- ความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติ
- ๑. พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
- ๒. พระพุทธศาสนาเป็นแกนนำและเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมไทย
- ๓. พระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่ชนชาวไทย
- ๔. พระพุทธศาสนาเป็นหลักการที่ช่วยดำรงรักษาเสรีภาพในการนับถือศาสนา
- ๕. พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันคู่ชาติไทย
- ๖. พระพุทธศาสนาสอดคล้องกับลักษณะนิสัยของคนไทยที่รักความเป็นอิสระเสรี
- ๗. พระพุทธศาสนาเป็นแหล่งสำคัญที่หล่อหลอมเอกลักษณ์ของชาติไทย
- ๘. พระพุทธศาสนาเป็นมรดกและเป็นคลังสมบัติอันล้ำค่าของชนชาติไทย
- ๙. พระพุทธศาสนาเป็นหลักนำทางในการพัฒนาชาติไทย
- ๑๐. พระพุทธศาสนาเป็นแหล่งของดีมีค่าที่ชนชาติไทยมอบให้แก่อารยธรรมของโลก
- สรุป
-๒-
พระพุทธศาสนาเป็นแกนนำและเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมไทย
ดังได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า วิถีชีวิตของคนไทยผูกพันอยู่อย่างแนบแน่นกับพระพุทธศาสนา ความเชื่อถือและหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ซึมแทรกผสมผสานอยู่ในแนวความคิดจิตใจ และกิจกรรมแทบทุกด้านของชีวิตไทย ตลอดเวลายาวนาน โดยยังคงเนื้อหาสาระเดิมที่บริสุทธิ์ไว้ได้ก็มี ถูกดัดแปลงเสริมแต่งตลอดจนปนเปกับความเชื่อถือและข้อปฏิบัติสายอื่นหรือผันแปรไปด้วยเหตุอื่นๆ จนผิดเพี้ยนไปจากเดิมก็มาก
ในทางจิตใจ เห็นได้ชัดว่า หลักธรรม ความประพฤติปฏิบัติ การดำเนินชีวิต และกิจกรรมต่างๆ ทั้งในและเนื่องด้วยพระพุทธศาสนา ได้หล่อหลอมชีวิตจิตใจและลักษณะนิสัยของคนไทย ให้เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางและร่าเริงแจ่มใส ชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แสดงความเป็นมิตร เข้ากับใครๆ ได้ง่าย ยินดีในการให้และแบ่งปัน พร้อมที่จะบริจาคและให้ความช่วยเหลืออย่างที่เรียกว่า เป็นคนมีน้ำใจ อันเป็นลักษณะเด่นชัดที่ชนต่างชาติมักสังเกตเห็นและประทับใจ จนตั้งสมญาเมืองไทยว่าเป็นดินแดนแห่งความยิ้มแย้ม หรือ สยามเมืองยิ้ม
ประเพณีและพิธีการต่างๆ ในวงจรชีวิตของแต่ละบุคคลก็ดี ในวงจรเวลาหรือฤดูกาลของสังคมหรือชุมชนก็ดี ล้วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาโดยตลอด ถ้าไม่เป็นเรื่องของศาสนาหรือสืบเนื่องจากพระพุทธศาสนาโดยตรง ก็ต้องมีกิจกรรมตามคติความเชื่อหรือแนวปฏิบัติในพระพุทธศาสนาแทรกอยู่ด้วย สำหรับวงจรชีวิตของบุคคล เช่น ตั้งชื่อ โกนผมไฟ บวช แต่งงาน ทำบุญอายุ พิธีศพ เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าจะจัดย่อยละเอียดถี่มากกว่านี้ หรือตัดออกบ้างให้น้อย กว่านี้เหลือเฉพาะที่สำคัญหรือจำเป็น ก็พูดรวมๆ ได้ว่า ตั้งแต่เกิดจนตาย ล้วนจัดให้เนื่องด้วยคติในพระพุทธศาสนา
ส่วนในวงจรกาลเวลาของสังคมและชุมชน ก็มีงานประเพณี และเทศกาลประจำปี ทั้งที่เป็นเรื่องทางพระพุทธศาสนาโดยตรง เช่น มาฆบูชา วิสาขบูชา เข้าพรรษา ออกพรรษา กฐิน เป็นต้น และที่จัดให้เข้าในคติของพระพุทธศาสนา เช่น ตรุษสงกรานต์ สารท ลอยกระทง เป็นต้น ตลอดจน งานนมัสการปูชนียวัตถุสถานประจำปีของวัดต่างๆ
ด้วยเหตุนี้ ในท้องถิ่นทั้งหลายทั่วสังคมไทย ฤดูกาลจึงผ่านเวียนไปโดยไม่ว่างเว้นจากงานพิธีทางพระพุทธศาสนา จนชีวิตและสังคมไทยผูกพันแนบสนิทเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระพุทธศาสนา ดังได้กล่าวข้างต้น
