ถ้าจะไม่ประมาท ก็ต้องให้เวลาไม่ผ่านไปเปล่า

23 พฤษภาคม 2535
This entry is ส่วน 11 ของ 18 in the series สามไตร

ถ้าจะไม่ประมาท ก็ต้องให้เวลาไม่ผ่านไปเปล่า

เนื่องจากเวลาเป็นเครื่องหมายของความเปลี่ยนแปลง จึงมีคําเตือนและคติสอนใจเกี่ยวกับเรื่องกาลเวลาเป็นอันมาก ถ้าพุทธศาสนิกชนนํามาใช้ ก็จะได้ประโยชน์มาก

จะขอยกพุทธภาษิตเกี่ยวกับความไม่ประมาท ที่เป็นการใช้กฎอนิจจังให้เป็นประโยชน์ เช่นคาถาบทหนึ่ง (ขุ.เถร.๒๖/๓๕๙/๓๓๕) ว่า

อโมฆํ ทิวสํ กยิรา อปฺเปน พหุเกน วา

“เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย ต้องให้ได้อะไรบ้าง”

คาถาพุทธศาสนสุภาษิตว่าไว้อย่างนี้ ถ้าจําไว้ประจําใจ จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้มาก

เริ่มต้นก็ใช้เตือนตัวเอง และตรวจสอบประจําวัน ช่วยให้เรามีการวัดผลการดําเนินชีวิต ชนิดที่เรียกว่าประจําวันเลย ไม่ต้องรอวัดผลกันเป็นเดือน เป็นปี งบบัญชีไม่ต้องรอช้า บางทีเราจะงบบัญชีต้องรอตั้งเดือน แต่ถ้าจําคาถานี้ได้ ทํางบบัญชีแต่ละวันเลย

ก่อนนอนก็พิจารณาว่า วันนี้จะผ่านไปแล้ว พระท่านสอนว่า “เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อยต้องให้ได้อะไรบ้าง” เราได้บ้างหรือเปล่า บางท่านก็คิดว่า วันนี้ได้ถึง ๑๐๐ เหรียญไหม คิดในทางได้เงินได้ทอง ได้วัตถุ ก็ถูกขั้นหนึ่ง

แต่นอกจากได้เงินได้ทอง ต้องดูว่าได้การได้งาน ได้ทําประโยชน์แก่ชีวิต แก่สังคม ได้ทําการพัฒนาตัวเอง ได้พัฒนาจิตใจจนถึงพัฒนาปัญญาบ้างหรือไม่ มองให้ลึกลงไป ต้องมองทุกชั้น อย่ามองแค่วัตถุเท่านั้น

ขั้นที่สําคัญคือ ต้องมองลึกเข้าไปถึงในใจของตัวเราเองว่าได้อะไรบ้างไหม ได้คุณธรรมเพิ่มขึ้นบ้างไหม

ถ้าไม่ได้คุณธรรม ก็ให้ได้ภาวะจิตที่มีความโปร่งโล่ง จิตใจของเรามีความสดชื่น ร่าเริง ผ่องใสได้บ้างไหม

อย่างน้อยพัฒนาจิตใจให้ได้ภาวะนี้ คือ ปลอดโปร่ง โล่งใจ มีความอิ่มใจ ปลื้มใจ สดใส แช่มชื่น เบิกบานใจ ที่ทางพระท่านว่า ได้ปีติและปราโมทย์ ถ้าได้อย่างนี้ อย่างน้อยก็มีสุขภาพจิตดีแล้ว

ฉะนั้นจึงบอกว่า ก่อนจะนอนหลับไปในแต่ละวัน ต้องให้ได้บ้าง ถ้าไม่ได้ทางวัตถุ อย่างน้อยทางจิตใจต้องให้ได้ เพราะอะไร

