(ใช้กุศลธรรมใด แทนกิเลสทั้งสาม)

10 กรกฎาคม 2528

เมื่อพูดถึงกิเลสชุดนี้แล้ว พิจารณากันดูว่า ถ้าเราไม่เห็นด้วยหรือเห็นว่ามันมีข้อเสีย ในการที่จะใช้กิเลสเป็นเครื่องเร้าในการสร้างสรรค์ความเจริญ แล้วเราจะเอาอะไรมาแทน

ขั้นที่ ๑ ก็คือ ถ้าเรายังไม่เอาตัวกุศลธรรมเข้ามาใช้ เราจะยังใช้กิเลสต่อไปก่อน ก็อาจจะกระทำได้ แต่จะต้องดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงการใช้กิเลสเสียใหม่ เช่นแต่ก่อนนี้ มานะเราใช้ในระดับบุคคลมาก โดยกระตุ้นปลุกเร้าให้แต่ละคนมุ่งมั่นว่าจะต้องสร้างสรรค์ความเจริญในชีวิตให้แก่ตน ให้ต้องการความยิ่งใหญ่ มีอำนาจ เป็นเจ้าเป็นนาย เช่นเร้าบอกว่า “โน่น ดูชิคนนั้นเขาแค่นั้นเขายังทำได้ เธอเป็นถึงขั้นนี้ ทำไมจะทำไม่ได้” นี้ก็ใช้มานะเร้าแล้ว หรือบอกว่า “โน้นเขาเป็นคนธรรมดา เขาไม่รวยอะไร เขายังบริจาคได้เท่านี้ คุณเป็นเศรษฐี ทำไมจะบริจาคมากกว่าเขาไม่ได้” นี่ก็ใช้มานะเร้า นี้เป็นการใช้มานะเร้าในระดับบุคคล ถ้าจะเปลี่ยนมาเร้าในระดับของสังคมหรือชุมชน ก็ย้ายเป้าของความยิ่งใหญ่จากตัวตนของแต่ละคน มาเป็นตัวตนร่วมกันของคนทั้งชุมชนหรือทั้งชาติ คือ แทนที่จะปลุกเร้าให้ทำการเพื่อความยิ่งใหญ่ของตนเองของแต่ละคน ก็ปลุกเร้าให้สร้างสรรค์ทำการเพื่อความยิ่งใหญ่ เพื่อความมีอำนาจของชาติของตน

ตัวอย่างการเร้าในระดับสังคม เช่น จะให้ประเทศพัฒนา ให้คนทุกคนตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประเทศของตน ก็เร้าว่าชาติของเราจะต้องยิ่งใหญ่เป็นที่หนึ่งในโลก เป็นต้น ดูเหมือนว่าบางประเทศ อย่างเช่นญี่ปุ่น ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ใช้มานะในรูปนี้ในระดับสังคมอย่างได้ผล การที่จะทำอย่างนี้ได้สำเร็จ จะต้องให้มีจิตสำนึกที่คิดนึกเล็งเป้าอยู่ตลอดเวลาว่า ประเทศของเราจะต้องเป็นหนึ่ง จะทำอะไรก็เพื่อให้ประเทศของเราเป็นที่หนึ่ง เราจะต้องทำการทุกอย่างเพื่อเป้าหมายอันนี้ แต่วิธีนี้ก็อย่างที่ว่ามาแล้ว จะมีผลข้างเคียงในทางไม่ดีมากมาย เช่น ต่อไปก็อาจจะทำให้เกิดการครอบงำประเทศอื่น เกิดการขัดแย้ง การแข่งอำนาจกัน ตลอดจนอาจจะเกิดสงครามโลกต่อไปก็ได้ หรือเอาอย่างง่ายๆ ในความหมายที่ไม่สู้เป็นอกุศล ก็คือการใช้มานะอย่างอ่อน และแปรมาในทางดีงาม เป็นการนับถือตนเอง ซึ่งในทางส่วนรวมหรือในระดับสังคมก็จะออกมาในรูปของการสร้างความภูมิใจในความเป็นชาติของตน เช่นเราต้องพยายามให้คนของเรานี้ ไม่ว่าจะไปต่างถิ่นต่างแดนที่ไหน ก็มีความมั่นใจภูมิใจและเต็มใจที่จะประกาศตนว่า ฉันเป็นคนไทย ถ้าหากว่าพูดอันนี้ออกมาได้แล้ว ก็มีทางที่จะช่วยพัฒนาประเทศของตน แต่ถ้าไม่มีความภูมิใจอันนี้แล้ว การที่จะพัฒนาก็คงจะยาก

