- การศึกษา กับ เศรษฐกิจ: ฝ่ายไหน จะรับใช้ฝ่ายไหน
- อะไรแน่คือหน้าที่ของรัฐ ต่อคณะสงฆ์
- ธรรมการ คือศึกษาธิการ
- ต้องจัดระเบียบสังคม เพราะการศึกษาล่มสลาย
- การศึกษา ต้องให้ถึงความจริงของธรรมดา
- เมื่อบุคคลนิพพาน จึงจะทำงานเพื่อโลกได้จริง
- เมื่อบุคคลแปลกแยกจากชีวิต สังคมก็แปลกแยกจากธรรมชาติ จากนั้น ทั้งมนุษย์-สังคม-ธรรมชาติ ก็ต้องถึงวิกฤติการณ์
- ธุรกิจได้เป็นเจ้าใหญ่ในแดนของบุคคล และกำลังก้าวเข้ามาครอบงำในแดนของชีวิตด้วย
- เศรษฐกิจเป็นเจ้าใหญ่ได้ แต่จะพาโลกและชีวิตไปไม่ตลอด
- ให้เศรษฐกิจของสังคม รับใช้การศึกษาของชีวิต จึงจะเข้าถึงธรรมดา ที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
อะไรแน่คือหน้าที่ของรัฐ ต่อคณะสงฆ์
ในหมู่ชาวพุทธนั้นย่อมทราบกันดีว่า อาณาจักรกับพุทธจักรมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิดตลอดมา โดยเฉพาะในประเทศไทยของเรานี้ ซึ่งได้ถือว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ
ธรรมะที่ว่าด้วยการปกครอง ซึ่งองค์พระมหากษัตริย์จะทรงอุปถัมภ์คณะสงฆ์และการพระศาสนานั้น ว่าถึงการปกครองสมัยพุทธกาล มีทั้งธรรมะสำหรับการปกครองแบบที่เรียกว่า “เอกราช” คือมีพระราชาองค์เดียว และสำหรับการปกครองที่เรียกว่า “คณราช” คือมีพระราชาเป็นคณะ เนื่องด้วยในพุทธกาลนั้นมีประเทศหรือแว่นแคว้นต่างๆ แยกได้เป็น ๒ แบบ คือ
๑. แบบที่เรียกว่า “คณราช” คือ การปกครองเป็นคณะ ซึ่งฝรั่งไปเรียกเป็น Republic หรือสาธารณรัฐ เช่นอย่างแคว้นวัชชี แคว้นมัลละ เป็นต้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงหลักธรรมไว้เรียกว่า “วัชชีอปริหานิยธรรม ๗ ประการ”
ในหมวดธรรมสำหรับการปกครองแบบนี้ ก็มีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพระศาสนา ซึ่งองค์พระมหากษัตริย์จะทรงคุ้มครองสมณพราหมณ์ ปรากฏอยู่ในข้อสุดท้ายคือข้อ ๗ ที่ว่า “…ทรงจัดสรรอารักขา ความคุ้มครองป้องกันโดยชอบธรรม ในพระอรหันต์ทั้งหลาย”
คำว่าพระอรหันต์ในที่นี้ก็คือพระสงฆ์ที่ทรงคุณธรรมเป็นแบบอย่าง คือยกเอาท่านผู้เป็นอุดมบุคคลสูงสุดขึ้นเป็นหลัก หมายความว่าให้ความคุ้มครอง ดูแล ปกป้องพระสงฆ์ทั้งหลายที่เป็นหลักใจ โดยเป็นหลักทางธรรมทางปัญญา ของประชาชน หรือของสังคม โดยตั้งใจว่าพระอรหันต์ที่ยังไม่มา ก็ขอให้มา ที่มาแล้ว ก็ขอให้อยู่ผาสุก
ที่กล่าวมานี้เป็นหลักธรรมสำหรับการปกครองแบบคณราช เช่นแคว้นวัชชีดังกล่าวแล้ว ซึ่งมีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพระศาสนา เป็นข้อสำคัญคุมท้าย
๒. ส่วนการปกครองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งกำลังรุ่งเรืองมากในชมพูทวีปสมัยนั้น ได้แก่ระบบ “เอกราช” คือมีราชาผู้เดียว การปกครองระบบเอกราชที่ยิ่งใหญ่เป็นอุดมคติก็คือ ระบบที่เราเรียกว่าพระเจ้าจักรพรรดิ สำหรับระบบนี้พระพุทธเจ้าก็ตรัสหลักธรรมไว้ โดยเฉพาะจักรวรรดิวัตร ซึ่งเรานับกันว่ามี ๑๒ ประการ
จักรวรรดิวัตร ๑๒ ประการนี้ ก็จบลงด้วยข้อสุดท้ายที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพระศาสนาเช่นเดียวกัน แต่เริ่มมีตั้งแต่ข้อ ๒ ที่ว่า “พระเจ้าจักรพรรดิทรงจัดการอารักขา คุ้มครองป้องกันอันชอบธรรม แก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย” เช่นเดียวกับที่จัดความคุ้มครองป้องกันแก่หมู่ชนเหล่าอื่นๆ ในแว่นแคว้น
แต่ สำคัญที่ข้อสุดท้าย ซึ่งตรัสว่า พระเจ้าจักรพรรดิเสด็จไปทรงพบปะเยี่ยมเยือนสมณพราหมณ์ ผู้เว้นจากความประมาทมัวเมา ผู้ตั้งอยู่ในขันติโสรัจจะ ผู้ฝึกตนให้สงบ โดยเข้าไปปรึกษาสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรเป็นสิ่งมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ การใดกระทำแล้วจะเป็นไปเพื่อความทุกข์ เพื่อสิ่งที่มิใช่ประโยชน์ การใดกระทำแล้วจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขตลอดกาลนาน เมื่อได้ทราบว่าอันใดเป็นโทษ เป็นสิ่งที่ควรงดเว้น ก็ละเสีย อันใดจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขยั่งยืนนาน ก็บำเพ็ญการนั้นให้บริบูรณ์
นี้คือข้อสุดท้ายที่จบสมบูรณ์ของหลักที่เรียกว่า จักรวรรดิวัตร
จะเห็นว่าหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้น สอนหลักการปกครองบ้านเมืองโดยเตรียมไว้พร้อม ทั้งระบบคณราช และเอกราช คณราชนั้นเป็นการปกครองที่คล้ายกับระบบที่เรียกว่าประชาธิปไตย บางทีเราเรียกกันว่าระบบสามัคคีธรรม คือใช้สภาที่เรียกว่า สันถาคาร เป็นที่ประชุมตัดสินกรณีต่างๆ

No Comments
Comments are closed.