เราแสวงหาทรัพย์สินเงินทองมานี่ เพื่ออะไร เรามักบอกว่าเพื่อความสุข แต่คนจํานวนมากหาเงิน หาทอง หาเกียรติยศ หาอํานาจมาได้มากมาย แต่ไม่ได้ความสุขเลย สิ่งที่เป็นจุดหมายแท้จริง กลับถูกทอดทิ้งละเลยข้ามไปเสีย

เพราะฉะนั้นอย่าลืม เราจะต้องตรวจสอบว่า ในใจของเรานี่ได้ไหม ความสุข ความสงบผ่องใส ถ้าได้ เราก็สามารถพูดกับตัวเองด้วยความภูมิใจว่า วันนี้เราได้แล้ว

ฉะนั้น ไม่ว่าจะวุ่นวายกับการงานอย่างไร จะติดขัดยุ่งยากอย่างไรก็ตาม ต้องให้ได้ภาวะแห่งความสุขสงบของจิตใจเป็นอย่างน้อย ต้องสามารถทําใจให้แจ่มใส สามารถยิ้มกับผู้อื่นได้บ้าง

ก่อนนอนก็ลองสํารวจตรวจสอบตัวเองว่า เอ้อ วันนี้เราได้ยิ้มสักครั้งหนึ่งก็ยังดี ไม่ใช่ว่าหน้าบึ้ง หน้านิ่วคิ้วขมวด เคร่งเครียดทั้งวัน อย่างนั้นไม่ไหว แสดงว่าไม่ได้อะไรเลย

พอคิดขึ้นมาว่า วันนี้จะนอนแล้ว ต้องตรวจสอบตัวเองหน่อย นึกขึ้นได้ว่า วันนี้ยังไม่ได้ยิ้มเลย ก็ออกจากมุ้งไปยิ้มเสียก่อน ออกไปยิ้มได้สักครั้ง ก็เอาละ วันนี้ยิ้มแล้ว นอนได้ละ แล้วหลับไปกับการยิ้มเสียด้วย ท่านพยายามสอนเราไว้ ญาติโยมต้องพยายามปฏิบัติให้ได้

เมื่อกี้บอกแล้วว่า ท่านสอนไม่ใช่แค่แต่ละวัน แต่สอนถึงขั้นที่ว่า ขณะแต่ละขณะอย่าให้ล่วงไปเปล่า พระพุทธเจ้าตรัส (ขุ.ธ.๒๕/๓๒/๕๗) ว่า

ขโณ โว มา อุปจฺจคา

เวลาแต่ละขณะอย่าได้ล่วงท่านไปเสีย คือเวลาแม้แต่ขณะเดียว อย่าให้ผ่านข้ามเราไป ต้องทันมัน เอาจากมันให้ได้

นี่คือทุกขณะเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่แต่ละวัน

ไม่ใช่แค่นั้น คําว่า “ขณะ” ของท่านนี้ เป็นสํานวนภาษาอย่างหนึ่ง หมายถึง กาลเวลา สถานการณ์ แม้แต่สภาพชีวิตดี ที่เป็นโอกาส ที่เอื้ออํานวยต่อการเพียรพยายามทําการให้สําเร็จลุจุดหมาย เช่น ในยุคสมัยที่เกิดมีพระศาสดาประกาศธรรม ในยามบ้านเมืองดี คราวทํามาค้าขึ้น หรือเป็นคนที่เกิดมาดีมีร่างกายสมประกอบ ไม่หูหนวกตาบอด หรือยามมีสุขภาพสมบูรณ์ดี ฯลฯ ก็ปฏิบัติการให้ได้ประโยชน์สูงสุดจาก “ขณะ” นั้นๆ ไม่ปล่อยโอกาสให้เสียไปเปล่า

สามไตร

– ๒ – ไตร. ที่ รู้ทัน – พูดถึงไตรลักษณ์ ก็นึกถึงอนิจจัง นึกถึงอนิจจัง ก็ต้องตั้งใจให้ไม่ประมาท อนิจจังข้อเดียว ก็สอนเราถึง ๓ ขั้น

No Comments

Comments are closed.