เพราะประการที่หนึ่ง คนที่ขาดความมั่นใจในตนเอง ไม่มีความภูมิใจในตนเอง ก็คล้ายทหารขาดฐาน ขาดที่มั่น ไม่มีจุดหลักที่จะเริ่มการกระทำของตน และไม่มีที่ยันให้มีกำลังเข้มแข็ง ที่จะทำงานให้รุดหน้าไปหรือต้านทานอะไรได้

ประการที่สอง เขาขาดความรู้สึกมีส่วนร่วมในสังคมของตน ใจมีความรู้สึกปฏิเสธการที่จะมีส่วนร่วมด้วย จึงยากที่จะเกิดความรู้สึกในการที่จะทำอะไรเพื่อสังคมของตนนั้น คือต้องมีใจผูกพันอยู่ด้วย จึงจะเกิดความรู้สึกว่าจะทำเพื่อใคร หรือจะทำให้แก่ใคร

และประการที่สาม เขามีความรู้สึกด้อยอยู่ในใจ และยอมรับความด้อยนั้นถึงขนาดที่ว่าไม่อยากเกี่ยวข้อง ความรู้สึกนี้มีแต่จะทำให้อ่อนแรงหมดกำลัง จึงไม่ช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์พัฒนาขึ้นได้

ต่อไปก็ถึงคำถามที่ว่า จะเอาธรรมที่เป็นกุศลข้อใดมาแทนที่เจ้าตัวกิเลสที่ก่อปัญหาทางจริยธรรมนั้น

ข้อ ๑ ก็คือ ตัณหา ในเรื่องตัณหานั้น ธรรมที่จะเอามาแทนก็ชัดอยู่แล้ว เพราะเมื่อกี้นี้ได้พูดถึงธรรมที่เป็นคู่กับตัณหา ก็คือ ฉันทะ สิ่งที่เราจะต้องปฏิบัติในเรื่องตัณหานั้น ไม่ใช่เพียงแค่จะเลิกจะละตัณหา แต่เราจะต้องเอาฉันทะมาเป็นตัวแทนเพื่อเข้าแทนที่ตัณหาต่างหาก คือ ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ว่าอยากหรือไม่อยาก แต่อยู่ที่ว่าอยากอย่างไรจึงจะถูกต้อง อยากอย่างไรจึงจะเป็นไปเพื่อความดีงาม เพื่อความเจริญก้าวหน้า

ความอยากที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม เป็นอกุศล เรียกว่า ตัณหา ได้แก่อยากได้ อยากเอา เฉพาะอย่างยิ่ง อยากได้รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสกาย ที่ชื่นชอบ มาบำรุงบำเรอปรนเปรอตน อยากได้ผลประโยชน์ต่างๆ เรียกง่ายๆ ว่าอยากเสพ

ความอยากที่ถูกต้อง ชอบธรรม เป็นกุศล เรียกว่า ฉันทะ ได้แก่อยากทำให้ดีงาม อยากเข้าถึงความดีงามความจริง เช่น อยากให้คนทั้งหลายมีสุขภาพดีแข็งแรง หน้าตาสดชื่นเบิกบานผ่องใสเป็นสุข อยากให้สถานที่สะอาดเรียบร้อยเป็นระเบียบ อยากให้นักเรียนมีความรู้สึกดีประพฤติดี มีหลักสูตรมีแบบเรียนที่ใช้สอนได้ผลดี อยากให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย อุดมสมบูรณ์ ไม่มีคนยากไร้ ไม่มีอาชญากรรม อยากให้คนทั้งหลายได้รู้สึกเข้าใจสิ่งที่ดีงามมีคุณค่าอันนี้ๆ อยากให้ชนรุ่นหลังได้รับประโยชน์อย่างนี้ๆ ด้วย อยากให้งานที่ทำอยู่สำเร็จผล อย่างดีที่สุด เฉพาะอย่างยิ่งสมบูรณ์ที่สุด เรียกง่ายๆ ว่า อยากสร้างสรรค์ หรืออยากสร้าง

