- (นำเรื่อง)
- (จริยธรรมที่เป็นมาและที่เป็นอยู่นั้น เป็นอย่างไร)
- (ปัญหาเกี่ยวกับคำว่า “มานะ” และ “อยาก”)
- (ผลเสียของ “มานะ”)
- (“ฉันทะ” และ “ตัณหา” กับหนทางแห่งการพัฒนา)
- (กิเลส ๓: ตัณหา มานะ ทิฐิ)
- (ใช้กุศลธรรมใด แทนกิเลสทั้งสาม)
- (หลักการพื้นฐานเพื่อการพัฒนาจริยธรรม)
- (จริยธรรมที่พึงระวัง)
- (คุณธรรมที่แฝงในนิสัยนักศึกษา)
- (คุณธรรมที่เป็นหลักสำคัญของประชาธิปไตย)
- (จริยธรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาสังคม)
- (ความเชื่อที่งมงาย และการปฏิบัติที่งมงาย)
- (การเสพติดทางจิตใจ)
- (สภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ ผลกระทบต่อคนรุ่นใหม่)
- (บทสรุป)
ทีนี้ ขอพูดเรื่องมานะก่อน ทำไมมานะที่แปลว่าความถือตัว ความอยากเด่นอยากยิ่งใหญ่ จึงได้กลายมาเป็นศัพท์ที่มีความหมายว่าเพียรพยายาม ข้อสันนิษฐานอันหนึ่งก็คือว่า คนไทยเราได้เคยใช้มานะนี้เป็นแรงกระตุ้นหรือเร้าให้คนทำความเพียรพยายาม ในการศึกษาเล่าเรียนทำการงาน เพื่อจะสร้างความเจริญก้าวหน้าในชีวิต เป็นต้น เพื่อยกฐานะในสังคม ใช้กันไปใช้กันมา ในที่สุดตัวมานะเองกลายความหมายเป็นความพยายามไป แต่ว่าเค้ามันยังเหลืออยู่ อย่างในประโยคที่ว่าเมื่อกี้ว่า “จงมานะอุตสาหะเล่าเรียนไปเถิด ต่อไปจะได้เป็นเจ้าคนนายคน” เค้าความหมายอยู่ในท่อนปลายที่บอกว่า จะได้เป็นเจ้าคนนายคน นี้คือความหมายของมานะที่แท้จริง แสดงว่าเป็นไปได้ที่เราได้ใช้มานะที่เป็นกิเลสอันนี้ เป็นเครื่องปลุกเร้าคนในการทำความดีงาม ในการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้า
แม้ในปัจจุบันนี้ เราก็ยังรู้สึกกันว่าคนไทยมีความถือในเรื่องตัวตนสูง คือ ความโก้ ความเด่น ความอวดกัน หรือว่าการมีหน้ามีตายังเป็นเรื่องสำคัญในสังคมไทย รู้สึกว่าคนไทยก็รู้ตัวอยู่มาก เช่น เวลาไปอยู่ต่างประเทศนั้น คนไทยชอบพูดถึงลักษณะข้อนี้มาก คล้ายๆ กับว่าไปเทียบกับสังคมอื่นแล้ว ลักษณะอันนี้ของตนมันเด่นขึ้นมา
ทีนี้ปัจจุบันเราเกิดจำเป็นจะต้องใช้คำพูดที่แสดงถึงความหมายนี้ แต่คำว่ามานะเราก็เอาไปใช้ในความหมายอื่นเสียแล้ว มานะกลายเป็นความเพียรพยายามไปเสียแล้ว เราจะพูดอย่างไรดี ก็ปรากฏว่าเราไปเอาคำอีกคำหนึ่งในภาษาพระมาใช้ คือคำว่า “อัตตา” คือไม่รู้จะพูดว่ายังไงจึงจะเป็นการแสดงว่า มีการถือตัวตนมาก อยากเด่น อยากใหญ่โตอะไร ก็เลยต้องใช้คำว่า มีอัตตา เช่นบอกว่า คนนี้มีอัตตาแรง หรืออย่าพะเน้าพะนออัตตากันนัก อัตตาคนนั้นใหญ่อะไรอย่างนี้ เป็นต้น นี้ก็เป็นเรื่องของความเคลื่อนคลาด ซึ่งเมื่อว่ากันให้ถูกต้องจริงๆ
