สังคมไทย ต้องหันมาก้าวต่อไปให้ถึงธรรมไพบูลย์
ดังนั้น จึงมาถึงปัญหาอีกข้อหนึ่งที่ว่า ทำอย่างไรจะให้สังคมไทย เกิดความใฝ่นิยมปัญญา และหันไปหาธรรม
เริ่มต้นก็ต้องมีแบบอย่างและมีความนิยมในแนวทางที่ดี คือ มีสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมทางสังคม ได้แก่ตัวบุคคลที่ดี ที่จะเป็นแบบอย่างให้เขายึดถือ โดยที่ว่าคนที่เป็นแบบอย่างนั้น เป็นบัณฑิต และสังคมก็นิยมยกย่อง
ถ้าสังคมนิยมยกย่องบัณฑิต การยกย่องปัญญาก็ตามมาเอง แล้วต่อจากนั้น บัณฑิตก็มีโอกาสที่จะให้ปัญญา ที่จะชี้แจงแนะนำ คนก็ฟัง
เวลานี้ คนไม่อยากฟังบัณฑิต แต่ชอบไปฟังอะไรก็ไม่รู้ ออกไปนอกลู่นอกทาง ฉะนั้นความนิยมธรรมนิยมปัญญาก็ไม่เกิดขึ้น
จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ว่า ทำอย่างไร จะให้แสงสว่างที่เรามีอยู่นี้ เกิดประโยชน์แก่แผ่นดินอย่างแท้จริง ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย
เวลานี้สังคมไทย เราต้องถือว่าเหมือนยืนอยู่ที่ทางสองแพร่ง จะเลือกเอาทางไหน? ซึ่งต้องเป็นทางไปสู่จุดหมายที่ดีที่ถูกต้อง
ทางพระศาสนาบอกว่า จุดหมายของสังคม พูดในแง่หนึ่งคือ ต้องมีความไพบูลย์ และความไพบูลย์นี้ก็มี ๒ อย่าง คือ
๑. อามิสไพบูลย์ คือความมั่งคั่งพรั่งพร้อมทางด้านวัตถุ หรือความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องสิ่งเสพบริโภค
๒. ธรรมไพบูลย์ คือความมั่งคั่งพรั่งพร้อมทางธรรม หรือความอุดมสมบูรณ์ทางภูมิธรรมภูมิปัญญา เช่น มีศีลธรรม วัฒนธรรม วิชาการ งานสร้างสรรค์อะไรต่างๆ ที่เจริญก้าวหน้าประณีตงดงามล้ำเลิศ
ทั้งนี้ก็อยู่ที่แนวทางของสังคม ถ้าคนใฝ่นิยมแต่เรื่องการเสพการบริโภค และใช้ปัญญาเพียงเพื่อแสวงหาสิ่งเหล่านี้ ก็จะได้แค่อามิสไพบูลย์ คือ ความพรั่งพร้อมทางด้านวัตถุหรือทางด้านอามิส แต่ธรรมไพบูลย์จะไม่เกิด
ถ้าธรรมไพบูลย์ไม่มี ในระยะยาวอามิสไพบูลย์ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล แต่จะเป็นไปในทางเบียดเบียนกันมากขึ้น ทำให้สังคมเสื่อมลง และในที่สุดก็ดำรงรักษาอามิสไพบูลย์เอาไว้ไม่ได้
ถ้าจะให้ถูกก็ต้องไปด้วยกัน ทั้งอามิสไพบูลย์และธรรมไพบูลย์ โดยเอาอามิสไพบูลย์เป็นฐาน หรือเป็นปัจจัยให้แก่ธรรมไพบูลย์ และเอาธรรมไพบูลย์มาคุมเป็นยอด
