สังคมไทยเสื่อมลงไป ถึงกับหันหลังให้ดวงประทีป

2 ตุลาคม 2546

สังคมไทยเสื่อมลงไป ถึงกับหันหลังให้ดวงประทีป

แต่เวลานี้ ที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง และจะน่าอับอายด้วย ก็คือ นอกจากไม่พัฒนาวัฒนธรรมแสวงปัญญาแล้ว แม้แต่วัฒนธรรมแห่งเมตตาที่มีอยู่ ก็กำลังเสื่อมโทรมลงไป สิ่งดีที่มีอยู่ ก็รักษาเอาไว้ไม่ได้

เวลานี้สภาพของการเบียดเบียนกัน ความโหดร้ายทารุณเพิ่มขึ้นมากในสังคมไทย จนกระทั่งต้องเอามาบ่นกันนักหนา อย่างเรื่องอาชญากรรมต่างๆ แม้แต่ในครอบครัว มีความโหดร้ายทารุณ การฆ่ากัน แม้กระทั่งลูกฆ่าพ่อแม่ จนถึงพ่อแม่ฆ่าลูก ก็มีมากขึ้น

สภาพอย่างนี้แสดงว่า วัฒนธรรมเมตตาที่เคยมีมาอย่างน่าภาคภูมิใจในสังคมไทย ก็เสื่อมโทรมลงไป จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยว่า ทำอย่างไรจะให้คนไทยเรานี้

หนึ่ง รักษาความดีที่มีอยู่ คือ วัฒนธรรมแห่งเมตตาก็ดำรงรักษาไว้ให้ได้

สอง พัฒนาส่วนที่ยังขาดไป คือ เพิ่มพูนวัฒนธรรมแสวงปัญญาให้มีพรั่งพร้อมขึ้นด้วย

ถ้าได้ทั้งสองอย่าง ก็เป็นหลักประกันว่า สังคมประเทศชาติจะเจริญงอกงามดีอย่างแน่นอน

แต่การที่คนเราทั่วๆ ไป หรือคนส่วนใหญ่ในสังคม จะรักษาและพัฒนาวัฒนธรรมเหล่านี้ได้ คือ ทางด้านจิตใจ รักษาวัฒนธรรมแห่งเมตตา และทางด้านปัญญา พัฒนาวัฒนธรรมแสวงความรู้ขึ้นมาได้ ก็ต้องมีผู้ชี้แนะช่องทาง คือสาดส่องแสงสว่างแห่งปัญญาให้นั่นเอง

พร้อมกันนั้น คนในสังคมนี้ ก็ต้องมีความโน้มเอียงของจิตใจ ที่จะมาน้อมรับแสงสว่างหรือคบหาแบบอย่างที่เป็นแหล่งแห่งปัญญานั้นด้วย

ถ้าสังคมเห็นคุณค่าของผู้มีปัญญา พูดง่ายๆ ว่า เห็นคุณค่าของบัณฑิต และเชิดชูบัณฑิต สังคมนั้นก็มีทางที่จะแก้ไขปัญหา อันนี้ก็เข้าหลักที่ว่า ไม่คบคนพาล แต่คบบัณฑิตนั่นเอง ซึ่งเป็นมงคลข้อต้นๆ

ในทางพระพุทธศาสนาถือว่า เรื่องของสังคมนั้น ต้องเริ่มที่นี่ คือที่ “อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานฺจ เสวนา” แล้วก็ต่อด้วยข้อสำคัญคือ “ปูชา จ ปูชนียานํ” จึงจะเป็น “เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ” คือ ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต และบูชาคนที่ควรบูชา เป็นอุดมมงคล

อันนี้เป็นจุดที่จะแก้ไขปัญหา คือจะต้องยอมรับนับถือเข้าหาคนดีมีปัญญา หมายความว่า เมื่อยังไม่ใฝ่ปัญญาด้วยตนเอง เพราะเป็นนามธรรมที่ยาก ก็มีตัวบุคคลมาช่วยเชื่อมต่อให้

