สังคมไทยมาได้ดีทางจิตใจ แต่ไปได้ไม่ไกลทางปัญญา
ปัญหาที่เกิดขึ้นมาเป็นอย่างนี้ มีเหตุปัจจัยต่างๆ มากมาย รวมไปถึงเรื่องที่สัมพันธ์กับสภาพจิตใจ เช่น การเห่อตามค่านิยมปัจจุบัน ในเรื่องการเสพบริโภค ซึ่งใช้ศัพท์เรียกกันว่าเป็นสังคมบริโภคนิยม
เมื่อคนไทยส่วนมากหันไปในด้านบริโภคนิยม สังคมไทยก็ย่อมเสี่ยงต่อความเสื่อมทางปัญญาเป็นธรรมดา ยิ่งพื้นฐานในด้านการแสวงปัญญาไม่ค่อยมีอยู่แล้ว ก็ยิ่งอันตราย
สังคมไทยเวลานี้ เราได้รับผลที่สืบต่อกันมาด้วย คือคนไทยเราน่าจะไม่น้อยกว่าหนึ่งศตวรรษมาแล้ว ได้ขาดวัฒนธรรมในการแสวงปัญญา จะเห็นว่าความใฝ่รู้ ความต้องการรู้ และการที่จะต้องหาทางเข้าถึงความจริงให้ได้นั้น ไม่ค่อยมี
เมื่อไม่มีความใฝ่รู้ ไม่เป็นนักแสวงปัญญา ไม่มีวิธีคิดในการที่จะหาปัญญา ปัญญาก็ไม่เจริญงอกงาม ไม่พัฒนา ฉะนั้นปัญญาที่จะเข้มแข็งขึ้นมา ก็เป็นไปไม่ได้
สภาพเช่นนี้โยงไปถึงพื้นฐานในทางจิตใจ คือจิตใจขาดความอยากในทางปัญญา จึงเรียกว่าขาดความใฝ่รู้ แล้วก็ทำให้ไม่แสวงปัญญา
เวลานี้ สังคมไทยเรา แม้แต่สิ่งดีที่มีอยู่ ก็เสื่อมโทรมลงไป ต้องยอมรับว่า สังคมไทยเรานี้ก็มีดีอยู่มาก ในทางจิตใจเราได้พัฒนามามาก อย่างที่พูดกันว่า เป็นสังคมที่คนมีน้ำใจดี พูดง่ายๆ ว่า มีวัฒนธรรมแห่งเมตตา
สังคมที่มีวัฒนธรรมแห่งเมตตานี้ ต้องนับว่า เป็นสังคมที่พัฒนาไปได้ไกล เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยการเบียดเบียนแย่งชิง แข่งขัน ทำร้ายกัน มีความโหดร้ายทารุณมาก เกิดสงครามทั่วไปหมดและตลอดมา
สังคมไทยเรานี้มีดีที่วัฒนธรรมแห่งเมตตา แต่ส่วนที่เรายังอ่อน คือวัฒนธรรมแสวงปัญญา ตามหลักพระพุทธศาสนาถือว่า มนุษย์จะบรรลุผลสำเร็จอย่างสูง ต้องอาศัยปัญญา คนเป็นพระพุทธเจ้าด้วยปัญญา ถ้ามีแค่เมตตาเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้
ความมีเมตตาเป็นส่วนหนึ่งของหลักธรรมที่เรียกว่า พรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขา เมื่อมีเมตตาที่เป็นตัวนำในพรหมวิหาร ๔ ก็เข้าทางที่จะเป็นพระพรหม
เมตตาเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ เป็นภาวะจิตใจที่ดีงามอย่างยิ่ง แต่ เมตตานั้นทำให้เป็นได้แค่พระพรหม หากหวังจะเป็นพระพุทธเจ้า ต้องเป็นด้วยปัญญา หมายถึงปัญญาที่พัฒนาไปถึงขั้นที่เรียกว่า “โพธิ”
สังคมไทยเรานี้ ที่ผ่านมาในอดีตนั้นไปได้ไกล เป็นสังคมในระดับที่จะเป็นพรหมแล้ว แต่ไม่ยอมเป็นพระพุทธเจ้า คือไม่ชอบพัฒนาปัญญา
ถ้ามุ่งหมายจะเป็นชาวพุทธได้จริง ต้องขึ้นไปให้ถึงทางของพระพุทธเจ้า คือทางแห่งปัญญา เพราะฉะนั้น ถ้าจะเป็นสังคมพุทธที่แท้ ก็ต้องใฝ่รู้แสวงปัญญาให้มาก จึงต้องก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง
ที่พูดมานี้เท่ากับบอกว่า เมื่อมองในเชิงสังคม การที่คนไทยได้นับถือพระพุทธศาสนากันมานี้ สังคมไทยน่าจะยังก้าวไปไม่ได้ไกลในพระพุทธศาสนา
ถ้าใช้หลักนี้วัดดูก็หมายความว่า ถ้าเป็นสังคมที่ไม่นิยมปัญญา ไม่ใฝ่แสวงปัญญาจริง ก็แสดงว่า ยังก้าวไปในพระพุทธศาสนาได้น้อย ยังไม่ตรงจุด คือยังมาได้แค่ขั้นจิต มีศีล มีสมาธิ แต่ปัญญาไม่ค่อยเอา
ทีนี้ ถ้าทางเมตตามี ก็ดีแล้ว แต่ไม่ควรหยุดแค่นั้น น่าจะก้าวไปในวัฒนธรรมแสวงปัญญา เป็นนักหาปัญญา โดยชอบค้นคว้าสืบหาความจริงต่างๆ

No Comments
Comments are closed.