- (นำเรื่อง)
- (จริยธรรมที่เป็นมาและที่เป็นอยู่นั้น เป็นอย่างไร)
- (ปัญหาเกี่ยวกับคำว่า “มานะ” และ “อยาก”)
- (ผลเสียของ “มานะ”)
- (“ฉันทะ” และ “ตัณหา” กับหนทางแห่งการพัฒนา)
- (กิเลส ๓: ตัณหา มานะ ทิฐิ)
- (ใช้กุศลธรรมใด แทนกิเลสทั้งสาม)
- (หลักการพื้นฐานเพื่อการพัฒนาจริยธรรม)
- (จริยธรรมที่พึงระวัง)
- (คุณธรรมที่แฝงในนิสัยนักศึกษา)
- (คุณธรรมที่เป็นหลักสำคัญของประชาธิปไตย)
- (จริยธรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาสังคม)
- (ความเชื่อที่งมงาย และการปฏิบัติที่งมงาย)
- (การเสพติดทางจิตใจ)
- (สภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ ผลกระทบต่อคนรุ่นใหม่)
- (บทสรุป)
ต่อไปเป็นข้อที่ ๔ คือ จริยธรรมที่พึงระวัง ได้แก่จริยธรรมที่เอียงสุดไปด้านเดียว เป็นธรรมชาติของคนอย่างหนึ่งที่จะเอียงสุด สมัยหนึ่งเอียงสุดไปด้านวัตถุ อีกสมัยหนึ่งเอียงสุดไปทางจิต อย่างนี้เป็นต้น เป็นมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลแล้ว ตอนที่พระพุทธเจ้าประสูติ ก็มีทั้งพวกที่เอียงสุดไปทางวัตถุและพวกที่เอียงสุดไปทางจิต แล้วพระพุทธเจ้าก็มาสอนมัชฌิมาปฏิปทา คือ การดำเนินสายกลาง
การเอียงสุดที่จะพูดในที่นี้ ก็คือการเอียงสุดด้านลบและด้านบวก ในวงการธรรมะไม่น้อยได้เน้นด้านลบ เช่นเน้นเรื่องการลด การละ การสละ การข่ม การเว้น และการปลีกตัวออกไป เป็นกันมากเหมือนกัน เพราะไปเข้าใจเรื่องตัณหาอย่างที่ว่า ก็เลยต้องละความอยาก ต้องข่มความอยาก ให้หมดความอยาก เลิกความอยาก ตลอดจนไม่มีความอยาก จริยธรรมที่เราควรเน้นคือจะต้องมีแง่บวกด้วย ถ้าหากในส่วนอดีตเราได้เน้นแง่ลบมามาก ต่อไปเราจะต้องเน้นแง่บวกให้มากด้วย อย่างเช่นฉันทะก็ต้องเอาเข้ามา ต้องเน้นความอยากที่ชอบธรรม แต่จะเน้นที่แง่บวกอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะว่าตัวอกุศลที่เป็นเชื้อเมื่อมีอยู่ ถ้าไม่ละมันเสีย ต่อไปมันก็กำเริบทำพิษขึ้นมาอีก ฉะนั้น จึงต้องมีพร้อม มีทั้งจริยธรรมด้านบวกและด้านลบ สังเกตว่าสังคมไทยอย่างน้อยเท่าที่มองเห็นกันอยู่นี้ เน้นจริยธรรมด้านลบมาก ส่วนฝ่ายตะวันตกก็เน้นด้านบวกมาก เราควรจะทำให้สมดุล มีทั้งด้านบวกและด้านลบพอดีๆ
แม้ถึงความหมายของธรรมะแต่ละข้อก็เหมือนกัน ก็ต้องมองให้ครบทั้งด้านลบและบวก ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ทมะ ทมะเราแปลว่าอย่างไร เรามักจะแปลว่าความข่มใจ ความข่มใจนี้เป็นความหมายนัยลบ คือ ข่มระงับไม่ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ให้งดเว้นจากสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เป็นความหมายที่ไม่สมบูรณ์ ทมะนั้นตัวจริงแปลว่าการฝึก การฝึกนั้นก็มีแนวมาจากการฝึกสัตว์ การฝึกสัตว์เขาทำ ๒ ขั้น
