- สามไตร – นําเรื่อง
- ความเป็นชาวพุทธ ความเป็นคนไทย ยึดเหนี่ยวจิตใจให้เรามารวมกัน
- ประโยชน์ส่วนตัว-ประโยชน์ส่วนรวม ร่วมประสานเสริมกัน
- ทําอย่างไรจะให้คนไทย มีความสามัคคีกว้างใหญ่ และยืนยาว
- ถ้ายังยึดตัวเป็นใหญ่ ก็สามัคคีจริงไม่ได้ ถ้ามีอะไรที่ยอมยกให้ใหญ่กว่าตน คนก็จะรวมกันได้จริง
- สามไตร ถ้าทําได้ ก็พอให้เป็นชาวพุทธแท้
- – ๑ – ไตร. ที่ นับถือ – เอาพุทธคุณ ๓ เป็นจุดเริ่มก้าว จากสวดด้วยปาก สู่การปฏิบัติด้วยชีวิตของเรา
- ทําการด้วยปัญญา ออกจากใจที่เมตตา โดยลึกลงไป ก็จริงใจ บริสุทธิ์ใจ จิตไร้เงื่อนงํา
- จากพระคุณของพระพุทธเจ้า ต้องเข้าถึงพระรัตนตรัยให้ครบทั้งสาม
- – ๒ – ไตร. ที่ รู้ทัน – พูดถึงไตรลักษณ์ ก็นึกถึงอนิจจัง นึกถึงอนิจจัง ก็ต้องตั้งใจให้ไม่ประมาท
- ถ้าจะไม่ประมาท ก็ต้องให้เวลาไม่ผ่านไปเปล่า
- อนิจจังข้อเดียว ก็สอนเราถึง ๓ ขั้น
- ทุกข์ที่อยู่ตามธรรมชาติของมัน อย่าเอาเข้ามาบีบคั้นให้เป็นทุกข์ของเรา
- ดูฟังไม่เป็น จะเกิดปัญหา เพราะอัตตาเกิดขึ้นมากระทบกระแทก
- ดูฟังด้วยปัญญา อัตตาไม่มา ปัญหาหายไป
- ไตรลักษณ์สอนเราให้อยู่ด้วยปัญญา ปัญหาก็แก้ได้ จิตใจก็สุขสบายโล่งเบา
- – ๓ – ไตร. ที่ ต้องทํา – ไตรสิกขา เริ่มด้วยศีลที่เป็นหลักประกันของสังคม
- ให้ชีวิตเป็นไตรสิกขา คือปฏิบัติธรรมตลอดเวลา จะชื่อว่าเป็นชาวพุทธสมจริง
ดูฟังไม่เป็น จะเกิดปัญหา
เพราะอัตตาเกิดขึ้นมากระทบกระแทก
๓. ต่อไปคติจาก อนัตตา มีหลายขั้นหลายระดับ สําหรับชีวิตประจําวันนี้ เอาแค่ระดับต้นๆ ก่อน
ระดับต้นๆ เป็นอย่างไร คือเกี่ยวกับความยึดมั่นในตัวตน
คนเรานี้ทุกคนต้องยอมรับว่า เมื่อเป็นปุถุชน ก็ย่อมมีความยึดมั่นในตัวตน แต่ตัวตนของเรานี้มันขัดขวางความรู้ความเจริญของตัวเราเอง เริ่มตั้งแต่การรับรู้ ดูเห็นสิ่งต่างๆ ก็เจอปัญหา
เราอยู่ในชีวิตประจําวันนี้ ชีวิตของเราคืออะไร วันหนึ่งๆ ชีวิตของเราก็คือการได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสสิ่งโน้นสิ่งนี้ ได้รู้อารมณ์ด้วยใจ แล้วก็มีความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ รักโกรธเกลียด อะไรต่างๆ แต่ละวันๆ เราก็ยุ่งอยู่แค่นี้แหละ
