- จัดงานวิสาขบูชา อย่าอยู่แค่หน้าตา ต้องไปให้ถึงเนื้อตัว
- ควรแสดงความคิดเห็นกัน บนฐานของความรู้
- เรื่องความสามัคคี
- เรื่องเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
- รู้จักสังคมที่ว่าพัฒนาแล้ว ให้ชัดขึ้นอีกหน่อย
- สถานะของคณะสงฆ์ ตามกฎหมายและประเพณีของรัฐไทย
- มองสันติอโศกในแง่เป็นความรู้
- ความรู้ที่ทำให้รู้ทัน
- ลาออกจากมหาเถรสมาคม – ลาออกจากรัฐบาลไทย
- หน้าตา ให้คนอื่นทำถวาย แต่เนื้อตัว มหาเถรฯต้องทำเอง
- เนื้อตัว ที่ทุกหน่วยช่วยทำได้
- – ข้อคิด – ชอบแสดงความเห็น แต่ไม่หาความรู้
ความรู้ที่ทำให้รู้ทัน
ก็จะเล่าเรื่องของ “สันติอโศก” ต่อไปอีกหน่อย ถ้าไม่ได้ทราบลักษณะวิธีของท่าน คนก็จะไม่เข้าใจว่ากรณีของท่านเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างที่ท่านว่า ฉันลาออกจากมหาเถรสมาคมแล้ว ก็คือไม่ยอมขึ้นต่อการปกครองของมหาเถรสมาคม
ตัวอย่างต่อจากนี้ก็มีเรื่องอวดอุตตริมนุสสธรรม มีพระวินัยบอกไว้ว่า ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีจริง ถ้าเจตนาอวด ก็เป็นปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุ แต่ถึงมีจริง ถ้าบอกแก่อนุปสัมบัน ก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์ คือไม่พ้นผิด
ประเด็นที่หนึ่ง ว่ามีจริงหรือไม่มีจริง ก็ยกไปเรื่องหนึ่ง ไม่มีใครรู้ตัวท่าน เอาเป็นถือว่าอย่างนั้นก่อน
ประเด็นที่สอง ในแง่ที่ว่ามีจริง ก็มาดูลักษณะวิธีของท่านไว้เป็นความรู้ว่าท่านได้ทำอย่างนี้ ท่านก็อธิบายขึ้นมาเลย บอกว่า อ้อ.. วินัยบอกว่าบอกอุตตริมนุสสธรรมแก่อนุปสัมบัน เป็นปาจิตตีย์ อ้าว..ก็พวกลูกศิษย์หรือพวกคนที่ท่านบอกอุตตริมนุสสธรรมแก่เขานั้น ไม่เป็นอนุปสัมบันหรอก เขาเป็นอุปสัมบัน ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เพราะว่า อุปสัมบัน..คือใคร ก็คือ คนที่เข้าถึงธรรม ทีนี้คนที่ท่านไปบอกไปอวดนี่ เขาก็เข้าถึงธรรมทั้งนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นเขาเป็นอุปสัมบัน เพราะฉะนั้นท่านไม่ผิด เพราะไม่ใช่บอกแก่อนุปสัมบัน
เรื่องอย่างนี้ต้องพูดกับพวกนักกฎหมาย จะเข้าใจได้ดี เป็นเรื่องความต่างของธรรมกับวินัยด้วย
