๑. พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

1 ธันวาคม 2530

-๑-
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

ในจำนวนประชากรของประเทศไทยปัจจุบัน ประมาณ ๕๓ ล้านคน 1 มีพลเมืองที่นับถือพระพุทธศาสนา ประมาณร้อยละ ๙๕ หรือพูดได้ว่าคนไทยเกือบทุกคนเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา เมื่อพูดอย่างกว้างๆ หรือเอาส่วนใหญ่เป็นหลัก โดยไม่ต้องประกาศอย่างเป็นทางการ ก็ถือได้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทย

อาจมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า ถึงแม้พระพุทธศาสนาจะเป็นศาสนาของประชากรส่วนใหญ่ก็จริง แต่การถือว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จะกลายเป็นการไม่ยอมรับหรือไม่ให้ความสำคัญ ตลอดจนเป็นการกีดกั้นข่มขี่ศาสนาของคนส่วนน้อยทั้งหลายไปหรือไม่

ข้อสงสัยนี้ ตอบได้ว่า ลักษณะการนับถือศาสนาโดยทั่วไป แยกได้เป็น ๒ แบบ คือ

การนับถือศาสนาอย่างหนึ่ง เป็นแบบยึดติดถือมั่นว่า ข้อที่พวกตนถือปฏิบัติเท่านั้นจึงจะถูกต้อง ใครถืออย่างอื่นเป็นผิดทั้งสิ้น อาจถือถึงขนาดที่ว่า ความเชื่อถือปฏิบัติหรือศาสนาอื่นเป็นบาป เป็นมารร้ายที่จะต้องใช้กำลังกำจัดกวาดล้างให้หมดสิ้นไป อย่างน้อยก็ถืออย่างเป็นเหตุให้แบ่งพวกแบ่งหมู่ ในลักษณะที่เป็นปฏิปักษ์กัน เข้ากันไม่ได้ นี้แบบหนึ่ง

การถือศาสนาแบบนี้ ถ้าพวกที่ถือเป็นคนส่วนใหญ่ ก็จะต้องไม่ยอมรับและจะต้องกีดกั้นข่มขี่ หรือถึงกับเบียดเบียนกำจัด กวาดล้างลัทธิศาสนาของพวกคนส่วนน้อยอย่างแน่นอน

อย่าว่าแต่พวกที่ถือต่างกันจะเป็นคนส่วนใหญ่กับคนส่วนน้อยเลย แม้แต่จะเป็นกลุ่มเป็นหมู่ที่ใหญ่เท่าๆ กัน ใกล้เคียงกัน หรือเป็นกลุ่มเป็นหมู่เล็กๆ ด้วยกัน ก็ต้องมีการขัดแย้งกัน มีการกระทบกระทั่งรุนแรงหรือรบราฆ่าฟันกัน ไม่ว่าจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ก็ตาม ดังปรากฏให้เห็นอยู่เด่นชัดในหลายประเทศในปัจจุบัน

ส่วนการนับถือศาสนาอีกแบบหนึ่งนั้น เป็นการดำเนินไปตามหลักธรรมดาที่ว่า การที่จะมีชีวิตที่ดีงามนั้น สำหรับสามัญชน ก็จะต้องมีหลักความเชื่อถือและระบบความประพฤติปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแบบแผน หรือเป็นแนวนำ จึงเลือกรับหรือรับช่วงสืบทอดเอาศาสนาอย่างหนึ่งมานับถือ โดยเลื่อมใสศรัทธาและได้พิจารณาเห็นว่าคำสอน และข้อปฏิบัติของศาสนานั้นดีงามเป็นคุณประโยชน์เหมาะสมที่จะนำทางชีวิตของตน และเป็นความจริงแท้เท่า ที่ตรองเห็นด้วยสติปัญญาแล้วว่ามีคุณค่า ซึ่งจะไม่พาไปสู่ ความหลงผิด

การนับถือแบบนี้ มีแต่การเห็นคุณค่าและความดีงามที่มองเห็นตระหนักแก่ตน โดยไม่ต้องมีการรังเกียจเดียดฉันท์ หรือเพ่งโทษความเชื่อถือปฏิบัติที่เรียกว่า ศาสนาของคนอื่นพวกอื่น ไม่เป็นเหตุแบ่งแยก ขัดแย้งหรือ เบียดเบียนกับใครๆ แต่อยู่ร่วมและยอมรับกันได้ มองคนอื่นโดยเห็นว่าเป็นสิทธิหรือเป็นความเหมาะกันกับตัวเขาที่จะเชื่อถือปฏิบัติอย่างนั้น

