- จะแข่งขัน ต้องเข้มแข็ง – งานของพระ-จุดยืนของพุทธ
- มองให้กว้าง คิดให้ไกล
- กระแสโลกาภิวัตน์แรงร้าย-จะสู้ไหม?
- วัฒนธรรมทางปัญญา เพื่อชัยชนะที่ยั่งยืน
- มนุษย์ฉลาดจึงตั้งสมมุติได้
- ตั้งสมมติไว้แล้ว อย่ามัวทำเหยาะแหยะ
- ฉลาดตั้งสมมุติได้ ทำไมจะมาติดตายอยู่แค่สมมุติ
- วิกฤติท้าปัญญาไทย – ชาติไทยจะฟื้นได้ ต้องให้การศึกษาที่สร้างวัฒนธรรมทางปัญญา
- คน “เก่ง-ดี-มีความสุข” เสร็จมาจากบ้าน
- ถ้ามีการศึกษา คนจะไม่อยู่แค่รู้สึกและเสพ แต่จะก้าวสู่การสร้างสรรค์และแสวงปัญญา
- มุ่งสู่จุดหมาย – มั่นในหลักการ
- กรรมเก่า – กรรมใหม่
- อยู่เพื่อพัฒนากรรม ไม่ใช่อยู่เพื่อใช้กรรม
- โลกทัศน์เอาชนะธรรมชาติ ต้องแทนด้วยการหนุนระบบสัมพันธ์ แห่งการก้าวไปดีด้วยกัน
วัฒนธรรมทางปัญญา เพื่อชัยชนะที่ยั่งยืน
ถามแทรก กำลังปัญญาที่ว่านี้ สังคมไทยมีแค่ไหน?
พระธรรมปิฎก เวลานี้ วัฒนธรรมทางปัญญาในสังคมไทยแทบไม่มี ไม่ทราบว่าจะเชื่อไหม แต่อาตมาเห็นว่า คนไทยขาดวัฒนธรรมทางปัญญา เราไม่มีความใฝ่รู้ ขาดการรักความจริง ไม่ชอบสืบค้นหาความจริง ที่ทางพระใช้คำสั้นๆ ว่า “รักธรรม” หรือ ฉันทะในธรรม
เราได้แต่ตื่นเต้นไป แม้แต่ข่าวสารข้อมูล เราก็ใช้ไม่เป็น เริ่มตั้งแต่รับก็ไม่เป็น ไม่ต้องพูดถึงการใช้ คนของเราจำนวนมากหรือส่วนมากไม่ได้ประโยชน์จากข่าวสารข้อมูล แต่กลับเป็นเหยื่อของข่าวสารข้อมูล ถูกหลอก ถูกล่อ ถูกโฆษณาชวนเชื่อ ตื่นเต้นตื่นตูม ถูกเอาไปใช้ประโยชน์ เป็นเหยื่อเขา
ถ้าจะแก้ปัญหา เปลี่ยนสถานการณ์ได้ เราต้องฝึกให้คนของเราปฏิบัติต่อข่าวสารข้อมูลเป็น เราจะรับข้อมูลอย่างไร เราจะเอามาใช้ประโยชน์อย่างไร เราต้องมีแนวคิดของเรา เมื่อมีแนวคิดมีวัตถุประสงค์ มีเป้าหมายแล้ว เวลาจะรับข้อมูล ก็เลือกเป็น แล้วจะจัดการอย่างไรกับข้อมูล ก็จะมีแนวทางของตัวเอง เห็นเป็นช่องเป็นทาง ชัดไปเลย
แต่ที่เป็นกันอยู่นี้ คนของเราหรือสังคมของเราไม่มีแนวคิดของตัวเอง อยู่กันอย่างพร่าๆ มัวๆ สับสน ไม่รู้จะรับจะเลือกจะเอาจะใช้ข้อมูลไหน ไม่มีเป้าหมายของตัวเองในการแสวงปัญญา แล้วแต่เขาจะป้อนจะปลุก อยู่กันแบบหาเรื่องตื่นเต้น มีข่าวมาทีก็ตื่นเต้นที เดี๋ยวข่าวโน้น เดี๋ยวข่าวนี้ สับสน พร่ามัว อยู่ด้วยความตื่นเต้น ได้แค่เป็นนักบริโภคข่าว แต่ไม่ได้ศึกษาข่าว
แล้วเดี๋ยวนี้ เราก็นิยมบริโภคไปเสียทุกอย่างแล้วด้วย ทำให้เราเพลิน พอถึงเรื่องข่าวสารข้อมูล เราก็เป็นนักบริโภคข่าว เสพข่าว จะได้อะไร จะต้องหันมาเป็นนักศึกษาข่าว โดยมีแนวคิดของเรา และเอามาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปัญญาของเรา
ถามแทรก พอเริ่มวิเคราะห์ ก็ชักจะเห็นช่องโหว่ทางปัญญาของคนไทยโผล่ขึ้นมามาก ปัจจัยเอื้อในการพัฒนาปัญญาของเราดูเหมือนจะน้อย