ตามหลักการแล้ว การใช้คำว่า อัตตา ในกรณีนี้ผิด ถ้าขอยืมศัพท์ฝ่ายตะวันตกมาอธิบายในกรณีนี้ จะเห็นชัดขึ้น คืออัตตานั้นเป็นคำศัพท์ทางอภิปรัชญา หรือทาง metaphysics ส่วนคำคู่กันในทางจริยธรรม หรือฝ่าย ethics ก็คือมานะ เพราะฉะนั้น คำที่ถูกต้องสำหรับเรื่องนี้ก็คือมานะนั่นเอง เพราะการถือตัว การเอาตัวเป็นสำคัญเรื่องของคำว่ามานะ ส่วนอัตตานั้นสงวนไว้ให้ใช้ในเรื่องอภิปรัชญา
แต่ทีนี้ในเมื่อในสังคมของเรา ความหมายของมานะเคลื่อนคลาดไปมากแล้ว มันก็เลยยากที่จะพูด เพราะเมื่อพูดว่า มานะ คนก็เข้าใจเป็นอย่างอื่น เป็นเพียรพยายามไปเสีย อย่างไรก็ตาม เมื่อเราจะมาสร้างจริยธรรมกันใหม่ ก็จะต้องพูดกันให้เข้าใจชัดเจน ความจริงไม่ต้องมาสร้างจริยธรรมใหม่หรอก ควรจะพูดว่ามาสะสางหรือขัดเกลาจริยธรรมนี้ให้ถูกต้อง
ว่ากันตามความหมายที่แท้จริง มานะนี้เราเห็นว่ามีผลเสียมาก ประการที่หนึ่ง การที่คนไทยเอาตัวตนเป็นสำคัญ ถือตัวทำให้คนทำงานเลือกงาน โดยเอาความสูงเด่น ความจะได้เป็นใหญ่เป็นโตเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน แทนที่จะเอาความถนัดความสามารถ หรือความสุจริตเป็นเครื่องตัดสิน หมายความว่า คนที่เลือกทำงานนี้ ทั้งที่มีงานที่เขามีความถนัด ความสามารถและเป็นงานที่สุจริต แต่เขาถือเป็นงานต่ำ ก็ไม่ยอมทำ คอยรอจะทำงานที่ถือกันว่าสูง มีหน้ามีตา อันนี้ก็ถือว่าเป็นความเสียหายอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองสูญเปล่าในทางทรัพยากร และขัดขวางการพัฒนาประเทศไปด้วย
อีกประการหนึ่ง ว่ากันว่าคนไทยทำงานเป็นคณะหรือทำงานรวมกลุ่มเป็นทีมกันไม่ได้ อันนี้ก็มีเรื่องพูดกันเสมอ โดยเฉพาะคนที่ไปในต่างประเทศ ก็พูดถึงคนไทยว่ามีปัญหาที่ทำงานร่วมกันยาก ไม่สำเร็จ อันนี้ก็เพราะคนเหล่านั้นมีมานะสูง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งตามที่นิยมพูดกันผิดๆ ว่ามีอัตตาแรง ต่างคนต่างอยากเด่น อยากใหญ่ ไม่ยอมกัน ลงกันไม่ได้ เลยรวมกันไม่ติด ผลเสียในแง่นี้มีกว้างไกล อย่างที่ชอบพูดกันว่า ขอบพูดกันว่า คนไทยนั้นยามบ้านเมืองสงบดี ก็แตกแยกชิงดีชิงเด่นกัน ต่างคนต่างอยู่ ต่อเมื่อใดมีภัยมาถึงตัว จึงจะรวมพลังทำงานร่วมกันได้
ประการต่อไป คือ ในการรับวัฒนธรรมจากต่างประเทศ เมื่อจะรับวัฒนธรรมอื่นเข้ามา เราก็มักเลือกรับเอาแต่ส่วนที่รู้สึกโก้ ทำอย่างฝรั่งเฉพาะที่คนเขาเจอแล้วรู้สึกว่าโก้ หรือว่าชอบซื้อหาของใช้เมืองนอกทันสมัยมาอวดโก้กัน แต่ไม่ได้เพ่งมองในแง่ที่จะนำมาสร้างสรรค์ประโยชน์ใหม่ๆ หรือมาเสริมการทำงานของเรามากเท่าไร อันนี้ก็เป็นโทษอีกอย่างหนึ่งของมานะ
