- – ๑ – ความรัก
- – ๒ – จากวาเลนไทน์ สู่ความเป็นไทย
- วันแห่งความรักแท้
- คนเรานี้ มีศักยภาพทั้งทางดีและทางร้าย
- จะมองกันเป็นพี่น้อง หรือมองคนเป็นวัตถุเสพ
- สังคมไทยจะเลือกไปทางไหน
- เป็นกรรมของสังคม ที่เราสร้างเราสะสมขึ้นมาเอง
- รีบแก้ไขปัญหา ด้วยการพัฒนาคนให้ถูกทาง
- ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ฝากความสุขของตน ไว้กับความสุขของประชาชน
- รักแท้-รักเทียม ดูอย่างไร
- ดูคนไทยในวันวาเลนไทน์ ก็พอรู้ได้ว่าจะพาสังคมไปไหวไหม
- เป็นคนก็ต้องรู้จักพัฒนาตนกันบ้าง
- สังคมที่ฉลาด ต้องรู้จักจัดการกับนักเสพนักเอา
- เด็กไทยต้องเป็นนักทำ
- สังคมไทยจะเดินหน้า ต้องพัฒนาฉันทะและเมตตาขึ้นมาให้ได้
- อยู่กันด้วยความรักแท้ที่ยั่งยืน จะได้สุขสดชื่นตลอดไป
- คำปรารภ
เด็กไทยต้องเป็นนักทำ
ความอยากในด้านหรือระดับที่สอง จะเห็นได้ในมนุษย์อีกพวกหนึ่งที่พัฒนาขึ้นไป ซึ่งมีความอยากอีกคู่หนึ่งคืออยากรู้กับอยากทำ เรียกให้ไพเราะว่า ใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ พวกนี้เวลาไปเกี่ยวข้องกับอะไรก็อยากรู้อยากศึกษาและอยากทำให้ดีขึ้น เช่นนักวิทยาศาสตร์แท้ ที่มีจิตใจวิทยาศาสตร์ (scientific mind)
ยกตัวอย่างง่ายๆ เอาคนที่รู้จักกันมาก อย่าง ไอน์สไตน์ เขาอยากจะรู้ความจริงของธรรมชาติ แทบไม่ต้องกินต้องนอน ไม่ต้องหาความสุขจากวัตถุเสพ เขาก็อยู่ของเขาได้ และมีความสุข เพราะความสุขของเขาอยู่ที่ความรู้ เขาอยากรู้ความจริงของธรรมชาติ เขาก็ค้นคว้าใช้เวลาหมดทั้งวัน บางทีอาจจะลืมนอนไปเลยก็ได้เพื่อหาความรู้ อยากจะรู้ความจริงของธรรมชาติก็ค้นคว้ามันไป
เด็กของเราบางคนก็มีลักษณะที่ดีอย่างนี้ คือแกอยากรู้อยากศึกษา แล้วความสุขของแกก็อยู่ที่การได้รู้ได้ศึกษา เด็กที่เป็นอย่างนี้จะไม่ต้องพึ่งพาวัตถุเสพมากมาย และเด็กพวกนี้จะเจริญก้าวหน้าเพราะปัญญางอกงาม
พออยากรู้แล้วก็มีอีกอย่างหนึ่งคู่กัน คืออยากทำ เมื่อเห็นอะไรรู้ว่ามันยังไม่ดีมันยังไม่สมบูรณ์ ก็อยากทำให้มันดีให้มันสมบูรณ์ แล้วก็ทำ และพอทำแล้วก็มีความสุข พวกนี้เป็นนักประดิษฐ์นักคิดนักค้นคว้าวิจัยนักสร้างสรรค์ พอทำไปเขาก็มีความสุขกับการกระทำ
เมื่อไรมนุษย์มีความสุขกับการสนองความใฝ่รู้ และมีความสุขกับการสนองความอยากทำ เมื่อนั้นชีวิตของเขาก็ดีงามเจริญพัฒนา และสังคมประเทศชาติก็เจริญพัฒนาตามไปด้วย แต่ถ้าเด็กของเราอยู่แค่ตัณหาอยากเสพกับโลภะอยากได้ ก็เตรียมตัวไว้เลยว่าสังคมของเราจะมอดม้วยมรณา
เพราะฉะนั้นจึงขอให้คิดกันให้ดี เมื่อจะให้การศึกษาเด็ก ต้องฝึกกันตั้งแต่ในบ้าน ขอบอกไว้อย่างที่ได้พูดบ่อยๆ ว่า
อย่าถามเด็กไทยให้มากนักว่า “อยากได้อะไร?”
แต่จงถามเด็กไทยให้มากขึ้นว่า “อยากทำอะไร?”
เด็กที่อยากได้อะไรนี้มันไม่อยากทำ ต่อไปการกระทำจะเป็นความทุกข์ไปหมด ถ้าเจออะไรที่จะทำก็คิดว่าต้องทำและเป็นความทุกข์เพราะฝืนใจ และเจออะไรยากก็เดือดร้อน แย่เลยเด็กพวกนี้เป็นนักพึ่งพาแล้วก็อ่อนแอ
แต่เด็กที่อยากทำเขามีความสุขจากการทำให้สำเร็จ แล้วเขาจะเข้มแข็งเพราะการทำทำให้คนพัฒนา เนื่องจากต้องคิด ต้องใช้ปัญญา ต้องใช้มือใช้ทักษะ จึงพัฒนาขึ้นมา จิตใจจะอดทนเข้มแข็ง ใจสู้ มีความเพียร เด็กพวกนี้จึงเข้มแข็งและก้าวหน้าพัฒนาตลอดเวลา
ฉะนั้นจึงต้องให้พ่อแม่ถามเด็กให้น้อยลงว่าอยากได้อะไร แต่ถามเด็กให้มากขึ้นว่าอยากทำอะไร ตลอดถึงว่าอยากรู้อะไรด้วย คืออยากรู้กับอยากทำน่ะชุดหนึ่ง อยากเสพกับอยากได้อีกชุดหนึ่ง พวกอยากเสพคิดแต่จะได้จะเอานี้ไม่พัฒนา เรียกว่า พวกตัณหา ส่วนพวกอยากรู้และอยากทำนั้นเป็นอีกชุดหนึ่งเรียกว่า พวกฉันทะ เป็นความอยากที่เป็นกุศล พระพุทธเจ้าสอนไว้ให้แล้ว เราเอามาใช้กันซะ

No Comments
Comments are closed.