- ครองเรือน-ครองรัก จักเลิศแท้ ด้วยครองธรรม
- ความรักและศรัทธา กลั่นออกมาเป็นพร
- รักที่อยากหาความสุข กับรักที่อยากให้เขาเป็นสุข
- คู่สมรส ต้องพัฒนาความรัก
- ถึงจะแต่งงานไป แต่ใจของพ่อแม่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ
- จะครองรักไว้ได้ ก็ต้องครองเรือนให้ดีด้วย
- ความจริงใจต่อกัน เป็นฐานที่มั่นของชีวิตคู่ครอง
- ปรับตัวได้ ให้ข้อแตกต่างเป็นส่วนเติมเต็ม
- เกิดเป็นคนควรฝึกตนเรื่อยไป
- อยู่ร่วมกันจะมีความหมายแท้ เมื่อเอาความเข้มแข็งมาเพิ่มกำลังกัน
- อดทนสามด้าน จะผ่านพ้นอุปสรรคสู่ความสำเร็จ
- รวมกำลังกันได้แล้ว ก็มาเพิ่มพูนแผ่ขยายความสุขให้ไพศาล
- คู่ครองเป็นคู่มิตร มาช่วยกันพัฒนาชีวิตพัฒนาสังคม
- ร่วมกันปลูกมงคลพฤกษ์ เพื่อชีวิตสมรสที่เป็นสุขและมีคุณค่า
- พรแห่งธรรม นำความรักสู่การสร้างสรรค์
ปรับตัวได้ ให้ข้อแตกต่างเป็นส่วนเติมเต็ม
ต่อไปข้อที่ ๒ ทมะ แปลว่าการฝึก เป็นธรรมสำคัญตามหลักที่ทางพระถือว่า มนุษย์เป็นสัตว์พิเศษที่ฝึกได้ พัฒนาได้ ศึกษาได้ เรียนรู้ได้ และจะประเสริฐด้วยการฝึก
มนุษย์ที่ฝึกแล้วจึงจะประเสริฐ ยิ่งฝึกมากก็ยิ่งประเสริฐมาก จนกระทั่งเมื่อฝึกดีเยี่ยม ก็จะประเสริฐจนกระทั่งเทวดาพระพรหมหันมากราบไหว้มนุษย์
ตอนแรกมนุษย์พากันไปไหว้เทวดา ไหว้พระพรหม แต่ทางพุทธศาสนาบอกว่ามนุษย์เราต้องฝึกตัวเอง ถ้ามนุษย์ฝึกศึกษาดีแล้ว เทวดาและพระพรหมกลับมากราบเรา ด้วยความดีของเราเอง
เราไม่ได้ยกตัวหรอก แต่หมายความว่าเทพพรหมเหล่านั้นเห็นความดี คือคุณธรรมและปัญญาของเราแล้ว ก็เคารพนับถือ โดยเฉพาะปัญญาความรู้-คิด-เข้าใจนี้มนุษย์ต้องฝึกขึ้นมา
การฝึกเริ่มต้นด้วยการปรับตัว เพราะเหตุว่าคนที่มาอยู่ร่วมกันนี้ ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีพื้นฐานนิสัยใจคอต่างๆ ไม่เหมือนกัน
แม้แต่ตัวเราเองคนเดียวนี้ก็ยังเปลี่ยนแปลงต่างกันไปได้ บางทีแค่ช่วงเวลาเดี๋ยวหนึ่งก็เปลี่ยนไป เราก็แปลกหรือขัดใจตัวเองได้ ยิ่งมาอยู่สองคนขึ้นไป อาการกิริยาวาจาต่างๆ ก็อาจจะมีแปลกหูแปลกตากันได้เป็นธรรมดา ท่านจึงสอนธรรมข้อ ทมะ นี้ไว้
ทมะในความหมายแง่นี้เป็นบทพิสูจน์ความสามารถในการฝึกตนขั้นต้น คือการปรับตัวได้ โดยเฉพาะการปรับตัวเข้าหากัน ไม่ให้ความแตกต่างเป็นความขัดแย้ง แต่จะให้ดีต้องให้ความแตกต่างเป็นส่วนเติมเต็ม
ความแตกต่างมีความหมายสองแบบ ความแตกต่างนั้น ถ้าใช้ไม่เป็นก็เป็นความขัดแย้ง แต่ถ้าปฏิบัติถูกต้อง ความแตกต่างก็จะช่วยให้เติมเต็ม เพราะว่าคนเรานี้ไม่มีใครสมบูรณ์สักคน เมื่อสองคนมีข้อแตกต่างแต่นำมาเสริมกัน ก็กลายเป็นดีและทำให้สมบูรณ์
เพราะฉะนั้น ความแตกต่างถ้ารู้จักใช้จึงกลายเป็นดี เช่น คนหนึ่งพูดน้อย อีกคนหนึ่งพูดมาก เอามาปรับเข้าด้วยกันก็เลยพูดพอดี ถ้าทั้งสองคนพูดน้อยด้วยกันก็ได้เท่าเดิม จึงเอาความแตกต่างมาปรับให้พอดี
รวมความว่าปรับตัวเข้าหากัน ไม่ให้ข้อแตกต่างกลายเป็นความขัดแย้ง อีกทั้งเป็นการพิสูจน์ตัวเองด้วยว่าเรามีความสามารถในการฝึกตัวพัฒนาตัวแค่ไหน
สรุปว่า นี่เป็นเรื่องของการฝึกตนขั้นที่ ๑ คือ ปรับตัว ตั้งแต่ปรับตัวเข้าหากัน แล้วก็ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม ปรับตัวเข้ากับคุณพ่อคุณแม่ของทั้งสองฝ่าย ปรับตัวเข้ากับญาติมิตรทั้งหลาย ปรับตัวเข้ากับการงาน ฯลฯ ต้องปรับตัวมากมาย คนไหนปรับตัวได้เก่ง ก็มีเค้าของความสำเร็จในชีวิตมาก เพราะฉะนั้นจึงใช้การปรับตัวนี้เป็นหลักขั้นต้นในการพิสูจน์ความสามารถ

No Comments
Comments are closed.