สำหรับปุถุชน เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้มีตัณหา ข้อสำคัญก็คือ อย่าให้มีตัณหาอย่างเดียว ไม่มีฉันทะเลย หรือมีตัณหาเป็นกำลังหลัก มีฉันทะเพียงเป็นส่วนประกอบคอยเสริมสร้างบ้างนิดหน่อย ถ้าเป็นอย่างนี้ก็นับว่าอันตรายมาก แต่ถ้ามีฉันทะเป็นหลักให้ฉันทะมีกำลังมากกว่าเป็นตัวยืนโรง มีตัณหาเป็นเพียงตัวประกอบแอบๆ อิงๆ อยู่ เหมือนเพื่อนที่คอยเกาะกินบ้าง ช่วยงานบางอย่างบ้าง ถ้าได้อย่างนี้ ก็นับว่าใช้ได้แล้ว โลกก็นับว่าปลอดภัยพอสมควร และมีหวังเจริญก้าวหน้าไปได้ดี

ถ้าเร้าตัณหาให้ตัณหาเกิดขึ้นบ่อยๆ เสมอๆ ก็จะกลายเป็นนิสัยแบบตัณหา เรียกอย่างภาษาปัจจุบันว่า นิสัยนักเสพ แต่ถ้าเร้าฉันทะให้เกิดขึ้นบ่อยๆ เสมอๆ ก็กลายเป็นนิสัยแบบฉันทะ เรียกว่าอย่างภาษาทันสมัยว่านิสัยนักสร้างสรรค์ เราจะต้องสร้างนิสัยนักสร้างสรรค์ หรือนิสัยนักสร้าง ไม่ใช่สร้างนิสัยนักเสพ

ถ้าสังคมของเราเต็มไปด้วยนักเสพ ตัณหาเข้ามาครอบงำสังคม มันจะเกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่นี้เรื่อยไป และมากขึ้นทุกที เพราะฉะนั้นเราจะต้องหมุนกลับเข้ามาสู่การสร้างนิสัยนักสร้าง คือ ปลูกฉันทะขึ้นมาให้ได้ แล้วมันก็จะไปเข้าคู่ช่วยเสริมกันกับธรรมที่จะเข้ามาแทนที่มานะ

ข้อ ๒ คือ มานะ จะเอาอะไรเข้ามาแทนมานะ หลักธรรมสำคัญข้อหนึ่งที่จะใช้แก้มานะได้ก็คือ ทมะ ทมะแปลว่าการฝึกฝนปรับปรุงตน มานะมันทำให้ถือตัวสำคัญตนว่ายิ่งใหญ่แล้ว ก็เอาทมะมาดัดมากำราบมาฝึกตนนั้นเสีย ถ้าพูดสั้นๆ ก็ว่า จะต้องสร้างนิสัยฝึกฝนพัฒนาตนให้เกิดขึ้น

คำว่า ทมะ นี้หลายคนไม่คุ้นเคย จะให้เข้าใจคำว่าทมะได้ดี ก็ต้องเอาคำที่มีความหมายเหมือนกันหรือคล้ายกันมาช่วยมาเทียบเคียง ขอให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ทมะก็คือสิกขา ที่เราใช้ว่าศึกษา ทมะก็คือภาวนา ภาวนาก็คือการพัฒนา การอบรมฝึกฝนทำให้เจริญขึ้น ทมะก็คือการฝึกให้คลายให้ละเลิกสิ่งชั่วร้ายสิ่งเสียหายเป็นโทษ แล้วเติมสิ่งที่ดีงามเข้ามาแทน และฝึกให้เจริญงอกงามให้ชำนาญ ชองในสิ่งที่ดีงามนั้นยิ่งๆ ขึ้นไปจนถึงที่สุด

การสร้างทมะก็คือการสร้างจิตสำนึกในการฝึกฝนพัฒนาตน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการสร้างนิสัยของนักศึกษา เป็นที่น่าสังเกตว่า ในเมื่อเราถือการศึกษาเป็นสำคัญ และให้คนเป็นนักศึกษานั้น เราทำให้คนหรือเยาวชนมีลักษณะจิตใจหรือมีนิสัยของนักศึกษาด้วยหรือไม่ และเราจะเอาอะไรเป็นนิสัยนักศึกษา นิสัยนักศึกษามีลักษณะอย่างไร

ในทัศนะของอาตมภาพที่มองจากทางธรรม นิสัยนักศึกษาก็คือหลักธรรมข้อทมะนี้ กล่าวคือ การมีจิตสำนึกในการที่จะฝึกฝนพัฒนาตนเองอยู่เสมอ จิตใจที่มุ่งฝึกฝนพัฒนาตนมีลักษณะอย่างไร ลักษณะที่เด่นอย่างหนึ่งก็คือ การมองอะไรๆ เป็นการเรียนรู้หมด หมายความว่าเมื่อเขาได้พบเห็นมีประสบการณ์อะไรเขาจะมองในแง่ที่จะเลือกเอามาใช้เอามาทำให้เป็นประโยชน์ คือ จะคอยถามตัวเองว่า ประสบการณ์นั้นๆ จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปรับปรุงตัวของเขาเองอย่างไร หรือว่าจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่สังคม ในการช่วยเหลือกัน ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ประสบการณ์นี้เป็นเรื่องที่คนต้องพบอยู่เสมอเป็นธรรมดา

