- ครองเรือน-ครองรัก จักเลิศแท้ ด้วยครองธรรม
- ความรักและศรัทธา กลั่นออกมาเป็นพร
- รักที่อยากหาความสุข กับรักที่อยากให้เขาเป็นสุข
- คู่สมรส ต้องพัฒนาความรัก
- ถึงจะแต่งงานไป แต่ใจของพ่อแม่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ
- จะครองรักไว้ได้ ก็ต้องครองเรือนให้ดีด้วย
- ความจริงใจต่อกัน เป็นฐานที่มั่นของชีวิตคู่ครอง
- ปรับตัวได้ ให้ข้อแตกต่างเป็นส่วนเติมเต็ม
- เกิดเป็นคนควรฝึกตนเรื่อยไป
- อยู่ร่วมกันจะมีความหมายแท้ เมื่อเอาความเข้มแข็งมาเพิ่มกำลังกัน
- อดทนสามด้าน จะผ่านพ้นอุปสรรคสู่ความสำเร็จ
- รวมกำลังกันได้แล้ว ก็มาเพิ่มพูนแผ่ขยายความสุขให้ไพศาล
- คู่ครองเป็นคู่มิตร มาช่วยกันพัฒนาชีวิตพัฒนาสังคม
- ร่วมกันปลูกมงคลพฤกษ์ เพื่อชีวิตสมรสที่เป็นสุขและมีคุณค่า
- พรแห่งธรรม นำความรักสู่การสร้างสรรค์
คู่สมรส ต้องพัฒนาความรัก
คนที่แต่งงานคงต้องยอมรับความจริงว่า ตนเองมีความรักทั้ง ๒ ประเภท ต่างกันแต่จะมีอย่างไหนมาก
ความสุขก็เปลี่ยนไปตามประเภทของความรัก คือมีความรักแบบไหนก็มีความสุขไปตามนั้น
ถ้ามีความรักแบบอยากได้เขามาทำให้ตนเป็นสุข ก็จะสุขต่อเมื่อเขามาทำให้ตนเป็นสุข แต่จะไม่ค่อยคำนึงถึงเขาว่าจะเป็นสุขหรือไม่ ต่างกับความรักที่อยากให้เขาเป็นสุข ซึ่งจะสุขต่อเมื่อเขาเป็นสุข
ข้อที่ต่างกันมีหลายอย่าง แต่ข้อแตกต่างที่สำคัญก็คือ ความสุขประเภทที่เกิดจากความรักที่อยากได้เขามาทำให้ตนเป็นสุขนี้ เป็นความสุขข้างเดียว ซึ่งไม่แน่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นสุขหรือไม่ และถ้าไม่ได้ตามความต้องการก็อาจจะขัดใจ เมื่อขัดใจก็เกิดปัญหา ถ้าไม่เป็นไปตามความต้องการของตัวก็กลายเป็นว่าตัวเองเป็นทุกข์ แล้วก็ทำให้เกิดความขัดแย้ง เลยทุกข์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตของผู้ที่แต่งงานจึงเป็นชีวิตที่ต้องก้าวไปในธรรมด้วย คือจะต้องก้าวไปสู่การพัฒนาชีวิตจิตใจ
ขอให้มองดูคุณพ่อคุณแม่ซึ่งมีความรักประเภทอยากให้ผู้อื่นเป็นสุข ถ้าคู่ครองมีความรักอย่างคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกเป็นสุข เมื่อคนหนึ่งเป็นสุข อีกคนหนึ่งก็เป็นสุขด้วย ก็จะมีความสุขร่วมกันทั้งสองฝ่าย
จึงถือเป็นหลักในทางพระศาสนาว่า ความรักที่เรียกว่าเมตตาคือความรักที่อยากให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสุขนั้น เป็นคุณธรรมที่ต้องทำให้มีขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะประสานชีวิตให้มีความสุขยั่งยืนมั่นคง
จำเป็นต้องย้ำเรื่องคุณธรรมคือ เมตตา เพราะว่าเมตตานี้ทั้งที่เราได้ยินกันอยู่เสมอ แต่เราก็มักไม่ชัดในความหมายว่าคืออะไร ซึ่งที่จริงก็ตัวนี้เอง คือความอยากให้คนอื่นเป็นสุขนี่แหละเรียกว่าเมตตา ถ้าเมื่อไรเราอยากให้คนอื่นเป็นสุข นั้นคือเมตตาเกิดขึ้นแล้ว
เป็นธรรมดาว่า เมื่อเราอยากให้เขาเป็นสุข เราก็ต้องพยายามทำให้เขาเป็นสุข และเราจะเป็นสุขก็ต่อเมื่อเขาเป็นสุข จึงเป็นการแน่นอนว่าความรักประเภทนี้จะทำให้เกิดความสัมพันธ์โยงใยที่ยึดเหนี่ยวจิตใจกัน เพราะว่าความสุขอย่างนี้เป็นสุขด้วยกันและอาศัยกัน
เหมือนอย่างคุณพ่อคุณแม่ที่ฝากความสุขไว้กับลูก เมื่อเห็นลูกมีความสุข คุณแม่ก็มีความสุข คุณพ่อก็มีความสุข แต่ถ้าลูกยังไม่สุข คุณพ่อคุณแม่ก็เป็นห่วงเป็นกังวล บางทีก็เป็นทุกข์ไปเลย เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก็ให้ท่านมีความหวังว่าลูกจะเป็นสุข พอมีความหวังท่านก็อิ่มใจสบายใจ

No Comments
Comments are closed.