่วนด้านจิตใจก็พัฒนาเฉพาะที่เกี่ยวกับรูปธรรมเป็นสำคัญ เช่น นิสัยการทำงาน และการเคารพกฎเกณฑ์เป็นต้น แต่ปัญหาด้านจิตใจแท้ๆ กลับเพิ่มมากขึ้น
คนพัฒนาวัตถุมาแก้ปัญหาชีวิตด้านหนึ่ง กลับไปเพิ่ม หรือก่อปัญหาชีวิตอย่างใหม่ขึ้นอีกด้านหนึ่ง พร้อมกันนั้น ข้างในตัวคนเอง ก็ไม่ได้พัฒนาจิตใจขึ้นมาให้สามารถเป็นเจ้านายที่จะใช้วัตถุที่พัฒนาขึ้นมาให้เป็นประโยชน์ได้จริง และไม่พอไม่ทันที่จะรับมือกับปัญหาชีวิตอย่างใหม่ที่เกิดขึ้นมา เลยกลายเป็นว่าวัตถุก้าวหน้า แต่จิตใจด้อยพัฒนา
จิตใจที่พัฒนาไม่ทันและไม่ถูกทางนั้น ก็สับสนวุ่นวาย เกิดความเครียด ความงุ่นง่าน ความรู้สึกแปลกแยก ความอ้างว้าง ว้าเหว่ เหงา เร่าร้อน เพราะสรรพกิเลสซึ่งเมื่อแก้ไขและหาทางออกไม่ถูกต้อง ก็ดันกลับออกมาเป็นพฤติกรรมที่ก่อปัญหาแก่สังคม เช่น เป็นโรคจิตกันมาก ฆ่าตัวตายตามกัน เยาวชนมั่วยาเสพติด มีพฤติกรรมวิปริตทางเพศแบบต่างๆ ละทิ้งสังคมและกฎเกณฑ์ของสังคม
แล้วในวงกว้าง ก็มาจนมุมอัดอั้นกันอยู่ที่ทางตันของการแข่งขันแย่งชิงและหวาดระแวงกันระหว่างชาติใหญ่ที่พัฒนาแล้ว ความหวาดกลัวสงครามนิวเคลียร์ และปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะมลภาวะที่เพิ่มขีดอันตรายสูงขึ้นๆ ทุกที
บทเรียนจากการพัฒนานั้นสอนให้รู้ว่า การพัฒนาจะต้องดำเนินไปอย่างรอบด้านทั่วถึง ไม่ใช่มุ่งพัฒนาแต่เพียงด้านวัตถุอย่างเดียว
โดยเฉพาะตัวคนนี่แหละ เป็นผู้ที่พัฒนาวัตถุ พัฒนาสังคม และเป็นผู้เสวยผลของการพัฒนานั้น คนจึงต้องได้รับการพัฒนาเป็นอย่างดี เขาจะได้ไปพัฒนาวัตถุ พัฒนาสังคม ให้ถูกต้องถูกทาง มิฉะนั้น การพัฒนาก็จะผิดจะเสียไปหมด แนวการพัฒนาจึงต้องหันมาเน้นที่การพัฒนาคน
ในการพัฒนาคนนั้น ส่วนสำคัญที่สุด ซึ่งเป็นตัวจริงของเขา ก็คือ จิตใจ ดังนั้น ในยุคปัจจุบัน งานพัฒนาจึงหันมาให้ความสนใจแก่การพัฒนาจิตใจมากขึ้น
การพัฒนาจิตใจนั้น รวมถึงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนสุขภาพจิตโดยทั่วไป แต่ที่จริงต้องพัฒนาถึงขั้นปัญญา ที่จะมาตรวจตราดูแลและปรับแก้จิตใจนั้นอีกที ถึงตรงนี้ จึงจะพัฒนาคนครบเต็มทั้งคน
การพัฒนาจิตใจ ตลอดจนการพัฒนาคนทั้งคนนั้น เป็นงานหลักของพระพุทธศาสนา พูดอีกอย่างหนึ่งว่า คำสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสนามีศูนย์รวมอยู่ที่การพัฒนาคน
ความจริง พระพุทธศาสนา ทั้งส่วนหลักธรรมคำสอนที่เป็นนามธรรม และส่วนสถาบันคือพระสงฆ์และวัดวาอาราม เป็นต้น ได้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติมาโดยตลอด
โดยเฉพาะในอดีต (และแม้ปัจจุบันในชนบทหลายแห่ง) พระสงฆ์ได้เป็นผู้นำในการพัฒนา และวัดได้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพราะพระสงฆ์เป็นผู้นำทางจิตใจและทางปัญญาของชุมชน และวัดก็เป็นศูนย์กลางของชุมชน
เริ่มแต่บทบาทสำคัญที่สุดคือ เป็นศูนย์กลางการศึกษาของประชาชน โดยมีพระสงฆ์เป็นครูอาจารย์