แต่ตามปกติคนเรามีท่าทีต่อประสบการณ์ต่างๆ อย่างไร ถ้าไม่มีนิสัยนักศึกษา เราก็จะมีนิสัยของปุถุชน นิสัยปุถุชนเป็นอย่างไร ก็คือการรับกระทบในรูปของความชอบใจไม่ชอบใจ เมื่อคนเราพบเห็นอะไรเริ่มแรกทีเดียว เขาก็จะมองในแง่ที่ว่าชอบหรือไม่ชอบ แล้วต่อจากนั้นก็จะมีการปรุงแต่งไปตามความชอบใจหรือไม่ชอบใจนั้น อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่พอเปลี่ยนมาเป็นนิสัยนักศึกษา เขาเปลี่ยนใหม่ กลายเป็นมองว่าประสบกาณณ์นี้เราจะนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง และไม่คำนึงถึงว่าประสบการณ์นี้น่าชอบใจหรือไม่

เพราะว่า สิ่งทั้งหลายไม่ว่าดีหรือร้าย ล้วนมีคุณได้ทั้งนั้น ถ้ารู้จักนำมาเลือกใช้ให้เป็นประโยชน์ ฉะนั้น สำหรับผู้เป็นนักศึกษาแล้วก็จะไม่เห็นอะไรที่ไม่มีประโยชน์ และในแง่ของจิตใจ เมื่อไม่มองในแง่ชอบหรือชัง ก็ไม่มีการรับความกระทบกระแทก จิตใจปลอดโปร่งผ่องใสตลอดเวลา ก็เลยไม่มีปัญหา เพราะไม่มีตัณหาที่เป็นตัวคอยแส่หาความกระทบและมานะก็ไม่มีด้วย เพราะมานะมันเป็นตัวตรงข้ามของนิสัยนักศึกษาเลยก็ว่าได้ เมื่อไม่รับกระทบกระแทก ก็ไม่ทำให้เกิดการขัดแย้ง ปัญหาต่อไปก็ไม่เกิด ฉะนั้นเราจะรับประสบการณ์ในลักษณะที่ว่า อันนี้ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ เขาว่าไม่ดี ฉันก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ เขาด่ามาฉันก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ ฉะนั้น นิสัยนักศึกษาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็มีแต่คุณฝ่ายเดียว

ปัญหาอยู่ที่ว่าเราได้สร้างนิสัยนักศึกษากันขึ้นมาบ้างหรือไม่ อันนี้คือตัวพื้นฐานที่สำคัญ พอมีนิสัยนักศึกษามา ความถ่อมตน ความอะไรต่ออะไรที่ดีๆ ก็เกิดตามมา มานะก็หายไปเอง ฉะนั้น อย่าใช้มานะเป็นตัวเร้าให้คนศึกษาเล่าเรียน เรามาสร้างนิสัยนักศึกษากันดีกว่า นิศัยนักศึกษานี้ เมื่อประกอบด้วยฉันทะแล้ว ก็จะอำนวยคุณประโยชน์ให้มากทีเดียว แล้วเราก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ระบบแข่งขัน หรือถ้าระบบแข่งขันเข้ามา เราก็สามารถแปรมาใช้ในทางที่เป็นคุณประโยชน์ ในเมื่อเราสามารถสร้างคุณธรรมข้อนี้ขึ้นมาแทน

เมื่อพูดถึงเรื่องมานะกับนิสัยนักศึกษา ก็ขอแทรกเสริมอะไรสักนิดหน่อย คือ คนไทยนั้นแม้จะมีลักษณะนิสัยหรือบุคลิกภาพหนักเด่นในทางมานะก็ตาม แต่โบราณก็มีวิธีปฏิบัติในการแก้ดีเหมือนกัน เช่นอย่างพิธีไหว้ครูนี้ ก็อาจมองได้ว่าเป็นวิธีการถอนมานะ และสร้างจิตสำนึกของนิสัยนักศึกษาเข้าใส่แทน คือเป็นทำนองว่า คนไทยนั้นมีมานะมาก มานะนี้ทำให้ไม่ยอมลงให้แก่ใคร และจะเป็นอุปสรรคกีดกั้นในการศึกษาเล่าเรียน ทำให้ไม่รับความรู้และไม่รับการฝึกฝน แล้วการเล่าเรียนก็จะได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผลเลย

พิธีไหว้ครูเป็นการแสดงความยอมรับต่อผู้ที่จะเป็นครู บอกให้รู้ แสดงให้เป็น และเตรียมใจแจ้งแก่ตนเองว่าเราละวางมานะลงทั้งหมด ต่อจากนี้ไปเราจะไม่มีมานะในเรื่องการเล่าเรียนศึกษานี้เลย เราละวางมานะหมดแล้ว จะมีแต่จิตใจของนักศึกษาหรือนิสัยของนักศึกษาอย่างเดียว จะตั้งใจรับรู้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ แต่ในแง่ที่จะเลือกเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ให้เกิดคุณค่าอย่างเดียว จะไม่รับเข้ามาในลักษณะที่เป็นการกระทบกระแทกบีบคั้นตัวตนของเราเลย

เพราะฉะนั้น ในพิธีไหว้ครูนั้น เราจะทำอาการเคารพนอบน้อม หรือการกระทำอะไรก็ตามที่ดีงามเหมาะสมได้ทุกอย่าง ที่เป็นการแสดงออกเป็นการเสริมช่วยการลดละสละมานะของเรา ถ้าเข้าใจความหมายอย่างนี้แล้ว พิธีไหว้ครูก็จะเกิดมีคุณค่าต่อการศึกษาอย่างถูกต้อง องค์ประกอบอื่นๆ แม้แต่เสรีภาพก็จะกลายเป็นเครื่องมือหรือเป็นปัจจัยช่วยเสริมการศึกษา ทำให้เกิดความคล่องตัวในการแสวงหาความรู้ เพราะยิ่งอ่อนน้อมถ่อมตน ไร้ความถือตัวถือตน เสรีภาพก็ยิ่งได้โอกาสในการที่จะแสวงหาความรู้ เข้าถึงความจริงได้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่เข้าใจความหมายของการไหว้ครูอย่างที่กล่าวมา การไหว้ครูก็อาจจะกลายไปเป็นพิธีแข่งมานะระหว่างบุคคล ๒ พวก คือ ฝ่ายครูกับฝ่ายศิษย์ กลายเป็นพิธีกดมานะของศิษย์ให้ยอมแก่มานะของครู แม้แต่เสรีภาพก็จะถูกเข้าใจและถูกนำมาใช้เป็นเครื่องเสริมการแข่งมานะกัน หรือเป็นทางแสดงออกของมานะว่า ฉันมีสิทธิแสดงออกว่าฉันก็เท่าเทียบกับท่านแล้ว หรืออะไรๆ ทำนองนี้ เสรีภาพแทนที่จะมีคุณค่าในทางส่งเสริมสิ่งดีงาม เช่น การศึกษาเล่าเรียน ก็กลับกลายเป็นโทษ เป็นทางแสดงออกของมานะ และกลบทับทำลายนิสัยนักศึกษาให้หมดคุณค่าไป

ข้อที่ ๓ คือ ทิฐิ ข้อนี้แต่เดิมไม่ได้คิดจะพูดถึงการแก้ เพราะเห็นว่า กิเลสที่เป็นตัวเด่นในสังคมไทยที่เป็นมาก็คือ ตัณหากับมานะ จึงพูดเน้นแต่สองข้อนั้น แต่บางท่านขอทราบ จึงเอามาเพิ่มเติมเขาไว้ด้วย ว่าที่จริง ทิฐิก็เป็นกิเลสที่น่าสนใจมากเหมือนกัน ในบางสังคมนั้นเห็นได้ชัดมากว่าเท่าที่เป็นมา ปัญหาต่างๆ เกิดจากความคลั่งไคล้ในลัทธินิยม ความเชื่อถือไม่ยอมกันทางศาสนา และความขัดแย้งในทางอุดมการณ์ เป็นปัญหาที่รุนแรง และยืดเยื้อเรื้อรังมาก แม้ในสังคมไทยเอง ปัจจุบันนี้ แนวโน้มในทางให้ความสำคัญแก่ลัทธินิยมอุดมการณ์ต่างๆ ก็มีมากขึ้น มีการเน้นการย้ำเกี่ยวกับความยึดถือในลัทธินิยมและอุดมการณ์ต่างๆ มากขึ้น มีทางเป็นไปได้ไม่น้อยว่า ต่อไปปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งทางลัทธินิยมอุดมการณ์ หรือเรียกง่ายๆ ว่าปัญหาที่เกิดจากทิฐินี้จะมีมากขึ้น