ขั้นที่หนึ่งเป็นขั้นลบ ได้แก่การปราบพยศ ข่มให้หายพยศ หายดื้อ ชำระล้างนิสัยป่าให้หมดไป
ต่อไปขั้นที่ ๒ ด้านบวก คือฝึกให้ทำอะไรได้ดีพิเศษ เช่น เล่นละครได้ ใช้งานก็ได้
เป็นอันว่าทมะด้านลบก็คือระงับ ปราบสิ่งที่เสียหายเป็นภัย และด้านบวก คือฝึกปรือให้ทำอะไรได้อย่างดียิ่งๆ ขึ้นไป จนประเสริฐสุดวิเศษ เช่นฝึกคนจนเป็นพระพุทธเจ้า คนที่ฝึกแล้วท่านยกย่องเป็น ทันโต เสฏโฐ มนุสเสสุ ผู้ที่ฝึกแล้วเป็นบุคคลที่ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย หรือประเสริฐยิ่งกว่าแม้กระทั่งเทวดามารพรหม
ธรรมะที่เป็นคู่คล้ายๆ บวกลบ อย่างเช่นสันโดษ เราก็มีปัญหา เพราะไม่ได้สังคายนาความเข้าใจกันในเรื่องสันโดษ ก็เลยไปสันโดษในเรื่องที่ไม่ควรสันโดษ และไม่สันโดษในสิ่งที่ควรสันโดษ ในเรื่องนี้ไม่ต้องเถียงกันว่าสันโดษดีหรือไม่ดี สันโดษมีทั้งคุณและโทษ และไม่สันโดษก็มีทั้งคุณและโทษเช่นเดียวกัน ถ้าคนไหนสันโดษในความดีแล้วก็ยากที่จะพัฒนา ยากที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ที่ได้ตรัสรู้นี้ อสันตุฏฐิตา กุสเลสุ ธัมเมสุ ข้อหนึ่งเพราะไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย ฉะนั้นจะต้องไม่สันโดษในการสร้างสรรค์สิ่งดีงาม
ส่วนสันโดษเล่า จะสันโดษในอะไร ตอบว่าสันโดษในการแสวงหาสิ่งบำรุงบำเรอในความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย นี้คือเรื่องที่ต้องสันโดษ พอสันโดษด้านหนึ่งมันก็จะช่วยสนับสนุนความไม่สันโดษอีกด้านหนึ่ง เพราะเมื่อเราสันโดษในการแสวงหาสิ่งบำรุงบำเรอปรนเปรอตนเองแล้ว เราก็สามารถนำเอาพลังงานที่สงวนไว้มาใช้ในการที่จะไม่สันโดษในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ฉะนั้นจึงต้องเน้นเกี่ยวกับความไม่สันโดษในกุศลธรรมนี้ด้วย ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญอันหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้บ่อยๆ เหมือนกัน แต่เราอาจจะมองข้ามไป ก็เลยถือว่าความไม่สันโดษเป็นอกุศลเสียอย่างเดียว จึงจำเป็นต้องมีเงื่อนไขหรือมีคำจำกัดให้ชัด ว่าไม่สันโดษในอะไร หรือสันโดษในอะไร ไม่ใช่สันโดษลอยๆ
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ เรื่องความประหยัด ความประหยัดก็มีแง่ที่จะต้องพิจารณา ในภาษาไทยให้ความหมายได้หลายอย่าง การประหยัดหมายถึงการใช้อย่างมัธยัสถ์ หรือการใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ให้สิ้นเปลือง อาจจะมุ่งหมายว่า เพื่อตัวเองจะได้มีเก็บไว้มากๆ แต่ความหมายทางธรรม คือ การใช้สิ่งของสิ่งหนึ่ง หรือใช้อะไรก็ตามให้เป็นประโยชน์มากที่สุด โดยไม่จำกัดว่าจะเพื่อตนเองหรือเพื่อใครๆ มีเรื่องว่าทางวังของพระเจ้าอุเทนมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระอานนท์มาก