แต่เดิมมา ศิลปวัฒนธรรมด้านต่างๆ พัฒนาขึ้นในวัด หรือออกไปจากวัด คนมีการศึกษาทั้งหลายล้วนเป็นผู้เล่าเรียนไปจากวัด เมื่อไปอยู่ในชุมชน ก็ใช้ความรู้หลักธรรมวินัยและความรู้วิชาการอื่นที่ได้ศึกษาจากวัดนั้น เป็นเครื่องนำครอบครัวและชุมชน ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพการงานให้เจริญก้าวหน้าและอยู่ร่วมกันด้วยดี มีความร่มเย็นเป็นสุขตามควรแก่ความประพฤติปฏิบัติ
ต่อมา เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป วัฒนธรรมจากประเทศตะวันตกแพร่หลายเข้ามา และระบบการต่างๆ แบบตะวันตกได้รับการสถาปนาเป็นหลักของบ้านเมือง แนวทางการพัฒนาก็เปลี่ยนแปลงไป วัดก็เหินห่างออกไปจากกระบวนการพัฒนาตามลำดับ
โดยเฉพาะเมื่อการพัฒนามุ่งเน้นด้านวัตถุ บทบาทของวัด พระสงฆ์และพระศาสนาก็ยิ่งรางเลือนลง จนโดยมากเหลือแต่บทบาทในด้านการเอื้อต่องานพัฒนา เช่น อำนวยสถานที่และอุปกรณ์ของวัด การให้กำลังใจและคำกล่าวสอนสนับสนุนในคราวชุมนุมอย่างมีพิธีกรรม เป็นต้น ซึ่งไม่สู้มีความหมายเป็นแก่นสารอะไรนัก
ครั้นถึงบัดนี้ เมื่อแนวโน้มของการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอีก โดยหันมาเน้นการพัฒนาจิตใจ และการพัฒนาตัวคนมากขึ้น ก็เป็นโอกาสที่วัดและพระสงฆ์หรือพระพุทธศาสนาทั้งหมด จะได้รื้อฟื้นบทบาทในการพัฒนาและบทบาทของผู้นำการพัฒนาขึ้นใหม่ โดยปรับตัว ปรับวิธีการ และปรับบทบาทนั้น ให้เข้ากับสภาพปัจจุบัน
การที่จะนำทางการพัฒนาและสวมรับบทบาทต่างๆ ในการพัฒนาให้ได้ผลดีนั้น นอกจากจะต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทที่เหมาะสม และขอบเขตของการดำเนินบทบาทของวัดและพระสงฆ์แล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งก็คือ จะต้องมีหลักธรรมนำทาง สำหรับชี้แนวทางของการพัฒนาอย่างชัดเจน ไม่ใช่ทำกันอย่างพร่าๆ กระจัดกระจาย แบบจับปะติดปะต่อ คนละทางสองทาง ไม่ประสานสอดคล้อง ไม่รวมกำลังแล่นแน่วไปด้วยกัน ซึ่งจะทำให้การพัฒนาไม่สำเร็จผลดี หรือถึงกับล้มเหลวซ้ำรอยเดิมอีก
ขอยกตัวอย่าง เบื้องแรกควรจะมีหลักธรรมหมวดใหญ่ที่ชี้นำแนวทางการพัฒนาเป็นพื้นฐานก่อน หลักธรรมใหญ่เหล่านี้ จะแสดงหลักการทั่วไปของการพัฒนา ซึ่งมีลักษณะสำคัญ ๒ ประการ คือ ครบรอบ และครอบคลุม หรือ รอบด้าน และตลอดวงจร (ครบรอบ ตลอดวงจร, ครอบคลุม รอบด้าน)
๑. ในแง่ รอบด้าน หรือ ครอบคลุม ถ้าเป็นการพัฒนาคน พระพุทธศาสนาสอนให้พัฒนาให้ครบ ครอบคลุมทั้ง ๔ ด้าน เรียกว่า ภาวนา (การฝึกอบรม เจริญ หรือ พัฒนา) ๔ คือ
๑) กายภาวนา แปลว่า พัฒนากาย ข้อนี้มิใช่เฉพาะการพัฒนาร่างกายให้แข็งแรง ไร้โรค มีสุขภาพดีเท่านั้น แต่ท่านเน้นการพัฒนากาย ในความหมายว่าเป็น การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เริ่มแต่ปัจจัย ๔ เป็นต้นไป อย่างถูกต้องดีงาม ในทางที่เป็นคุณประโยชน์