หลักธรรมที่เป็นตัวแทนและเป็นตัวแก้ของทิฐิ ก็คือท่าทีแบบที่ท่านเรียกว่า สัจจานุรักข์ สัจจานุรักข์หรือสัจจานุรักษ์ และสัตยานุรักษ์) แปลว่า การอนุรักษ์สัจจะ คือคุ้มครองสัจธรรมหรือรักษาความจริง หมายความว่าคุ้มครองรักษาสัจธรรม ไม่ใช่คุ้มครองรักษาความคิดเห็นของตนเอง ไม่ใช่ว่าฉันจะปกป้องความคิดเห็นหรือลัทธิทฤษฎีของฉันไว้ให้ได้ ความจริงหรือสัจธรรมจะเป็นอย่างไรก็ช่าง

คนจำนวนมากทีเดียว ตอนแรกก็พยายามแสวงหาความจริงดีอยู่ แต่ต่อมาพอไปชอบใจทฤษฎีอันใดอันหนึ่งเข้า ก็ยึดติดในทฤษฎีนั้น คราวนี้ก็กลายเป็นเหมือนว่าทฤษฎีนั้นจะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งไปกว่าสัจธรรมที่ตนแสวงหาเสียอีก ใครจะพูดอะไรเพื่อให้ได้ฟังได้พิจารณาความจริงเพื่อเข้าถึงสัจธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป ก็ไม่เอาแล้ว ตั้งหน้าตั้งตาจะปกป้องทฤษฎีที่ยึดไว้นั้นทำเดียว กลายเป็นว่า ความจริงต้องเป็นอย่างที่ฉันเห็น ไม่ใช่โล่งออกมาว่า ฉันเห็นตรงตามความจริง คนที่เป็นสัจจานุรักษ์จะมีใจมุ่งต่อสัจจะ ใฝ่ต่อสัจธรรม มุ่งหมายคุ้มครองรักษาความจริง พร้อมที่จะสละความคิดเห็น ความยึดถือของตน เมื่อพิจารณาเห็นชัดว่าตนเห็นผิดถือผิด และไม่ผูกขาดสัจธรรมนั้น ท่าทีที่สำคัญก็คือ

หนึ่ง การไม่ถือความคิดเห็นหรือทฤษฎีของตนเป็นความจริง อย่างที่บอกว่า ความจริงต้องเป็นอย่างที่ฉันเห็น หรือต้องเป็นไปตามทฤษฎีของฉัน แต่พูดได้ว่า อ้อ ฉันเห็นตรงตามความจริง หรือว่าความคิดเห็นของฉันตรงกับความจริง

สอง ไม่ผูกขาดสัจธรรม หรือไม่ผูกขาดความจริงว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเท็จทั้งสิ้น ผลคือ

หนึ่ง จะไม่ยึดติดในความคิดเห็นในลัทธินิยมอุดมการณ์ตลอดจนศาสนาอย่างรุนแรง ถึงขนาดที่จะต้องขัดแย้งรบราฆ่าฟันกันเป็นสงคราม จะมีขัดแย้งกันก็เพียงด้วยการถกเถียงโดยเหตุผล

สอง จะไม่เอาความคิดเห็น ทฤษฎี ลัทธินิยม อุดมการณ์ ตลอดจนศาสนาที่ตนยึดถืออยู่ ไปเป็นเครื่องครอบงำบีบบังคับคนอื่นให้ยึดถือตาม แต่จะทำเพียงพูดจาอธิบายให้เขาเข้าใจและเห็นตามโดยเหตุผล ด้วยความรักสัจธรรม และด้วยความรักเพื่อนมนุษย์ อยากให้เขาเข้าถึงสัจธรรมนั้นด้วยปัญญาและประสบการณ์ของตน ท่าทีสัจจานุรักษ์นี้จะสำเร็จได้ก็ด้วยมีโยนิโสมนสิการ คือ การทำในใจโดยแยบคาย หรือการพิจารณาโดยตลอดสาย เป็นเครื่องสนับสนุน

จริยธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่

(กิเลส ๓: ตัณหา มานะ ทิฐิ) (หลักการพื้นฐานเพื่อการพัฒนาจริยธรรม)

No Comments

Comments are closed.