ข้อต่อไป ในเมื่อมีการใช้คำว่าเสรีภาพมากขึ้น เสรีภาพเกิดมาสนองมานะเข้า มันก็ไม่เกิดความเจริญก้าวหน้าที่จะแก้ปัญหาในทางสังคมได้ ถึงแม้ว่าเสรีภาพจะเป็นองค์ประกอบของประชาธิปไตย แต่ถ้าเราไม่ได้สร้างปัจจัยพื้นฐาน ที่จะรับเอาเสรีภาพมาใช้ในทางที่ถูกต้อง และมีเจ้าตัวมานะนี้คอยออกโรงอยู่ ผลก็จะออกไปในรูปที่ว่า เอาเสรีภาพมาเป็นเครื่องแสดงตัวในทางที่ยิ่งใหญ่ ในการที่จะครอบงำคนอื่น ในการที่จะไม่ยอมรับคนอื่น หมายความว่าให้ฉันแสดงออก ให้ฉันพูด ให้ฉันว่าได้ แต่ใครจะมาว่ากระทบฉันไม่ได้ กลายเป็นอย่างนี้ไป เสรีภาพก็มีความหมายไม่ถูกต้อง มีความหมายคับแคบ เพราะไม่เข้าใจว่าเสรีภาพคืออะไร มีเพื่ออะไร และไม่มีปัจจัยตัวหนุนที่ถูกต้องมารับกัน แต่กลับมีปัจจัยในฝ่ายอกุศลมารับแทน ก็เกิดโทษมากกว่าคุณ แต่เรื่องนี้สัมพันธ์กับเรื่องนิสัยนักศึกษา นิสัยฝึกฝนพัฒนาตนที่จะว่าต่อไปด้วย จึงจะเอาไปพูดตอนนั้นอีกครั้งหนึ่ง
ผลเสียข้อต่อไปของมานะ คือไม่ว่าจะทำอะไร จะจัดกิจกรรมอะไร ก็มุ่งไปที่ความมีหน้ามีตาได้เด่นได้ดัง อย่างที่ว่าหมดเท่าไรไม่ว่า ขอให้ได้ชื่อเสียง เพราะฉะนั้น เมื่อจัดงานอะไรก็จะคอยภูมิใจรอให้มีคนชมว่า งานนี้หรูหรา มโหฬารที่สุด (คือสิ้นเปลืองหรือพินาศมากที่สุด) ลักษณะเช่นนี้ นอกจากก่อให้เกิดความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ ความสิ้นเปลืองสูญเปล่าเป็นอันมากแล้ว ยังทำให้มองข้ามสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระ หรือแก่นสารหรือความหมายที่แท้จริงของกิจกรรม หรือของงานของการกระทำนั้นไปเสียด้วย แทนที่จะทบทวนถามสำรวจตัวว่า ในการทำกิจกรรมนี้หรืองานนี้ เราได้ทำความมุ่งหมายของตัวงานนั้นได้สำเร็จผลเป็นอย่างดีหรือไม่ และมีความภูมิใจในการเข้าถึงสาระหรือทำความมุ่งหมายนั้นให้สำเร็จ ก็มัวมาภาคภูมิใจกับภาพความยิ่งใหญ่โก้เด่น ที่กลายเป็นความว่างเปล่าไปแล้วหมดสิ้น
มานะยังมีผลในทางร้ายอีกมากมาย จะพูดถึงผลที่เด่นในลักษณะนิสัยของคนไทยจำนวนไม่น้อยเท่าที่เป็นมา (หรือเฉพาะเท่าที่เป็นอยู่?) อีกอย่างหนึ่ง คือ ความชอบอวดโก้ อวดกล้า อวดแสดงเด่น เห็นเป็นการเก่ง ที่ไม่ต้องทำตามกฎตามระเบียบ สามารถฝ่าฝืนละเมิดกฎระเบียบได้ ทำนองว่าเป็นคนยิ่งใหญ่อยู่เหนือกฏ ตลอดจนชอบมีอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นลักษณะความประพฤติประเภทเดียวกัน มานะที่แสดงออกในลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพเช่นนี้ นอกจากเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการสร้างระเบียบวินัยแล้ว ยังกลบทับความคิดสร้างสรรค์พัฒนาตนเองและส่วนรวม ให้เลือนลางจมหายไปด้วย