แม้นถ้าหากจะเห็นว่าความเชื่อถือปฏิบัติของคนอื่นนั้นผิด ก็ย่อมคิดที่จะช่วยแก้ไขด้วยความรักใคร่ปรารถนาดี โดยท่าทีแห่งความการุณย์ต่อมิตร และด้วยวิธีการแห่งปัญญาเพียงอย่างเดียว คือทำให้เขามองเห็น รู้เข้าใจและยอมรับด้วยตนเองเท่านั้น ไม่มีการบีบบังคับล่อเอาหรือยัดเยียดให้

โดยนัยนี้ ถ้าผู้นับถือศาสนาแบบหลังเป็นคนส่วนใหญ่ การที่ศาสนาของคนเหล่านั้นได้เป็นศาสนาประจำชาติ ย่อมจะไม่เป็นเหตุให้มีการกีดกั้นข่มเหงต่อศาสนาของชนส่วนน้อยแต่ประการใด แต่ในทางตรงข้าม หมู่ชนส่วนน้อยที่นับถือศาสนาอื่น จะกลับพลอยร่วมได้รับ ประโยชน์และผลดีตามไปด้วย ดังจะเห็นได้จากความที่จะกล่าวต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า หมู่ชนที่นับ ถือศาสนาแบบหลังนี้ ไม่ว่าจะเป็นชนส่วนใหญ่หรือชน ส่วนน้อยก็ตาม แม้ถึงจะเป็นเจ้าของศาสนาประจำชาติ แต่ถ้าอยู่ร่วมด้วยกับหมู่ชนที่นับถือศาสนาแบบแรก ก็มักจะตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบ โดยถูกรุกไล่เบียดเบียนจากผู้ถือศาสนาแบบแรกแม้ที่เป็นชนกลุ่มย่อย กลายเป็นฝ่ายตั้งรับ ร่นถอย และร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ

ในการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับศาสนานั้น รัฐต่างๆ มีวิธีปฏิบัติที่แยกได้อย่างง่ายๆ เป็น ๒ ประเภท คือ สัมพันธ์แบบให้ความสำคัญ ตลอดจนช่วยโอบอุ้มอุปถัมภ์ กับสัมพันธ์แบบวางเฉยไม่เกี่ยวข้อง ตลอดจนปฏิบัติอย่างเป็นปฏิปักษ์

แต่ไม่ว่าจะสัมพันธ์แบบใด ก็ล้วนเป็นการปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่รัฐทั้งสิ้น กล่าวคือ เป็นเรื่องของการปกครอง ซึ่งดำเนินการในวิถีทางต่างๆ ที่จะทำให้ ศาสนาอำนวยประโยชน์แก่รัฐ หรือ รักษาผลประโยชน์ของ รัฐไว้ไม่ให้ถูกกระทบกระเทือนจากฝ่ายศาสนา

ประเภทแรกเป็นความสัมพันธ์ในทางบวก ประเภทหลังเป็นความสัมพันธ์ในทางลบ

รัฐที่มีความสัมพันธ์กับศาสนาในทางลบก็เพราะเห็นว่า ความสัมพันธ์กับศาสนาในทางบวกจะก่อให้เกิดปัญหาแก่รัฐ เช่น ในประเทศที่มีผู้นับถือลัทธิ ศาสนาต่างกันมากหลาย และลัทธิศาสนาเหล่านั้นมี ลักษณะการนับถือแบบยึดติดแบ่งพวกแบ่งหมู่ ไม่ยอมรับกัน มีความขัดแย้งสูง การเกี่ยวข้องกับลัทธิศาสนาเหล่านั้นมีแต่จะก่อให้เกิดปัญหาความกระทบกระทั่ง แก่งแย่งกัน ตลอดจนความรุนแรงต่างๆ มากขึ้น รัฐก็จะวางเฉยไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิศาสนาใดๆ โดยตรง

ในบางประเทศที่รัฐปกครองด้วยลัทธินิยม ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับศาสนา ลัทธินิยมนั้นก็เสมือนเป็นศาสนาผูกขาดของรัฐนั้น รัฐนั้นจึงอาจปฏิบัติในลักษณะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาอื่นๆ เช่น ไม่ให้เสรีภาพในการเผยแผ่ศาสนา แต่ให้เสรีภาพในการโจมตีศาสนา ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ศาสนาอื่นมาชักจูงประชาชนให้หันเหออกไปจากลัทธินิยมประจำรัฐของตน หรือในบางกรณี ถ้าเป็นไปได้ ก็อาจถึงกับให้นักบวชใน ศาสนาอื่นเป็นสื่อเผยแพร่ลัทธินิยมนั้นเสียเลย

ในประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาเดียวกัน และศาสนานั้นมีลักษณะการนับถือแบบไม่ผูกขาด ไม่รังเกียจเดียดฉันท์ผู้นับถือศาสนาอื่นๆ ไม่แบ่งพวกแยกหมู่ ย่อมเป็นการสมควรที่รัฐจะยอมรับให้เป็นที่ปรากฏชัดว่า ศาสนานั้นเป็นศาสนาประจำชาติ ดังเช่นในกรณีของพระพุทธศาสนาที่เป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อจะได้เกิดความสะดวกหรือคล่องตัว ในการที่รัฐหรือสังคมจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์ และปฏิบัติต่อศาสนาและองค์ประกอบของศาสนานั้นได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและได้ผลดีโดยสมบูรณ์ เฉพาะอย่างยิ่ง ในแง่ที่จะถือเอาประโยชน์จากศาสนานั้นได้อย่างเต็มที่ เช่น ในการส่งเสริมสนับสนุนให้ ศาสนานั้นมีกำลังความสามารถที่จะอำนวยประโยชน์สุขอย่างสูงสุดแก่รัฐและแก่สังคมเป็นต้น

อนึ่ง ในการปฏิบัติเช่นนี้ ผลดีย่อมเกิดขึ้นแก่ศาสนาต่างๆ ของชนกลุ่มน้อย ทั้งหลายด้วย เพราะการที่ศาสนาของคนส่วนใหญ่ปรากฏ ตัวเด่นชัดขึ้นมา ย่อมทำให้ศาสนาอื่นๆ ของชนกลุ่มน้อย ทั้งหลายพลอยปรากฏตัวเด่นชัดขึ้นมาด้วย เช่นทำให้รัฐ และสังคมรู้เห็นเข้าใจว่า ศาสนาอื่นที่คนในประเทศเดียว กับตนนับถือยังมีศาสนาอะไรอีกบ้าง ศาสนาใดมีชนกลุ่มน้อย พวกไหนนับถือ มีจำนวนเท่าใด มีข้อแตกต่างในธรรมเนียมปฏิบัติและการที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไรเป็นต้น ซึ่งในเมื่อไม่มีการแบ่งแยกกีดกั้นข่มเหงกันดังกล่าวแล้ว ความปรากฏตัวเด่นชัดนี้ ก็จะช่วยให้เกิดความสะดวกหรือคล่อง ตัวในการที่จะเกี่ยวข้องปฏิบัติต่อศาสนานั้นๆ ในแนวทางของการส่งเสริมสนับสนุนเช่นเดียวกัน ตามสัดส่วนที่เหมาะสม

ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนเกี่ยวกับคำพูดที่ว่ารัฐพึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์ และถือเอาประโยชน์จากศาสนา เพราะถ้าตีความคำพูดนี้ไม่ถูกต้อง อาจเข้าใจความหมายผิดพลาด และเห็นไปในทางตรงข้ามตามที่มีผู้ถือว่า การที่รัฐถือเอาประโยชน์จากศาสนาเป็นความชั่วร้าย

ความจริง การที่รัฐถือเอาประโยชน์จากศาสนา หรือช่วยให้ศาสนาอำนวยประโยชน์แก่รัฐนั้น เป็นหลักธรรมดาของการปกครองทีเดียว ในทางตรงข้าม ถ้ารัฐไม่ถือเอาประโยชน์จากศาสนา นั้นแหละ จะเป็นการผิดวิสัยของการปกครอง และเป็นความบกพร่องของการปกครองนั้นด้วย

ปัญหามีเพียงว่า การถือเอาประโยชน์จากศาสนานั้น เป็นไปโดยชอบธรรมหรือไม่

การปกครองที่ถือเอาประโยชน์จากศาสนาโดยชอบธรรม หมายถึง การช่วยส่งเสริมสนับสนุนร่วมมือหรือเอื้ออำนวยโอกาสให้ศาสนา สามารถบำเพ็ญกิจหน้าที่เพื่อ ประโยชน์สุขของประชาชน ทำให้ประชาชนเป็นคนดีมีศีลธรรมอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็น เป็นสังคมที่มีสันติสุข ซึ่งเป็นจุดหมายร่วมกันทั้งของการปกครองของรัฐ และของศาสนา