เทศกาล งานประเพณี และ พิธีการต่างๆ เหล่านี้ นอกจากเป็นเครื่องผูกพันและร้อย ประสานรวมใจประชาชนทั่วทั้งถิ่นและทั้งสังคมให้กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวมีความสามัคคีกันแล้ว กิจกรรมบุญกุศลในโอกาสเหล่านี้ ล้วนโน้มน้อมไปในทางการให้การบริจาค สละ และสลัดคลายความยึดติด จึงเป็นเครื่องกล่อมเกลาจิตใจ และฝึกนิสัยของคนไทย ให้มีอัธยาศัยกว้างขวางเผื่อแผ่ มีไมตรีและน้ำใจ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว
ภาษาเป็นส่วนประกอบสำคัญยิ่งของวัฒนธรรม และคำบาลีสันสกฤต ก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของภาษาไทย คำบาลีนั้นมาจากพระพุทธศาสนาโดยตรง ส่วนคำสันสกฤต มาจากพระพุทธศาสนาบ้าง มาจากศาสนาฮินดูบ้าง แต่รวมความแล้ว พระพุทธศาสนาก็เป็นแหล่งใหญ่แห่งความเจริญงอกงามของภาษาไทย
แม้แต่ถ้อยคำสามัญที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ก็เป็นคำที่มาจากบาลีสันสกฤตหลายส่วน
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในประโยคว่า “คุณวรินทร์ รับประทานอาหารเช้าแล้ว ก็ขับรถยนต์พาบุตรหญิงคนเล็กไปส่งให้คุณครู ที่โรงเรียนอนุบาล แล้วแวะส่งภรรยา ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่สถาบันของเธอ จากนั้นจึงไปยังที่ทำงาน” คำว่า อาหาร รถยนต์ บุตร ครู อนุบาล ภรรยา อาจารย์ มหาวิทยาลัย และ สถาบัน เป็นคำบาลีสันสกฤตทั้งสิ้น
อีกตัวอย่างหนึ่งลองดูข่าวในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ในวันที่ ๑๔ ต.ค. ๒๕๓๐ นี้ว่า “ในการพิจารณาเรื่องนี้ กระทรวงเกษตรฯได้เน้นเรื่องการประกันภัยเกษตรกร โดยให้กลุ่มสหกรณ์ชาวนาเป็นผู้ดำเนินการ แต่กระทรวงพาณิชย์ไม่เห็นด้วย และเสนอว่ากลุ่มสหกรณ์ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการดำเนินงาน ทั้งทางด้านการบริหาร…” คำว่า พิจารณา เกษตร ภัย เกษตรกร สหกรณ์ การพาณิชย์ ประสิทธิภาพ และ บริหาร ก็เป็นคำบาลีสันสกฤตทั้งนั้น
ยิ่งในภาษาราชการ และภาษาทางวิชาการก็ยิ่งมีถ้อยคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตมากขึ้นตลอด กระทั่งการตั้งชื่อบุคคลและสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ไพเราะ หรือเพื่อให้เห็นสำคัญ ก็นิยมตั้งเป็นคำบาลีสันสกฤต ยิ่งกว่านั้น ยังนิยมให้พระสงฆ์ที่เคารพนับถือเป็นผู้ตั้งให้เพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย
ภาษาเป็นอุปกรณ์ของวรรณกรรม และวรรณกรรมก็ช่วยให้ภาษาเจริญเติบโต อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกจากภาษาของพระพุทธศาสนา คือบาลีรวมทั้งสันสกฤตจะเป็นเครื่องมือหลักของกวีไทยทั้งหลายแล้ว เรื่องราวต่างๆ ในคัมภีร์พุทธศาสนายังเป็นที่มาแหล่งใหญ่ของบทประพันธ์และ กวีนิพนธ์ทั้งหลายในประเทศไทย สืบแต่โบราณอีกด้วย
วรรณคดีไทยเรื่องสำคัญๆ ที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่อดีต เป็นเรื่องราวในพระพุทธศาสนาโดยตรงบ้าง ได้รับอิทธิพล โดยอ้อมบ้าง เป็นผลงานนิพนธ์ของพระสงฆ์ในวัดเองบ้าง ประพันธ์โดยท่านที่ได้รับการศึกษาไปจากวัดบ้าง
แม้ว่าในปัจจุบัน ภาษาไทยและวรรณกรรมไทยจะขยายตัวเจริญเติบโตขึ้น โดยได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศสายอื่น และเรื่องราวแปลกใหม่ในขอบเขตที่กว้างขวางออกไป จนบางครั้งทำให้ถ้อยคำที่มาจากบาลีสันสกฤตบางส่วน และวรรณคดีไทยเก่าๆ เหล่านั้น ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องของอดีตนานไกลที่ล่วงผ่านพ้นสมัยไปแล้ว แต่กระนั้นก็ตาม ถ้อยคำและวรรณคดีไทยเก่าๆ ทั้งหลาย ก็ยังคงความสำคัญ ในฐานะเป็นที่สืบค้นความเป็นไทย และความเป็นมาของไทย พร้อมทั้งภูมิธรรมภูมิปัญญาของไทยอยู่ต่อไป