อาตมภาพได้พูดเรื่องมานะนี้มาเสียยาว ซึ่งสภาพตามที่ว่ามานั้น ในสังคมไทยเราก็มองเห็นกันอยู่เข้าใจไม่ยาก ทีนี้ลองมาวิเคราะห์กันในแง่ของหลักการ การใช้มานะเป็นเครื่องกระตุ้นเร้าให้ทำความดีหรือสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตนี้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นได้จริง ตรงตามหลักความจริงของกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย
กระบวนการแห่งเหตุปัจจัยว่าไว้อย่างไร มีหลักบอกไว้ว่า อกุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมได้ กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรมได้ กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมได้ อกุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรมได้ ในกรณีนี้เราจับเฉพาะข้อแรก อกุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม
มานะนี้เป็นอกุศลธรรม เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่เราสามารถนำมาใช้เป็นตัวเร้าเพื่อทำให้เกิดการทำความดีความงามได้ นี้เป็นหลักความจริงตามหลักธรรม อภิธรรมได้ว่าไว้มากในเรื่องนี้ เรื่องอกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล กุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล ท่านว่าไว้ทั้งนั้น มานะแม้จะเป็นอกุศล แต่เมื่อเราเอามาใช้ในทางที่ดี มันก็มีประโยชน์ได้เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม การใช้สิ่งที่เป็นอกุศลมาสร้างสิ่งที่ดีงาม ที่เป็นกุศลนี้ มันเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย ผลข้างเคียงก็คืออย่างที่ว่าไว้เมื่อกี้ เราอาจจะสร้างความเจริญก้าวหน้า ความรุ่งเรื่องงอกงามในชีวิต ทำความดี ความขยันหมั่นเพียรได้สำเร็จ เด็กขยันเล่าเรียนศึกษาจริง จบการศึกษาจริง แต่ผลข้างเคียงต่อมาเป็นอย่างไร พอจบแล้วแกไม่ทำงานที่ถนัดที่สามารถ แต่เลือกจะเอาความใหญ่โตอย่างที่ว่าเมื่อกี้
