- การศึกษา กับ เศรษฐกิจ: ฝ่ายไหน จะรับใช้ฝ่ายไหน
- อะไรแน่คือหน้าที่ของรัฐ ต่อคณะสงฆ์
- ธรรมการ คือศึกษาธิการ
- ต้องจัดระเบียบสังคม เพราะการศึกษาล่มสลาย
- การศึกษา ต้องให้ถึงความจริงของธรรมดา
- เมื่อบุคคลนิพพาน จึงจะทำงานเพื่อโลกได้จริง
- เมื่อบุคคลแปลกแยกจากชีวิต สังคมก็แปลกแยกจากธรรมชาติ จากนั้น ทั้งมนุษย์-สังคม-ธรรมชาติ ก็ต้องถึงวิกฤติการณ์
- ธุรกิจได้เป็นเจ้าใหญ่ในแดนของบุคคล และกำลังก้าวเข้ามาครอบงำในแดนของชีวิตด้วย
- เศรษฐกิจเป็นเจ้าใหญ่ได้ แต่จะพาโลกและชีวิตไปไม่ตลอด
- ให้เศรษฐกิจของสังคม รับใช้การศึกษาของชีวิต จึงจะเข้าถึงธรรมดา ที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ต้องจัดระเบียบสังคม เพราะการศึกษาล่มสลาย
เมื่อกล่าวถึงรัฐบาล ก็เป็นการกล่าวถึงรัฐทั้งหมด ที่ทำการในนามของประเทศชาติ เมื่อพูดแคบเข้ามา สถาบันผู้เป็นเจ้าของเรื่องวันนี้ ก็คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยกรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งวันนี้ท่านเจ้าคุณอธิการบดีได้เป็นผู้นำมา
ทางมหาจุฬาฯนั้น ที่ได้มาแสดงความเอื้อเฟื้อในวันนี้ กระผมก็ขอขอบพระคุณในการที่มีน้ำใจ ทั้งต่อผมในฐานะเป็นบุคคล คือเป็นพระภิกษุรูปหนึ่ง และอีกสถานหนึ่ง คือ ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยด้วย จึงเป็นการขอบคุณของศิษย์เก่า ต่อทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อเป็นเรื่องของศิษย์เก่า ก็เลยขอโอกาสพูดคุยแบบกันเอง
วันนี้ เมื่อท่านรัฐมนตรีอ่านประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ได้กล่าวถึงการแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ ๒ ท่าน ก็เลยขอโอกาสเล่าย้อนไปเมื่อตอนก่อนเพลนี้เอง หลวงลุงที่วัดนี้ อยู่ๆ ท่านก็ถือเอาหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมาอ่านให้ฟัง เป็นข่าวเรื่องแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ ในนั้นบอกว่าตั้งพระธรรมปิฎกเป็นศาสตราจารย์พิเศษคนแรกของมหาจุฬาฯ เรื่องนี้ก็เลยเป็นจุดที่จะนำมาขอกล่าวในที่นี้ คือแก้ข่าว
ความจริงนั้น บุคคลท่านแรกที่แท้ก็คือ ท่านอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ทำไมจึงว่าอย่างนี้ คือประกาศของสำนักนายกรัฐ-มนตรี หรือข่าวที่หนังสือพิมพ์นำไปลงนี้ เป็นเรื่องความดีความงามของพุทธบริษัท หมายความว่าในพุทธบริษัทนี้ เราให้ความสำคัญแก่ภิกษุบริษัท คือให้ความสำคัญแก่พระสงฆ์ เพราะฉะนั้น เมื่อมีเรื่องราวมาคู่กันด้วยกัน ก็ยกพระสงฆ์เป็นอันดับแรก แต่ว่าโดยรัตตัญญุตาหรือรัตตัญญูภาวะแล้ว ต้องถือว่าท่านอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ เป็นลำดับที่ ๑ เพราะว่าท่านเป็นครูอาจารย์ รวมทั้งเป็นครูอาจารย์ของกระผมเองด้วย
นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อนานมาแล้ว ตั้งสี่ห้าสิบปีก่อนโน้น ผมได้เข้ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อยังเป็นเณรเล็กๆ องค์หนึ่ง ตอนนั้นท่านอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ เป็นท่านเจ้าคุณกวีวรญาณ ท่านเป็นผู้บริหารมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาที่เล่าบ่อยๆ ก็ขอโอกาสนำมาเล่าซ้ำอีก
สมัยก่อนนี้ ก่อนเข้าชั้นเรียนมีการประชุมกันที่ลานอโศก ตรงหน้าหอสมุดกลาง คณะผู้บริหาร และครูอาจารย์ มหาจุฬาฯ ก็จะจัดลำดับผลัดกันมาพูดให้โอวาทแก่นิสิต นักเรียน ที่ลานอโศกหน้าหอสมุดกลางนั้น
ท่านอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ เป็นศูนย์กลางหรือเป็นแกนของการให้โอวาทนี้ กระผมเองก็ได้ฟังโอวาทของท่านเป็นประจำ คำกล่าวของท่านมีความหมายสำคัญมาก เพราะเป็นเครื่องปลุกจิตเตือนใจ ให้พระเณรของเรา มองเห็นความสำคัญของการทำกิจพระศาสนา เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน ให้เห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา แล้วก็ให้สำนึกในหน้าที่ ที่จะออกไปทำประโยชน์แก่ประชาชน ด้วยการนำธรรมะไปเผยแผ่ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกกันว่า “ไฟ” คือเกิดความรู้สึก ความสำนึก ที่จะเล่าเรียนศึกษาพระพุทธศาสนาให้จริงจัง เกิดความซาบซึ้งเห็นคุณค่าของหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วมีใจใฝ่ปรารถนาที่จะนำเอาพระธรรมคำสอนนี้ไปเผยแพร่ ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนต่อไป
คิดว่าการศึกษานี้ มีภารกิจอย่างหนึ่งที่ควรจะต้องทำให้ได้ คือการที่จะต้องปลุกจิตสำนึกของนักเรียน นักศึกษา นิสิตทั้งหลาย เวลานี้บ่นกันมากว่า นิสิต นักเรียน ไม่ค่อยมีจิตสำนึกในเรื่องสังคม หรือจิตสำนึกต่อพระศาสนา แม้แต่ในวงการพระสงฆ์เอง ความรักพระศาสนาก็ไม่ค่อยมี ฉะนั้นแรงใจที่จะทำกิจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจึงอ่อนแอ
ในฝ่ายของบ้านเมืองก็เช่นเดียวกัน ผู้เรียนจะต้องมีจิตสำนึกต่อสังคมอย่างจริงจัง ที่จะทำให้เกิดกำลังและความอาจหาญ แกล้วกล้าเข้มแข็งที่จะสร้างสรรค์ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติต่อไป มิฉะนั้นคนรุ่นใหม่ก็อาจจะถูกสิ่งล่อเร้า ยั่วยวน ชักจูงให้เขวออกหรือลงไปจมอยู่ในการเสพบริโภค อย่างที่เราเรียกกันว่าบริโภคนิยม ตลอดจนอบายมุขต่างๆ ได้ง่าย
สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่ผู้คน เยาวชน จนกระทั่งเด็กนักเรียน หมกมุ่นมัวเมา มีอบายมุขมาก จนต้องจัดระเบียบสังคมกันนี้ ก็คงจะเป็นเพราะเหตุนี้ คือต้องสืบเนื่องจากการศึกษาด้วย เพราะการศึกษาในประเทศของเราไม่สามารถปลุกจิตสำนึกทางสังคมให้เกิดขึ้น

No Comments
Comments are closed.