ทําการด้วยปัญญา ออกจากใจที่เมตตา โดยลึกลงไป ก็จริงใจ บริสุทธิ์ใจ จิตไร้เงื่อนงํา

23 พฤษภาคม 2535
This entry is ส่วน 8 ของ 18 in the series สามไตร

ทําการด้วยปัญญา ออกจากใจที่เมตตา
โดยลึกลงไป ก็จริงใจ บริสุทธิ์ใจ จิตไร้เงื่อนงํา

๓. พระพุทธเจ้าทรงมีพระวิสุทธิคุณ ทรงหลุดพ้นแล้วจากกิเลสและความทุกข์ทั้งปวง ทรงมีการกระทําทางกาย ทางวาจา บริสุทธิ์ มีพระทัยบริสุทธิ์ ทรงรู้จริง เป็นจริงอย่างที่ทรงสอนผู้อื่น และทรงสอนเขาด้วยความบริสุทธิ์พระทัย มุ่งประโยชน์แก่เขาอย่างแท้จริง

เราทั้งหลายก็จะต้องอยู่ร่วมในสังคมด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ มีความจริงใจต่อกัน นอกจากมีคุณสมบัติ ๒ ข้อแรก ซึ่งเป็นหลักใหญ่ของการแก้ปัญหาแล้ว ลึกลงไปจะต้องมีอีกอย่างหนึ่ง คือความบริสุทธิ์ใจ หรือความจริงใจว่าเรามุ่งหมายความดี ความงาม

เรามุ่งหมายประโยชน์สุขแก่ชีวิตของผู้อื่นและของสังคมอย่างแท้จริง ไม่ได้มีเงื่อนงํา ไม่ได้มีความมุ่งหมายซ่อนเร้น และพร้อมกันนั้นก็ฝึกฝนพัฒนาชีวิตของตนให้งอกงามมีความบริสุทธิ์สะอาด โล่งเบาเป็นอิสระ ปราศจากกิเลส ปลอดทุกข์ยิ่งๆ ขึ้นไป

ปัญหาอย่างหนึ่งของสังคม ที่เกิดเรื่องอะไรต่ออะไร ก็เพราะผู้ทําผู้ปฏิบัติมีความมุ่งหมายซ่อนเร้นอยู่ในใจตัวเอง ไม่บริสุทธิ์ใจ แต่มุ่งหวังผลประโยชน์ มุ่งหวังอํานาจ มุ่งหวังอะไรบางอย่าง แล้วทําการนั้นขึ้นมา จึงมีอะไรแอบแฝงอยู่ จนกระทั่งในการปกครองบ้านเมือง บางทีประชาชนก็กลายเป็นเครื่องมือไป

ฉะนั้น เราในฐานะชาวพุทธที่ร่วมสังคมอยู่ในโลก ควรดําเนินตามหลักพระพุทธจริยาวัตร โดยนําเอาพระพุทธคุณมาใช้ เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ต้องใช้พุทธคุณให้ครบ ๓ อย่าง ถ้าเราใช้ครบสามอย่างแล้ว ปัญหาของสังคม ของบ้านเมือง ของประเทศชาติ และแม้แต่ปัญหาส่วนตัว ก็จะแก้ไขได้ง่ายขึ้น

สรุปให้จับหลักได้ง่ายขึ้นว่า

๑. พระปัญญาคุณ สอนว่า เราจะต้องมีปัญญาความรู้ความสามารถที่จะรับผิดชอบตัวเอง ดําเนินชีวิตและกิจการให้สําเร็จ แก้ปัญหาได้ และรู้จักวิเคราะห์เรื่องราวให้จะแจ้งลึกซึ้งถึงความจริง

๒. พระกรุณาคุณ สอนว่า เราจะต้องมีเมตตากรุณาในการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น วางใจเป็นมิตร มุ่งหวังประโยชน์สุขแก่เขา และทําประโยชน์แก่สังคม

๓. พระวิสุทธิคุณ สอนว่า ตัวเราเองต้องสะอาด ปราศจากปัญหา ปลอดโปร่งโล่งเบา ทําจิตใจให้เป็นอิสระ เบิกบานผ่องใสไร้ทุกข์ได้ด้วยตนเอง และมีความบริสุทธิ์ใจ ตั้งใจจริงเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อสันติสุข มุ่งเพื่อความจริงแท้

ที่ว่านี้คือการนําเอาหลักพุทธคุณ ๓ อย่างมาใช้ แค่เอาพระพุทธคุณสามอย่างมาใช้ ก็ดําเนินชีวิตที่ดีอยู่ได้ในสังคม และช่วยสังคมได้ดี จึงปฏิบัติตามหลักพุทธคุณ ๓ นี้เป็นพื้นฐาน ต่อจากนั้นก็เอาข้อปฏิบัติอื่นๆ มาเสริม

ฉะนั้น ในฐานะลูกศิษย์พระพุทธเจ้า อย่าละเลยที่จะใช้พุทธคุณสามประการในชีวิตของเรา

เราใช้พุทธคุณในการสวด ว่าออกมาเป็นคําพูดแล้ว ก็เอามาใช้ในทางปฏิบัติให้เกิดผลกับชีวิตจริงด้วย เราจึงจะชื่อว่าเข้าถึงพุทธคุณ

ลําพังสวดอย่างเดียว เข้าไม่ถึงหรอกพุทธคุณ เราได้เพียงเอาพุทธคุณนั้นมาเป็นอุบายสําหรับโน้มนําจิตใจเข้าสู่ความสงบ เป็นทางที่จะนําไปสู่การเข้าถึงต่อไป แต่ยังไม่เข้าถึงจริง

แต่เมื่อไรเรานําพุทธคุณทั้งสามมาใช้ปฏิบัติในชีวิตจริง เมื่อนั้นคือเราเข้าถึงพุทธคุณอย่างแท้จริง

ฉะนั้น ประการแรก การปฏิบัติตามพุทธคุณสามนี้ จะต้องเป็นการดําเนินชีวิตพื้นฐานของพุทธศาสนิกชน

ขอย้ําเรื่องการนําพุทธคุณสาม มาเป็นหลักในการดําเนินชีวิตของเรา เพื่อให้เราเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง

สามไตร

– ๑ – ไตร. ที่ นับถือ – เอาพุทธคุณ ๓ เป็นจุดเริ่มก้าว จากสวดด้วยปาก สู่การปฏิบัติด้วยชีวิตของเรา จากพระคุณของพระพุทธเจ้า ต้องเข้าถึงพระรัตนตรัยให้ครบทั้งสาม

No Comments

Comments are closed.