ดูฟังด้วยปัญญา อัตตาไม่มา ปัญหาหายไป

23 พฤษภาคม 2535
This entry is ส่วน 15 ของ 18 in the series สามไตร

ดูฟังด้วยปัญญา อัตตาไม่มา ปัญหาหายไป

ทีนี้ การรับรู้แบบที่สอง คือการรับรู้ตามเป็นจริง ที่เรียกว่าเป็นการ เรียนรู้

การรับรู้แบบเรียนรู้นี่ ก็คือว่า อะไรเข้ามา ถ้ามันไม่เกี่ยวกับการที่เราจะต้องปฏิบัติ หรือจะเอามาพัฒนาชีวิตของเรา ก็ทําอย่างที่ท่านเรียกว่า เห็น ก็แค่เห็น ได้ยิน ก็แค่ได้ยิน ไม่รับเข้ามากระทบตัวตน ไม่ไปยินดียินร้าย เอาแค่รู้ตามที่มันเป็น และรับรู้โดยมีสติ คือแค่เก็บมันเอาไว้เป็นข้อมูลสําหรับใช้ประโยชน์ต่อไป พูดสั้นๆ ว่าเป็นความรู้ และเป็นข้อมูลสําหรับสติ ที่จะเอาไปใช้ประโยชน์

ถ้ารับรู้อย่างนี้ เราก็ได้อย่างเดียว และสบายด้วย ไม่มีปัญหา

ถ้าเป็นเรื่องที่เราจะต้องเกี่ยวข้อง ก็พิจารณาไปตามเหตุปัจจัย ว่านี่คืออะไร เกิดขึ้นอย่างไร เป็นมาอย่างไร ทําอย่างไรจึงจะถูกต้อง แล้วก็ทําไปด้วยปัญญาให้ตรงเหตุปัจจัยนั้นๆ ไม่มีความยินดีหรือยินร้ายเกิดขึ้น ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ ก็ไม่เกิดปัญหา และจะเป็นไปในทางแก้ปัญหา

ตัวอย่างหนึ่งที่ยกให้ฟังบ่อยๆ ให้เห็นว่า วิธีมองแบบที่หนึ่ง กับแบบที่สอง หรือรับรู้อย่างที่หนึ่ง กับอย่างที่สอง ต่างกันอย่างไร

เช่นว่า นักเรียนสองคนรักกัน เป็นเพื่อนกัน เห็นกันมาทุกวัน ตามปกติ เวลาพบกัน ก็ทักทายปราศรัยยิ้มแย้มเข้าหากัน จับมือจับไม้ อยู่มาวันหนึ่ง ที่โรงเรียน คนหนึ่งมาก่อน อีกคนหนึ่งมาทีหลัง คนแรก คุณ ก. ยิ้มให้ ทักทาย แต่คุณ ข. ไม่ยิ้มด้วย ไม่ทักทายด้วย หน้าบึ้ง เอาแล้วสิ

ถ้ารับรู้แบบที่หนึ่ง คือรับรู้แบบยินดี-ยินร้าย ก็จะเป็นการรับรู้แบบกระทบตัวตน คุณ ก. ก็รู้สึกขึ้นมาเลย ว่า เอ๊ะ เพื่อนเราทําไมทําอย่างนี้ เรายิ้มด้วย ทําไมไม่ยิ้มตอบ ภาพหน้าตาที่ไม่ยิ้มแย้ม บึ้ง อาการที่ไม่ทักทายตอบ ไม่พูดตอบ เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบใจ คุณ ก. เกิดความยินร้ายขึ้นมาแล้ว เกิดตัวตน เรา-เขา ขึ้นมากระทบกันแล้ว เอ๊ะ ยายนี่นายนี่ มันยังไงกับเรา มันโกรธเราหรือ เอาซิ เธอโกรธได้ ฉันก็โกรธเป็นเหมือนกัน ฉันก็โกรธบ้างซิ

นี่คือตัวเรา-ตัวเขาเกิดขึ้น แล้วก็เกิดปัญหาตามมา อาจจะโกรธกันเลย จากเห็นกันแค่นั้น บึ้งนิดเดียว เลยโกรธกันไปทั้งวัน หรืออาจจะเป็นเดือน หรืออย่างหนัก อาจจะเปลี่ยนกลายเป็นศัตรูไปเลย

แต่ถ้ารับรู้แบบเรียนรู้ รับรู้ตามที่มันเป็น เช่นมองที่เหตุปัจจัย เขาจะมองอีกแบบหนึ่ง คือ