ตัวอย่างเช่น สัมพันธ์กับอาหาร โดยกินเพื่อช่วยให้ร่างกายมีกำลัง มีสุขภาพดี จะได้เป็นอยู่ผาสุก ทำงานได้ผล ไม่ใช่เพื่อมุ่งเอร็ดอร่อย อวดโก้ โชว์ฐานะ สัมพันธ์กับโทรทัศน์ โดยดู เพื่อติดตามข่าวสาร แแสวงหาความรู้ ส่งเสริมปัญญา มิใช่เพื่อหมกมุ่นอยู่แค่จะสนุกสนานเพลิดเพลิน หรือเอาเป็นเครื่องมือเล่นการพนัน ตลอดจนก่อการไม่ดีต่างๆ สัมพันธ์กับธรรมชาติให้รื่นรมย์ใจได้สิ่งแวดล้อมที่เป็นรมณีย์ เป็นต้น
๒) ศีลภาวนา แปลว่า พัฒนาศีล หมายถึงการพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคมให้เป็นไปด้วยดี เริ่มแต่ไม่ก่อการเบียดเบียน ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อผู้อื่น ต่อสังคม มีระเบียบวินัย ประกอบสัมมาชีพด้วยความขยันหมั่นเพียร ฝึกฝนอบรมกายวาจาของตนให้ประณีต ปราศจากโทษ ก่อคุณประโยชน์ และเป็นเครื่องสนับสนุนการฝึกอบรมจิตใจยิ่งขึ้นไป
๓) จิตภาวนา แปลว่า พัฒนาจิต คือ พัฒนาจิตใจให้มีคุณสมบัติดีงามพรั่งพร้อม ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น ๓ ด้าน ดังนี้
ก. คุณภาพจิต คือ ให้มีคุณธรรมต่างๆ ที่เสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม เป็นจิตใจที่สูง ประณีต เช่น มีเมตตา มีความรัก ความเป็นมิตร มีกรุณา อยากช่วยเหลือ ปลดเปลื้องทุกข์ของผู้อื่น มีจาคะ คือมีน้ำใจเผื่อแผ่ มีคารวะ มีความกตัญญู เป็นต้น
ข. สมรรถภาพจิต คือ ให้เป็นจิตที่มีความสามารถ เช่น มีสติดี มีวิริยะ คือ ความเพียร มีขันติ คืออดทน มีสมาธิ คือจิตตั้งมั่นแน่วแน่ มีสัจจะ คือจริงจัง มีอธิษฐาน คือ เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ต่อจุดหมาย เป็นจิตใจที่พร้อมและเหมาะที่จะใช้งาน โดยเฉพาะงานทางปัญญา คือ การคิดพิจารณาให้เห็นความจริงแจ่มแจ้งชัดเจน
ค. สุขภาพจิต คือ ให้เป็นจิตที่มีสุขภาพดี มีความสุข สดชื่น ร่าเริงเบิกบาน ปลอดโปร่ง สงบ ผ่องใส พร้อมที่จะยิ้มแย้มได้ มีปีติ ปราโมทย์ ไม่เครียด ไม่กระวนกระวาย ไม่คับข้อง ไม่ขุ่นมัวเศร้าหมอง ไม่หดหู่โศกเศร้า เป็นต้น
๔) ปัญญาภาวนา แปลว่า พัฒนาปัญญา คือ พัฒนาความรู้ความเข้าใจ ให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง และ ใช้ความรู้แก้ปัญหาทำให้เกิดประโยชน์สุขได้
ทั้งนี้ เริ่มแต่รู้เข้าใจศิลปวิทยา เรียนรู้ถูกต้องตามเป็นจริง ไม่บิดเบือนหรือเอนเอียงด้วยอคติ คิดวินิจฉัยใช้ปัญญาโดยบริสุทธิ์ใจ รู้เข้าใจโลกและชีวิตตามเป็นจริง มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามเหตุปัจจัย รู้จักแก้ไขปัญหา และทำการให้สำเร็จตามแนวทางของเหตุปัจจัย
ปัญญาไม่จบแค่นี้ แต่ครอบคลุมตลอดขึ้นไปจนถึงขั้นรู้เท่าทันธรรมดาของสังขาร ถึงขั้นที่ทำให้มีจิตใจเป็นอิสระ หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์โดยสิ้นเชิง
๒. ในแง่ ครบรอบ หรือ ตลอดวงจร การพัฒนาทุกด้านหรือทุกอย่าง ควรตรวจสอบให้เป็นการปฏิบัติที่ครบวงจร ไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งจะทำให้ได้ผลครึ่งๆ กลางๆ หรือได้ผลดีไม่สมบูรณ์ อาจจะดีครึ่งหนึ่ง เสียครึ่งหนึ่ง หรือดีด้านหนึ่ง แต่ไปเสียอีกด้านหนึ่ง