พระธรรมปิฎก คนของเรานั้นขาดตั้งแต่ความใฝ่รู้ รับข่าวสารข้อมูลก็แค่ตื่นเต้นไปตามเรื่องตามราว ได้ยินอะไรทีก็เอาไปพูดกันสนุกปากก็จบ แทนที่จะคิดว่า เรื่องที่เกิดขึ้นประเด็นของมันคืออะไร เรื่องเป็นอย่างไร วิเคราะห์ไม่ได้
ลักษณะเด่นของการขาดวัฒนธรรมทางปัญญา แสดงออกมาที่การชอบเสพบริโภคข่าวเพียงแค่ตื่นเต้น ชอบแสดงความเห็นโดยไม่หาความรู้ ชอบตีความโดยไม่ตรวจดูข้อมูลหลักฐาน ชอบวิพากษ์วิจารณ์แต่ไม่รู้จักวิเคราะห์วิจัย
ขอยกตัวอย่าง เช่น ข่าวใหญ่ที่เมืองไทยเจอ คือกรณี IMF เรื่องใหญ่โด่งดัง จนกระทั่งคนไทยรู้จักคำภาษาอังกฤษ IMF ที่เป็นตัวย่อกันทั่วไปหมด ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา รู้จัก IMF หมดทั้งนั้น
ชาวบ้านอาจจะพูดอย่างตื่นเต้นสนุกปากว่านี่เป็นเพราะ IMF บางทีก็เรียกว่า ไอ้ IMF แต่ถามว่า IMF คืออะไร ไม่รู้เรื่อง ได้แต่พูดแบบสนุกกันไปเฉยๆ ด้วยความตื่นเต้น แต่ไม่รู้ว่า IMF เป็นคำย่อมาจากอะไร มันคืออะไร ทำหน้าที่อะไร ทำไมจึงมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในบ้านเมืองเรา
แต่ถ้าเป็นคนที่มีความใฝ่รู้ พอได้ยินคำว่า IMF ก็ต้องคิดแล้วว่า IMF คืออะไร มันเป็นอย่างไร มันมีบทบาทอะไร มันทำให้เกิดผลดีและหรือผลร้ายอย่างไร ต้องเป็นคนที่มีลักษณะที่จะคิดสืบค้นสืบสาวหาเหตุปัจจัย อย่างน้อยก็ต้องคิดว่า อะไรคืออะไร มันเป็นอย่างไร เพราะอะไร มีดี มีชั่ว ข้อดี ข้อเสียอย่างไร การศึกษาก็เกิดขึ้น มีทางที่จะเกิดปัญญา การแก้ปัญหาก็เป็นไปได้ ถ้าเราตื่นเต้นกันอยู่แค่นี้ มันก็ไม่ไปไหน
เราขาดมากเรื่องวัฒนธรรมทางปัญญา เริ่มตั้งแต่ความใฝ่รู้ คิดว่าต้องแก้กันมาก รวมความก็คือ เรื่องพัฒนาคุณภาพคน ทีนี้เราจะทำอย่างไร ทั้งๆ ที่หลักการของพุทธศาสนาก็เน้นนักย้ำหนาให้พัฒนามนุษย์ พัฒนาคุณภาพคนว่า จุดหมายตั้งแต่ต้นจนถึงขั้นสูงสุด จะสำเร็จได้ต้องอาศัยปัญญา
การที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คำว่า “ตรัสรู้” ก็คือปัญญา โพธิญาณ ก็คือปัญญา
ทำอย่างไรเราจะพัฒนาปัญญาให้ได้ผล เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาและทำสิ่งที่มุ่งหมายให้สำเร็จได้ทุกขั้นๆ ไป และพร้อมกับการพัฒนาปัญญานั้นก็พัฒนาจิตใจ และพัฒนาพฤติกรรมไปด้วย
ทำอย่างไรเราจะได้ประโยชน์จากเนื้อตัวของพระพุทธศาสนา ซึ่งที่แท้ก็อยู่ที่ตรงนี้ ไม่ใช่มาติดกันอยู่แค่รูปแบบ หรือเรื่องวัตถุภายนอก ซึ่งที่จริงสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องเอื้อ หรือเป็นปัจจัยชนิดหนึ่ง ที่มีขึ้นเพื่อให้มนุษย์ได้รับสิ่งเกื้อหนุน หรือได้รับโอกาสในการที่จะพัฒนาชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น ถ้าเราโยงรูปแบบและวัตถุภายนอกเข้าไปถึงสาระไม่ได้ เราก็ไปไม่ไหว อะไรๆ แต่ละอย่างก็แยกเป็นเรื่องๆ ขาดจากกันไป