ยิ่งกว่านั้น การที่จะนำสังคมไทยให้เดินหน้าไปสู่ความเจริญพัฒนา อย่างได้ผลดีมีเนื้อหาสาระแท้จริง โดยไม่ล้มเหลวเสียก่อน และทั้งไม่สูญเสียความเป็นไทยด้วยนั้น คนไทยในช่วงต่อแห่งยุคสมัยนี้ จะต้องเป็นผู้ฉลาดที่จะสืบทอดความเป็นไทย เอาไว้เป็นแกนในของตัว พร้อมไปด้วยกันกับการรับเอาความเจริญใหม่ๆ จากภายนอกเข้ามาผนวกและกลั่นย่อยเสริมตัวให้เติบขยายและก้าวหน้าต่อไป
นอกจากภาษาและวรรณคดีแล้ว ศิลปะและดนตรี ไทยก็เนื่องอยู่ด้วยกันกับพระพุทธศาสนา เพราะเหตุว่า นอกจากวังซึ่งเป็นส่วนเฉพาะของเจ้านายแล้ว สำหรับ ประชาชนทั่วไป ก็มีแต่วัดเท่านั้นที่เป็นแหล่งใหญ่ที่กำเนิด รักษา สืบทอด พัฒนา หรือ สนับสนุนศิลปะและดนตรี
วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นศูนย์กลางแห่งกิจกรรมทางสังคม และเป็นสมบัติส่วนรวมร่วมกันของชุมชน ศิลปะ และดนตรีจึงอาศัยวัดเป็นที่จัดแสดงหรือปรากฏตัว
ดนตรี ถูกใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทางพระศาสนาแม้แต่การแสดงพระธรรมเทศนา เป็นเครื่องเสริมคุณค่าทางอารมณ์ ความละเมียดละไม โอ่อ่า และความรู้สึกเป็นจริงเป็นจัง ตั้งแต่งานสมโภชไปจนถึงงานอวมงคล
จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมต่างๆ ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจเพื่อแสดงถึงศรัทธาในพระศาสนา และเป็นสื่อถ่ายทอดหลักธรรม
สิ่งก่อสร้างต่างๆ ในวัดได้รับการจัดสร้างให้ใหญ่โต และมีความวิจิตรบรรจงเป็นพิเศษ แม้แต่กุฏิ ที่อยู่ของพระภิกษุก็ได้รับความเอาใจใส่จัดสร้างอย่างดีพิเศษยิ่งกว่าเรือนที่อยู่ของชาวบ้านสามัญ เพราะเป็นสมบัติร่วมกันของทุกคนในชุมชน มิใช่สมบัติส่วนตัว ของบุคคลใดๆ แต่เป็นดุจหอพักที่ทุกคนมีสิทธิที่จะมาอยู่ พักอาศัย ในระหว่างระยะเวลาที่เข้ามาบวชเรียนอยู่ในวัด หมุนเวียนกัน ตั้งแต่รุ่นปู่ทวดจนถึงหลานเหลนและต่อๆ ไป จนกว่าจะสิ้นสภาพของมัน
โดยนัยเดียวกัน กุฏิเจ้าอาวาสอาจได้รับการจัดสร้างให้มีเครื่องอำนวยความสะดวกพรั่งพร้อม ยิ่งกว่ากุฏิอื่นๆ เพราะมิใช่เป็นเพียงที่อยู่อาศัยของพระภิกษุเท่านั้น แต่มีฐานะเป็นสำนักงานกลางของชุมชน ซึ่งผู้นำกล่าวคือเจ้าอาวาสนั้นเข้าอยู่ตามตำแหน่ง โดยความยอมรับของชุมชน และทั้งเป็นที่ต้อนรับอาคันตุกะ โดยเฉพาะผู้นำจากชุมชนอื่น คือเป็นที่แสดงตัวของชุมชนนั้นต่อผู้ที่มา จากชุมชนอื่น
สาระสำคัญที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นสมบัติร่วมกันของชุมชน และเป็นที่ปรากฏแสดงตัวของชุมชนท้องถิ่นนั้น ต่อชุมชนอื่น หรือต่อคนภายนอกทั้งหมดนี้ เป็นเนื้อแท้ของวัฒนธรรมที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องและรักษาไว้ให้ได้
หากเข้าใจเขวไปหรือรักษาสาระไว้ไม่ได้ เช่น ความหมายของเสนาสนะสงฆ์ในความสัมพันธ์กับชุมชนลางเลือนไป ทำให้เสนาสนะสงฆ์ใหญ่โตเกินกำลังฐานะ และการใช้ประโยชน์ของชุมชน โดยไม่สมเหตุผล เป็นต้น ก็เรียกได้ว่า เกิดความคลาดเคลื่อนทางวัฒนธรรม เมื่อนั้นความเสื่อมโทรมก็จะคืบคลานเข้ามาแทนที่ความเจริญมั่นคง และเป็นความเสื่อมโทรมที่จะต้องประสบร่วมกัน ทั้งฝ่ายสถาบันพระศาสนาคือวัด และชุมชนนั้นเอง

No Comments
Comments are closed.