ขอยกตัวอย่างการปฏิบัติธรรมสักข้อหนึ่ง ซึ่งใช้ได้ในการพัฒนาทุกอย่าง ดังเช่น การปฏิบัติตามหลักอนิจจัง
อนิจจัง หมายถึง ความไม่เที่ยง มีหลักการในทางปฏิบัติ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๒ ช่วง คือ
ช่วงที่ ๑ ทำจิต หรือปรับใน เป็นช่วงรู้เท่าทันคติธรรมดาของสิ่งทั้งหลายที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เป็นไปตามความปรารถนาของใคร เกิดขึ้นแล้วก็จะต้องดับสลายไป ทำให้ปลงใจได้ หายทุกข์โศก สบายใจ ไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรม
ช่วงที่ ๒ ทำกิจ หรือปรับนอก เป็นช่วงสืบค้นเหตุปัจจัยของความไม่เที่ยงที่ปรากฏออกมาเป็นอาการอย่างนั้นๆ (เช่นว่า เสื่อม หรือเจริญ) ว่าทำไมจึงเสื่อม ทำไมจึงเจริญ ทำอย่างไรจึงจะไม่เสื่อม ทำอย่างไรจึงจะเจริญ แล้วลงมือแก้ไขหรือสร้างเสริมด้วยความไม่ประมาท ให้เป็นไปในแนวทางที่ต้องการ (เช่นว่า ให้เจริญ ไม่ให้เสื่อม) ด้วยการทำการที่ตัวเหตุตัวปัจจัยนั้นๆ ทำให้ทำการได้สำเร็จผลดีตามต้องการ หรือตามที่ควรจะเป็น
ถ้าปฏิบัติครบทั้ง ๒ ช่วง ก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติที่ครบรอบ หรือตลอดวงจร ได้ผลสมบูรณ์ ทั้งสบายใจหายทุกข์ และทำงานหรือแก้ปัญหาสำเร็จ
แต่ถ้าปฏิบัติไม่ตลอดวงจร ก็ได้ผลครึ่งเดียว และอาจตามมาด้วยผลเสียหลายอย่าง เช่น เมื่อประสบความเสื่อมหรือความสูญเสียอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว รู้เท่าทันธรรมดาที่เกิดดับตามเหตุปัจจัย ก็สบายใจหายเศร้า เป็นอันจบช่วงที่ ๑ แต่ไม่ต่อช่วงที่ ๒ คือ ไม่คิดสืบสาวเหตุปัจจัยและไม่จัดการกับเหตุปัจจัยนั้น ก็เกิดผลเสีย คือ ตกอยู่ในความประมาท ไม่ได้แก้ปัญหา ไม่ได้ทำการสร้างสรรค์ นานเข้าบ่อยเข้าอาจกลายเป็นคนเฉื่อยชาเกียจคร้านไป
ตรงข้าม ถ้าข้ามช่วงที่ ๑ เสีย ปฏิบัติแต่ช่วงที่ ๒ ก็อาจทำการสำเร็จ แต่ทำด้วยความเร่าร้อนกระวนกระวาย จิตใจไม่สบาย ไร้ความสุข
ถ้าศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าใจชัดเจน รู้จักเลือกรู้จักจับธรรมให้ถูกหลัก นำมาใช้อย่างฉลาด ปฏิบัติให้รอบด้านและตลอดวงจร การพัฒนาก็มีทางที่จะสัมฤทธิ์ผลดีโดยสมบูรณ์ เป็นการพัฒนาทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ เป็นการพัฒนาทั้งตัวคนและสิ่งที่คนไปพัฒนา แก้ไขข้อผิดพลาดที่สืบมาจากอดีต และเสริมส่วนที่ขาดไปของปัจจุบัน
อย่างน้อย เมื่อดำรงในอัปปมาทธรรม เอาใจใส่ขวนขวายที่จะแก้ไขและสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา การพัฒนาก็ยากที่จะล้มเหลวหรือผิดพลาด
ถ้าจะกล่าวสรุปในแง่หนึ่ง พระพุทธศาสนาก็เป็นทั้งแกนนำ และเป็นส่วนเติมเต็มของการพัฒนา ช่วยให้การพัฒนาประเทศชาติดำเนินไปอย่างถูกทิศทางและครบถ้วนสมบูรณ์ นำมาซึ่งความเจริญมั่นคงและสันติสุขแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง

No Comments
Comments are closed.