ความจริงรูปแบบระบบและวัตถุทั้งหลายทุกอย่างที่เกิดมีในพุทธศาสนา เป็นเพียงตัวเอื้อ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชุมชน การมีวัดวาอาราม ก็เพื่อสร้างสภาพเอื้อที่จะมาเกื้อหนุนให้แต่ละคนได้สิกขา ได้เจริญในไตรสิกขา ได้พัฒนาชีวิตของตัวเอง ทำปัญญาให้เกิดขึ้นให้ได้
ถาม เรื่องวัฒนธรรมทางปัญญา ผู้ที่จะมีส่วนชักนำ ที่จะทำให้เกิดในสังคมไทยได้ นอกจากศาสนา เฉพาะตัวพุทธศาสนาเอง อีกหลายฝ่ายจะช่วยในการเผยแพร่บางส่วนแยกกันออกไปอีก รวมทั้งรัฐบาลที่เราเห็น ก็ไม่สามารถฝากความหวังอะไรเลย ทีนี้ความหวังของสังคมไทยในการสร้างวัฒนธรรมทางปัญญาจะเกิดได้อย่างไรครับ?
พระธรรมปิฎก อันนี้ไม่ต้องพูดถึงศาสนาในแง่ที่เป็นป้ายชื่อ เรากำลังพูดถึงความจริงตามธรรมชาติเท่านั้นเอง เพราะพุทธศาสนาโดยเนื้อแท้ หรือตัวแท้ตัวจริง ก็ไม่ใช่อะไรที่บัญญัติจัดตั้งขึ้นมา
พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า “ตถาคต จะเกิดหรือไม่เกิด ความจริงก็มีอยู่ของมันตามธรรมดาอย่างนั้น” ตถาคตค้นพบความจริงนี้แล้ว ก็นำมาบอกกล่าวว่า ธรรมชาติธรรมดามันเป็นของมันอย่างนี้นะ และมาวางเป็นหลักให้เข้าใจได้ง่าย
ตามหลักความจริงที่ว่านั้น เรื่องของมนุษย์ ก็มีเพียงว่า
- เราอยู่ในความแวดล้อมของธรรมชาติ เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แล้วเราก็อยู่ใต้กฎที่เป็นความจริงของธรรมชาติ
- เราจึงต้องรู้ความจริงนั้นเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ ตั้งต้นจากเมื่อเรารู้ความจริง รู้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เป็นต้น เราก็จะดำเนินชีวิตเป็นอยู่ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง โดยเอาความรู้ในหลักการกฎเกณฑ์นั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์
เรื่องของมนุษย์ก็มีเท่านี้ ทีนี้จะทำอย่างไร
- ก็ต้องรู้ความจริงให้มากขึ้นๆ โดยพัฒนาปัญญา
- ปัญญาที่พัฒนาขึ้นมานั้น ก็เอามาจัดสรรดำเนินการ เพื่อเอาความจริงนั้นมาใช้ให้ได้ประโยชน์
เนื้อหาสาระก็มีเท่านี้ ถึงเราไม่พูดถึงคำว่า “ศาสนา” เลย ศาสนาก็อยู่ในนี้แล้ว เพราะนี่แหละเป็นเนื้อเป็นตัวแท้ๆ ของศาสนา
พุทธศาสนาพูดแต่ตัว “ความจริง” กับ “การเอาความจริงมาใช้” สาระก็อยู่ที่การมีปัญญารู้ความจริง และการมีปัญญาที่จะดำเนินการให้ได้ประโยชน์จากความจริง ก็เท่านั้นเอง
ส่วนที่จัดเป็นรูปแบบระบบอะไรต่างๆ ก็อย่างที่ว่าแล้ว คือ เป็นเรื่องของมนุษย์ที่มีความสามารถจะมาจัดสรร จัดตั้ง ดำเนินการ สร้างรูปแบบอะไรต่างๆ ขึ้น เพื่อจะได้เป็นสภาพเอื้อ ที่ช่วยให้มนุษย์พัฒนาตัวเองให้มีปัญญาที่จะรู้ความจริงนี้ และนำความจริงนี้มาใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น เท่านั้นเอง

No Comments
Comments are closed.