ในวินัย เมื่อบัญญัติว่า ภิกษุบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริงแก่ อนุปสัมบัน เป็นปาจิตตีย์ วินัยนั้นจะไม่ปล่อยทิ้งไว้ให้พระมาว่ากันเอง แต่จะให้คำจำกัดความไว้เสร็จว่า “อนุปสัมบันคือใคร บุคคลที่เหลือ นอกจากภิกษุหรือภิกษุณี ชื่อว่าอนุปสัมบัน” นี่คือลักษณะของวินัย ซึ่งก็เช่นเดียวกับกฎหมาย เขาต้องมีคำจำกัดความให้ชัด เพราะเป็นเรื่องของรูปแบบ และการปฏิบัติในทางสังคม เขาไม่ทิ้งไว้ให้เป็นช่องโหว่ที่จะหาทางตีความกันง่ายๆ
ลักษณะวิธีของท่านโพธิรักษ์นี้ ก็คือวิธีการที่สับสนระหว่างธรรมกับวินัย ยกตัวอย่างง่ายๆ หนูเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ถ้ามีคนๆ หนึ่งมา เขาแต่งครุยปริญญา แล้วเขียนในปริญญาบัตรเอาชื่อเขาใส่ ว่าสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิต ตำรวจจับเขาในข้อหาว่าปลอมปริญญา ผิดกฎหมาย แต่งตัวใส่ครุยปริญญา และก็มีปริญญาบัตร แล้วยังไปสมัครงานอีกด้วยอ้างตัวว่าเป็นบัณฑิต
คนนั้นก็อ้างว่า เอ้า… นี่นะ ความเป็นบัณฑิตอยู่ที่ความประพฤติดีและมีปัญญา ฉันศึกษาเล่าเรียนเยอะ ฉันมีความรู้มาก ลองทดสอบฉันดูก็ได้ ฉันเป็นบัณฑิตนะ อย่างนี้อ้างได้ไหม ก็อ้างไม่ได้ ใช่ไหม กฎหมายไม่ยอมรับ
แต่ในทางคำสอนเป็นได้ เราสอนแก่บัณฑิตว่า อย่าไปติดอยู่แค่ใบปริญญา หรือแค่เสื้อครุยเท่านั้นนะ ความเป็นบัณฑิตที่แท้อยู่ที่คุณธรรมความดีงามความประพฤติและสติปัญญา ต้องให้ได้อันนั้น จึงจะเป็นบัณฑิตจริงแท้ อันนี้พูดได้ใช่ไหม แต่มันไม่ใช่ข้อที่จะไปอ้างในการปฏิบัติทางสังคม นี่ก็เหมือนกัน หลักและความเป็นบัณฑิตในทางธรรมที่ว่านั้น ก็เอามาจากพระศาสนานั่นเอง
ทีนี้มาดูความเป็นพระภิกษุบ้าง แม้แต่ความเป็นพระภิกษุ ก็มีพุทธภาษิตอย่างในธรรมบทสอนไว้ว่า “อลงฺกโต เจปิ สมํ จเรยฺย” เป็นต้น บอกว่า ถึงแม้จะแต่งกายใช้อาภรณ์ แต่หากเป็นผู้สงบ ฝึกตนแล้ว ดำเนินชีวิตที่ดีงามประเสริฐ เว้นจากการเบียดเบียน ท่านผู้นั้นจะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ก็ได้ เป็นภิกษุก็ได้ หรือเป็นสมณะก็ได้ นี่คือหลักการแห่งธรรม หมายความว่า ความเป็นภิกษุที่แท้ ไม่ได้ขึ้นกับการโกนผม นุ่งเหลืองห่มเหลือง แต่อยู่ที่สาระในตัวของผู้นั้น
แต่ทีนี้สมมติว่า ขณะที่พระกำลังนั่งเข้าพิธีบวชนาคกันอยู่ แล้วมีโยมคนหนึ่งเข้ามาขอนั่งด้วย บอกว่า พุทธภาษิตมีอยู่ว่า ถึงจะแต่งกายใช้อาภรณ์ แต่จิตใจสงบ ไม่เบียดเบียนใคร ก็เป็นภิกษุ นี่… ฉันก็เป็นภิกษุ ฉันก็ขอมีสิทธิ์นั่งด้วย อย่างนี้ได้ไหม ก็ไม่ได้ วินัยไม่ยอมให้ นี้คือความต่างระหว่างธรรมกับวินัย