ทั้งนี้ สังคมจะต้องเชิดชูบัณฑิต ต้องยกย่องผู้มีปัญญาและทรงธรรม ถ้าสังคมมีความโน้มเอียงอย่างนี้ การที่จะใฝ่ปัญญา แสวงปัญญา หรือนิยมปัญญา ก็มีทางเป็นไปได้

ถึงตอนนี้ก็เป็นปัญหาขึ้นมาในสังคมไทยของเราอีกว่า เรามีแนวโน้มไหม? ที่จะไม่คบคนพาล แต่คบบัณฑิต

สังคมนี้เป็นสังคมที่ชอบคบคนพาล หรือชอบคบบัณฑิต พอเริ่มต้นขึ้นมา ก็เป็นปัญหาแล้ว

ทีนี้ก็เลยต่อไปถึงข้อที่ว่า “บูชาคนที่ควรบูชา” คือยกย่องเชิดชูให้ความสำคัญแก่บัณฑิตนั่นเอง หมายความว่า สังคมนี้ต้องสร้างกระแสให้แก่มนุษย์ที่อยู่ในสังคมนั้น โดยถือหลักการสำคัญว่า ต้องยกย่องเชิดชูคนดี นิยมนับถือคนมีปัญญา ที่ทรงธรรม ซึ่งเรียกว่าบัณฑิตนั้น

ถ้าสังคมไทยนิยมเชิดชูคน หรือยกย่องนับถือคนเพียงด้วยทรัพย์สินเงินทอง ด้วยอำนาจความยิ่งใหญ่ หรือด้วยเรื่องอื่นๆ เช่นการเสพบริโภคแล้ว สังคมไทยนั้นจะเอาดีได้อย่างไร ความโน้มเอียงที่จะเกิดกระแสในการนิยมปัญญา และเทิดค่าคุณธรรมความดีงาม ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น

ตามหลักการทางธรรมนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ว่า การไม่คบคนพาล คบบัณฑิต และยกย่องนับถือคนที่ควรนิยมบูชา จะเป็นมงคลเท่านั้น มีพุทธภาษิตสำทับไว้ทีเดียวว่า (ขุ.ชา.๒๗/๘๕๒/๑๙๐)

อมานนา ยตฺถ สิยา สนฺตานํ วา วิมานนา
หีนสมฺมานนา วาปิ น ตตฺถ วสตึ วเส

การไม่นับถือบัณฑิต การเหยียดหยามคนดี หรือการยกย่องคนเลว มีในที่ใด ไม่ควรอยู่ในที่นั้น

เพราะฉะนั้น จึงต้องมาแก้ที่นี่ เพราะกลายเป็นว่า เมืองไทยเวลานี้เป็นสังคมที่ไม่เข้าหลัก “อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานฺจ เสวนา ปูชา จ ปูชนียานํ” แต่กลายเป็นสังคมที่ตรงข้าม คือชอบเสวนาคนพาล ผ่านข้ามบัณฑิต และชื่นชมหลงใหลคนที่ไม่น่านิยมบูชา

บูชา ก็คือ ยกย่อง เชิดชู ชื่นชม นิยม นับถือ สังคมต้องให้ความสำคัญแก่คนทำความดี คนมีความดี และคนมีปัญญา โดยถือว่าเป็นบุคคลที่มีคุณค่าสูง แต่ถ้าสังคมยกย่องตรงข้ามจากนี้ ก็แน่นอนว่าจะต้องก้าวไปในทางตรงกันข้าม

สังคมจะเฟื่องฟู ต้องเชิดชูบัณฑิต

สังคมไทยมาได้ดีทางจิตใจ แต่ไปได้ไม่ไกลทางปัญญา สังคมไทย ต้องหันมาก้าวต่อไปให้ถึงธรรมไพบูลย์

No Comments

Comments are closed.