ถ้าเรานำระบบการแข่งขันเข้ามาใช้ ระบบแข่งขันนี้ครอบงำสังคมปัจจุบันมากในวงกว้างขวาง โดยเฉพาะสังคมที่เดินตามวัฒนธรรมจากตะวันตก เมื่อเรานำระบบแข่งขันมาใช้ เกิดว่าระบบแข่งขันนี้มาสนองเจ้าตัวมานะที่เป็นปัจจัยซ้อนอยู่ มันก็ออกผลมาในรูปที่ไม่พึงปรารถนา แทนที่ว่าจะทำให้มีความขยัน สร้างการงาน ทำงานสร้างสรรค์ให้มากขึ้น กลับเอาระบบแข่งขันมาใช้ในทางที่อวดโก้ ยิ่งใหญ่ อวดความฟุ้งเฟ้อหรูหราฟุ่มเฟือย แข่งกันแสดง แข่งกันเสพ ไม่ใช่แข่งกันสร้างสรรค์ หรือเอาความยิ่งใหญ่มาแสวงหาผลประโยชน์ครอบงำผู้อื่น ก็กลายเป็นว่า การที่จะฝึกฝนปรับปรุงตน สร้างสรรค์ทำงานนั้น เป็นเพียงเงื่อนไขจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จำใจทำ อาจจะทำบ้างเล็กน้อยเป็นส่วนประกอบไป ส่วนหลักก็กลายเป็นการสนองมานะที่ว่าเมื่อกี้ ถ้าไม่สนองมานะ ก็สนองตัณหา
ระบบแข่งขันโดยตัวของมันเอง ก็จัดว่ามีส่วนที่เป็นอกุศลอยู่ เป็นอกุศลในแง่ที่ว่า การคิดริเริ่มไม่เป็นไปในทางที่จะช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่เป็นไปเพื่อสนับสนุนจิตที่ประกอบด้วยเมตตากรุณา แต่โน้มเอียงไปในทางที่จะทำให้เกิดการเบียดเบียนกันได้ง่าย ในเมื่อตัวมันเองค่อนข้างเป็นอกุศล แต่ในเวลานำมาใช้อย่างที่กล่าวไว้เมื่อกี้ว่า ถ้าหากมีพื้นฐานในทางสร้างสรรค์ เช่นปัจจัยตัวที่ว่ามีนิสัยของการฝึกฝนตน มีนิสัยในการทำงานอยู่แล้ว ก็อาจจะกลับเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการขยันทำการงาน
แต่ในทางตรงข้าม ถ้าหากว่าตัณหามานะมีกำลังมาก มันก็จะออกในรูปเมื่อกี้ คือถ้าออกในรูปที่สนองมานะ ก็กลายเป็นมุ่งอวดโก้ ต้องการเป็นใหญ่ ข่มพวกกันเอง หรือถ้าสนองตัณหาขึ้นมา ก็จะออกไปในรูปของการแย่งชิงผลประโยชน์ ความฟุ่มเฟือย การแสวงหาสิ่งบำรุงบำเรอ ความฟุ้งเฟ้อคอรัปชั่น
คำถามก็คือ อะไรเป็นตัวเด่นในขณะนี้ คือว่า เรามีปัจจัยอะไรเป็นพื้นฐานอยู่ในตัวที่จะมารับเอาเจ้าระบบแข่งขันนี้เข้ามามีนิสัยทำงาน หรือมีตัณหามานะ อีกประการหนึ่ง เมื่อนำระบบแข่งขันที่ว่ามีส่วนโน้มเอียงที่เป็นอกุศลอยู่มาก มาใช้แล้วก็ย่อมจะทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาอีกด้วย คือในทางร้ายนอกจากจะสนองตัณหามานะแล้ว โดยตัวของมันเอง ก็มีผลทางจิตใจทำให้เกิดความคับแค้น กระวนกระวาย อย่างที่เป็นอยู่ในสังคมตะวันตกหรือในสังคมที่เรียกว่าพัฒนาแล้วในปัจจุบัน แล้วเมื่อไม่รู้จักวิธีควบคุม หรือผสมเข้ากับพิษของตัณหาและมานะ ก็จะส่งมลพิษในทางการพัฒนาเอง คือการทำเกินพอดี ที่ทำให้เกิดผลเสียขึ้นในสภาพแวดล้อม เช่น pollution เป็นต้น เพราะไม่สามารถควบคุมตนเอง มุ่งแต่ว่าทำอย่างไรจึงจะได้ผลแก่ตนมากที่สุด ตอนนี้ก็ขอพักเรื่องมานะไว้ทีหนึ่งก่อน

No Comments
Comments are closed.