เดี๋ยวเข้ามาทางตาเดี๋ยวเข้ามาทางหูเดี๋ยวเข้ามาทางจมูกเดี๋ยวเข้ามาทางปาก แต่ละวัน เราไม่พ้นจากสิ่งเหล่านี้ไปได้
ทีนี้ เรารับรู้อย่างไร การรับรู้ของมนุษย์นั้น ว่าตามหลักพระพุทธศาสนา คือตามธรรม มี ๒ แบบ ได้แก่
๑. รับรู้แบบเรียนรู้ หรือรับรู้ตามความเป็นจริง
๒. รับรู้แบบยินดี ยินร้าย
สองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร ลองพิจารณาดู
ธรรมดาว่า สิ่งทั้งหลาย ที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรานี้ มันไม่มาเปล่าๆ แต่มันมาพร้อมกับคุณสมบัติที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจของมัน พอมันผ่านเข้าตา หู ฯลฯ ของเราเท่านั้นแหละ คุณสมบัติของมันนั้น ก็แสดงตัวกระทบเราทันที
คุณสมบัติของมันนี้ ก็สัมพันธ์กับตัวเรานั้นเอง คือ ทําให้เกิดความรู้สึกถูกใจ กับไม่ถูกใจ ถ้าพ้นจากนี้ ก็เฉยๆ เพลินๆ
สิ่งทั้งหลายที่เราได้เห็น ก็ตาม ได้ยิน ก็ตาม จึงเกิดมีผลกระทบต่อชีวิตจิตใจของเรา
พอเข้ามาแล้ว ความสวยงาม ถูกตาถูกใจ ไม่ถูกตาไม่ถูกใจ ความน่าเกลียดน่าชัง ความไพเราะ ไม่ไพเราะ ความอร่อย ไม่อร่อย เป็นต้นนี้ ก็กระทบตัวเรา พอกระทบตัวเราแล้ว เราก็มีปฏิกิริยา
สิ่งไหนที่ถูกใจ เราก็ชอบ ทางพระเรียกว่า ยินดี ถ้าสิ่งไหนไม่ถูกใจ เราก็ไม่ชอบ เรียกว่า ชัง หรือยินร้าย
มนุษย์เราคนหนึ่งๆ นี้ ดําเนินชีวิตอยู่ไปแต่ละวัน เต็มไปด้วยความยินดี-ยินร้าย และความชอบ-ชัง เกิดขึ้นตลอดเวลา
ถ้าเรายินดีหรือชอบ เราก็คิดไปทางหนึ่ง เช่นว่า จะเอา จะได้ ทําอย่างไรจะได้มา เป็นต้น ถ้าไม่ถูกใจ เกิดความยินร้าย ชังมันขึ้นมา เราก็คิดไปอีกทางหนึ่งว่า ทําอย่างไรจะพ้นมันไปเสีย ทําอย่างไรจะทําลายมันได้ อย่างนี้เป็นต้น คิดไปต่างๆ ทางพระเรียกว่า คิดปรุงแต่ง
ทีนี้ พอเรามีความยินดี-ยินร้ายขึ้นมา ก็จะมีตัวตนขึ้นมารับ ว่ามันถูกใจเรา เราชอบ มันไม่ถูกใจเรา เราเกลียดมัน
พอมีตัวเราขึ้นมารับกระทบ มาเป็นเจ้าของเรื่องแล้ว จากนี้ปัญหาก็เกิดขึ้น คือมีตัวตน ที่จะได้ จะเอา จะเสีย จะทําลาย อะไรต่างๆ มากมาย แล้วปัญหาทั้งหลายก็ตามมา
นี่เป็นการรับรู้แบบที่หนึ่ง ที่เราสะสมกันมาตั้งแต่เกิด ทํากันมาอย่างนี้จนเป็นความเคยชิน แล้วก็ก่อให้เกิดปัญหาแก่ตัวเราอยู่เรื่อยๆ

No Comments
Comments are closed.