แต่ถ้าผู้ปกครองใช้ศาสนา หรือองค์ประกอบของศาสนาเป็นเครื่องมือเสริมอำนาจ หรือความมั่นคงแห่งสถานะของตน หรือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างหนึ่งอย่างใด ก็เรียกว่า เป็นการถือเอาประโยชน์จากศาสนาโดยไม่ชอบธรรม

เป็นธรรมดาว่า ในการปกครองนั้น ไม่ว่าจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ตาม ที่จะยังผลกระทบต่อประโยชน์สุขของประชาชน รัฐหรือผู้ปกครองจะต้องสนใจเกี่ยวข้อง และปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ในทางที่จะบังเกิดผลดีต่อประชาชน

ศาสนาเป็นสถาบันที่สำคัญยิ่ง และมีอิทธิพลอย่างมากมายต่อชีวิตจิตใจและความเป็นอยู่ของประชาชน ถ้าศาสนามีกำลังทำกิจหน้าที่อย่างถูกต้อง ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำประโยชน์สุขมาให้แก่ประชาชน แต่ถ้าศาสนาอ่อนแอหรือถูกนำมาปฏิบัติอย่างผิด พลาดคลาดเคลื่อน ก็อาจทำให้เกิดความสูญเสียประโยชน์ หรือก่อโทษแก่สังคมได้อย่างกว้างขวางลึกซึ้ง

ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ที่รัฐหรือผู้ปกครองจะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับศาสนา และช่วยให้ศาสนาก่อประโยชน์อย่างถูกต้อง เพียงแต่ว่าจะต้องระวังให้เป็นการถือเอาประโยชน์จากศาสนา หรือทำให้ศาสนาอำนวยประโยชน์แก่รัฐโดยชอบธรรม อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น

การปกครองนั้น มีหลักการที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่ประชาชนทั่วทั้งหมด และในทางปฏิบัติย่อมเป็นการสมควรที่รัฐจะดำเนินการให้ประโยชน์สุขนั้นเกิดขึ้นแก่ประชาชนจำนวนมากที่สุด ในเวลาอันรวดเร็วที่สุด

ดังนั้น ในกรณีที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาเดียวกัน อยู่แล้ว การเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยดี หรือการส่งเสริมสนับสนุนศาสนานั้น ก็เท่ากับเป็นการสร้างสรรค์อำนวยประโยชน์สุขแก่ประชาชนแทบทั้งประเทศได้พร้อมกันทั้งหมด ในคราวเดียว

ปัญหามีเพียงว่า ถ้าคนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาเดียวกันนั้น มีลักษณะการนับถือแบบใจแคบ รังเกียจเดียดฉันท์กีดกั้นศาสนาอื่น การส่งเสริมศาสนาของคนส่วนใหญ่นั้น ก็จะกลายเป็นการสนับสนุนให้คนส่วนใหญ่มีกำลังมากขึ้นในการที่จะข่มเหงรังแกหรือเบียดเบียนคนส่วนน้อย และการมีศาสนาประจำชาติในกรณีอย่างนี้ ก็ย่อม มีความหมายเป็นการกีดกั้นตัดรอน ตลอดจนทำลายชนกลุ่มน้อยทั้งหลายที่นับถือศาสนาอื่นๆ

แต่ถ้าศาสนาของคนส่วนใหญ่มีลักษณะการนับถือแบบใจกว้าง มีความเข้าใจและไมตรีต่อคนที่นับถือศาสนาอื่นในฐานะเพื่อนมนุษย์เสมอกัน มิใช่เห็นเป็นคนบาปหรือพวกมารร้าย การยกศาสนานั้นขึ้นเป็นศาสนาประจำชาติ ย่อมกลายเป็นหนทางลัดในการที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่ประชาชนทั้งชาติได้ในเวลาอันรวดเร็วที่สุด โดยก้าวแรกขั้นเดียวก็ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ทั้งหมด แล้วก้าวต่อไปเพียงอีกนิดน้อยก็แผ่ประโยชน์สุขไปให้ทั่วถึงแก่คนกลุ่มย่อยๆ ที่เหลืออยู่ได้อย่างง่ายดาย

ความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติ

ความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติ ๒. พระพุทธศาสนาเป็นแกนนำและเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมไทย

เชิงอรรถ

  1. ปัจจุบัน พ.ศ.๒๕๔๓ ประชากรประมาณ ๖๓ ล้านคน

No Comments

Comments are closed.