และได้นิมนต์ท่านเข้าไปในวัง แต่องค์พระเจ้าอุเทนยังไม่เลื่อมใส ยังไม่รู้จักพระพุทธศาสนา ชาววังได้ถวายจีวรแก่พระอานนท์มากมาย พระเจ้าอุเทนทรงสังเกตเห็น รู้สึกไม่พอพระทัยเลย พระนี้จะเอาไปทำอะไร รับของไปมากมาย พระองค์อดรนทนไม่ไหวก็ถามพระอานนท์ว่า ทำไมรับของไปมากมาย จะเอาไปใช้อะไร พระอานนท์ก็แจกแจงวิธีปฏิบัติของท่านในจีวร ๕๐๐ ผืนนั้นว่า จะไปแจกพระที่มีจีวรเก่าที่ควรจะเปลี่ยนแล้ว และจีวรเก่านั้นล่ะจะเอาไปทำอะไร พระอานนท์ก็แจกแจงว่าเอาไปทำโน้นทำนี่ จนเลยจากผ้าขี้ริ้วก็ยังใช้ประโยชน์ได้จนผ้าไม่เหลืออีกเลย คือมีของสิ่งหนึ่งก็ใช้ให้ได้ประโยชน์มากที่สุดทั้งส่วนตนและสังคม นั่นคือประหยัด มีความหมายทั้งด้านลบที่ว่า ใช้อย่างให้สิ้นเปลืองสูญเปล่าน้อยที่สุด และด้านบวกคือให้ของน้อยที่สุดเป็นประโยชน์ได้มากที่สุด ขอผ่านจริยธรรมเอียงสุดด้านลบกับด้านบวกไป
คราวนี้เอียงสุดอีกด้านหนึ่ง คือ เรื่องทฤษฎีกับปฏิบัติ หรือปริยัติกับปฏิบัติ ในการอบรมจริยธรรม บางทีก็มีการเอียงสุดในเรื่องนี้ คือ บางสมัยก็เอียงสุดในด้านทฤษฎีหรือปริยัติ คือ เอาแต่เรียนในห้องให้ท่องให้จำ ต่อมาอีกสมัยหนึ่งเห็นว่าการเรียนทฤษฎีไม่ได้ทำให้เกิดจริยธรรมที่แท้จริง ก็หันไปกล่าวว่าจริยธรรมนี้จะต้องเกิดขึ้นโดยการปฏิบัติ ต้องเน้นที่การปฏิบัติ แล้วบางทีก็เลยติเตียนทฤษฎีหรือปริยัติว่าไม่มีประโยชน์ ก็เป็นสุดทางอีกข้างหนึ่ง ในทางที่ถูกต้องนั้นมันสำคัญด้วยกัน ๒ อย่าง ทั้งปริยัติและปฏิบัติ
ฉะนั้น ถ้าเรียนแต่ทฤษฎีไม่มีปฏิบัติมันก็ไม่เกิดผลอะไรเลย ก็คือไม่ได้ใช้นั่นเอง เรียกว่า มีความรู้อยู่ในตำราหรืออะไรทำนองนี้ ในทางตรงข้าม ถ้าปฏิบัติอย่างเดียว ดีไม่ดีก็อาจจะเหมือนฝึกสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ใช้งาน เมื่อฝึกมันก็ทำอย่างที่ฝึกก็เท่านั้นเอง แต่คนเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ที่รู้จักคิดพิจารณา จะต้องมีการสั่งสอนแนะนำ การที่จะให้เขาเข้าใจความหมายของจริยธรรมแต่ละอย่างๆ นั้น พร้อมทั้งเหตุผลที่จะต้องนำไปประพฤติ ตลอดจนแง่ดีแง่เสีย ให้เขารู้จักนำไปใช้ปรับปรุงตัวเอง เลือกสรรใช้ให้เหมาะสมกับตน รวมทั้งการที่เขาจะต้องรู้จักรับผิดชอบในทางจริยธรรมต่อไปได้ด้วย ซึ่งทั้งนี้ก็ต้องมีการให้ในทางความคิด ทางสติปัญญา ให้ความรู้ความเข้าใจในทางทฤษฎี ตลอดจนจะต้องให้เด็กได้รับประโยชน์จากมรดกทางจริยธรรมที่สะสมกันมาทั้งในด้านวัฒนธรรมและความรู้ทางตำรา ที่จะเป็นพื้นให้เขาคิดงอกเงยออกไป ซึ่งไม่ควรจะทิ้งให้เปล่าประโยชน์ไปด้วย เพราะฉะนั้นจริยธรรมหรือการฝึกฝนพัฒนาจริยธรรมนั้น ก็ควรจะมีทั้ง ๒ ด้าน คือ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ

No Comments
Comments are closed.