พอเห็นเพื่อนเดินมา คุณ ก. ยิ้มไป แต่คุณ ข. ไม่ยิ้มมา คุณ ก.ทักทายด้วย คุณ ข.ไม่ยอมทักทายตอบ คุณ ก. ก็มองออกไปโดยใช้ปัญญาว่า เอ๊ะ เพื่อนของเราวันนี้ ทําไมไม่ยิ้มตอบ เขาคงมีปัญหาไม่สบายใจ เขาอาจไม่มีเงินใช้ อาจจะมีเรื่องอะไรมาจากบ้าน อาจจะถูกคุณพ่อคุณแม่ดุ หรือมีความคับข้องใจอะไรบางอย่าง

เออ เราควรจะถามเขา ว่าเขามีปัญหาอะไร ลองดูท่าที ถ้าเหมาะก็จะเข้าไปถาม พอได้โอกาส ก็เข้าไปไต่ถามแบบเห็นอกเห็นใจว่า เพื่อนมีทุกข์ร้อน หรือไม่สบายใจ หรือเป็นอย่างไร ก็สอบถามกันไป ถ้ายังไม่ได้โอกาส ก็รอเวลาไปก่อน

ถ้ามองโดยใช้ปัญญาอย่างนี้ (ศัพท์พระเรียกว่า “โยนิโสมนสิการ”) ความรู้สึกกระทบตัวตนก็ไม่มี ความโกรธ ความเกลียดไม่มี ความขุ่นมัว ความเศร้าหมองใจ เดือดร้อนใจ ก็ไม่มี มีแต่ความสงสาร เห็นใจ หรือแค่ไตร่ตรอง นี่คือการมองที่ถูกต้อง

จากเรื่องเดียวกัน คนมองสองแบบต่างกันไปเลย ถ้ารับรู้แบบยินดียินร้าย ก็กระทบตัวตน เกิดตัวตนขึ้นมาว่าเป็นเราเป็นเขา ที่กระทบกระทั่ง ขัดแย้งกัน เป็นปัญหาวุ่นวายไปหมด แต่ถ้ารับรู้ด้วยปัญญา มองตามความเป็นจริง ก็นําไปสู่การสืบสาวหาเหตุปัจจัยของเรื่องราวเพื่อจะแก้ไข และได้ความเมตตากรุณาด้วย

พอรู้สึกว่า เอ เขาคงมีเรื่องไม่สบายใจ นี่เราเกิดกรุณาแล้วนะ ใจเราก็สบาย มองไปที่เพื่อนโดยไม่มีตัวเราขึ้นมารับกระทบ และนอกจากใจเราสบายแล้ว ก็เป็นทางแก้ปัญหาต่อไป เพราะเราอาจจะเข้าไปพูดจาไถ่ถามเพื่อหาทางช่วยเขา อันนี้คือเรื่องของอนัตตา ที่นํามาใช้ประโยชน์ในระดับหนึ่ง

ถ้าเราดําเนินชีวิตประจําวัน ตั้งแต่ในระดับการรับรู้ให้เป็นการมองตามเป็นจริง พิจารณาไปตามเหตุปัจจัย ไม่รับรู้แบบกระทบกระทั่งตัวตน ที่เป็นช่องทางของการยินดียินร้าย แล้วมีตัวตนเราเขาขึ้นมากระทบกระทั่งบีบกระแทก เราจะมีชีวิตที่ผาสุกเป็นอย่างมาก ไม่มีเรื่องมีราวมากมายอย่างที่เป็นปัญหากันอยู่ในปัจจุบัน

คนที่ไม่ได้เรียนรู้ มีตัวตนเราเขาขึ้นมากระทบกระทั่งบีบกระแทก เพราะมองอะไรๆ แค่ยินดี-ยินร้าย ชอบใจ-ไม่ชอบใจ จึงกระทบโน่น กระแทกนี่ วันหนึ่งไม่รู้ว่าตัวตนเกิดขึ้นมาให้ถูกกระทบกระทั่งเท่าไร แล้วก็วุ่นวายเดือดร้อน ทั้งก่อปัญหาให้ตัวเองขุ่นข้องเป็นทุกข์ และสร้างปัญหาระหว่างกัน กับทั้งสะสมปัญหาเก่าซึ่งแก้ไม่ได้ให้ยิ่งซับซ้อน

สามไตร

ดูฟังไม่เป็น จะเกิดปัญหา เพราะอัตตาเกิดขึ้นมากระทบกระแทก ไตรลักษณ์สอนเราให้อยู่ด้วยปัญญา ปัญหาก็แก้ได้ จิตใจก็สุขสบายโล่งเบา

No Comments

Comments are closed.