ธรรมมุ่งที่สาระเนื้อแท้ ความเป็นบัณฑิตที่แท้ก็ดี ความเป็นพระภิกษุที่แท้ก็ดี อยู่ที่ธรรม คือคุณสมบัติในตัว แต่วินัยเป็นรูปแบบซึ่งมีขึ้นเพื่อจัดตั้งวางระบบ ที่จะฝึกหัดพัฒนาคนให้ก้าวขึ้นไปสู่ภาวะที่เป็นแก่นเป็นเนื้อแท้นั้นให้ได้ แต่วินัยจะต้องยึดถือรูปแบบที่เป็นจริงและปฏิบัติได้ทางสังคม เช่นเดียวกับกฎหมายซึ่งก็เหมือนกับวินัย เพราะฉะนั้นจะเอาหลักคติคำสอนไปอ้างกับกฎหมาย ก็อ้างไม่ได้ กฎหมายต้องตัดสินไปตามคำจำกัดความของกฎหมายที่เป็นรูปแบบ เช่นเดียวกับวินัย อันนี้เป็นตัวอย่าง ถ้าพูดกับนักกฎหมายซึ่งมีหลายท่านในรัฐบาล เขาเข้าใจ
ตามหลักธรรมวินัยนั้น ธรรมเป็นฐานและเป็นจุดหมายของวินัย หมายความว่า เราต้องการแก่นสารคือธรรม เช่น ความเป็นบัณฑิตที่แท้ และความเป็นพระภิกษุที่แท้ เราก็จัดตั้งวางระบบวิธีและระเบียบการคือวินัยขึ้นมา เพื่อเป็นเงื่อนไขหรือเป็นเครื่องเกื้อกูลหนุนเสริมให้บุคคลได้รับการพัฒนาขึ้นสู่ความเป็นเช่นนั้น แต่ทั้งนี้ ระบบระเบียบการจัดตั้งจัดการทุกอย่างทุกประการก็ต้องเป็นไปตามหลักความเป็นจริงแห่งกฎเกณฑ์และความเป็นเหตุเป็นผล ที่รียกสั้นๆ ว่าธรรม จึงว่าวินัยต้องอยู่บนฐานแห่งธรรม หรือมีธรรมเป็นฐาน
เป็นอันว่า ในหลักธรรมวินัยนี้ ธรรมกับวินัยโยงกันอยู่ และหนุนกัน เมื่อเราต้องการให้คนมีธรรมอย่างนี้ และเราจะจัดการกับสังคมมนุษย์ทั้งหมดที่มีคนมากมาย เราจะทำอย่างไร เราก็ทำระบบจัดตั้งขึ้น เช่นตั้งเป็นชุมชน แล้วก็วางระเบียบแบบแผน ให้คนได้รับสภาพแวดล้อมความสัมพันธ์และบรรยากาศ ที่จะมาเอื้ออำนวยช่วยชักนำเขาให้พัฒนาขึ้นมาสู่ธรรมนั้น เช่นเป็นระบบจัดตั้งที่เอื้อต่อการพัฒนาชีวิต ที่จะให้เขามีธรรมนั้น
ทีนี้ คนที่เข้าถึงธรรมแล้ว เขาก็มีคุณสมบัติที่ดีและมีความเข้าใจ เขาก็ไม่เอาหลักการแบบนี้มาอ้างเพื่อจะเลี่ยงวินัย ถูกไหม คนที่เป็นบัณฑิตแท้ แล้ว ใครเขาจะมาแต่งเครื่องแบบ มาเขียนปริญญาบัตร เพื่อจะเอาไปอ้างหลอกคนล่ะ มันก็เป็นไปไม่ได้ ธรรมกับวินัยก็สอดคล้องกันเอง คนที่มีธรรมจริงก็ไม่ใช้ข้ออ้างทางวินัยมาเพื่อจะหาประโยชน์ให้แก่ตัวเอง เป็นอันว่าไม่มีปัญหาขัดแย้ง แต่ปัญหาอยู่ที่คนซึ่งมีวิธีการในการยักเยื้องให้คนที่รู้ไม่ทันหลงใหล เอาละ นี้ก็พูดให้เข้าใจเรื่องที่เป็นมา
เพราะฉะนั้น ในการพิจารณาเรื่องนี้ ก็กลายเป็นว่าเราจะต้องรู้ความเป็นไป รู้สถานะ รู้กฎหมาย อะไรต่าง ๆ อย่างเพียงพอ

No Comments
Comments are closed.