ทั้งนี้ เพราะว่า เมื่อเศรษฐกิจดี มีวัตถุ เริ่มแต่ปัจจัย ๔ พรั่งพร้อมพอสมควรแล้ว คนก็จะได้อาศัยความพรั่งพร้อมทางเศรษฐกิจนั้น เป็นสภาพเอื้อ เพื่อจะได้แสวงธรรมแสวงปัญญา พัฒนาจิตใจ พัฒนาปัญญา พัฒนาวัฒนธรรม รวมทั้งวิชาการเป็นต้น ให้เข้าถึงภาวะที่เลิศที่ประเสริฐของความเป็นมนุษย์ต่อไป
มิฉะนั้น สังคมก็จะเอาอามิสไพบูลย์ หรือวัตถุ หรือเรื่องเศรษฐกิจเป็นจุดหมาย ซึ่งถือว่าผิดหลัก เพราะว่าผิดตั้งแต่ต้น แม้แต่ตัวถ้อยคำก็ผิด เพราะว่าจำพวกวัตถุนี้ ท่านเรียกว่าเป็นปัจจัย
ปัจจัยนั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่เป็นตัวเกื้อหนุน เป็นเครื่องช่วย ไม่ใช่จุดหมาย
ฉะนั้น คนเรามีวัตถุ มีเศรษฐกิจดี ก็เพื่อเป็นปัจจัยที่อาศัย ที่จะเกื้อหนุน ให้เราก้าวไปสู่จุดหมายที่สูงส่งดีงาม คือความเลิศประเสริฐทางธรรมทางปัญญา
ทีนี้ ถ้าสังคมไทยมาเอาอามิสหรือเอาวัตถุเป็นจุดหมายเสียแล้ว ก็เท่ากับกลับเอายอดมาเป็นฐาน หรือพลิกเอาพื้นข้างล่างขึ้นไปเป็นยอดข้างบน ก็จะเป็นสังคมที่ตั้งตัวผิด ไม่เป็น “อตฺตสมฺมาปณิธิ” เพราะฉะนั้นก็จะก้าวไปสู่ความเจริญได้ยาก
ฉะนั้น สังคมไทยจะต้องทำให้อามิส หรือวัตถุ หรือด้านเศรษฐกิจนี้เป็นปัจจัย โดยที่เรารู้ขอบเขตความสำคัญของมัน และสร้างขึ้นมาในฐานะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ให้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนความเจริญงอกงามทางธรรมทางปัญญาให้ได้ อันนี้เป็นปัญหาของสังคมไทยที่จะต้องแก้ไขกันต่อไป
วันนี้ก็คงพูดได้แค่เป็นการปรับทุกข์ ว่าสังคมของเราเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะทำกันอย่างไร
ทำอย่างไรจะให้เกิดอามิสไพบูลย์ ที่มีธรรมไพบูลย์เป็นตัวคุม และเป็นตัวจุดหมายที่แท้
ให้อามิสไพบูลย์เป็นตัวทรง เป็นฐาน เป็นปัจจัยให้แก่ธรรมไพบูลย์ ซึ่งเป็นความไพบูลย์ที่แท้จริง สมกับความเป็นมนุษย์
มิฉะนั้น อามิสไพบูลย์ ก็คงจะทำให้มนุษย์นี้เก่งกว่าสัตว์ทั้งหลายทั่วไป ในแง่ที่สามารถแสวงหาแย่งชิงได้เก่ง และสะสมไว้ได้พรั่งพร้อมเท่านั้น แล้วก็หมกมุ่นมัวเมาติดจมอยู่ ไม่ได้ก้าวไปไหนดีกว่านั้น
การที่จะมีอามิสไพบูลย์ โดยมีธรรมไพบูลย์มาคุมมาเติมเต็ม หรือมาทำให้พร้อมบริบูรณ์สมบูรณ์ได้นี้ ก็ต้องเป็นไปตามหลักการที่ว่า อย่างน้อยพูดง่ายๆ คนต้องมีทั้งวัฒนธรรมทางจิตใจ และวัฒนธรรมทางปัญญาซึ่งก็จะต้องอาศัยการที่คนนั้นมีลักษณะจิตใจที่มีความใฝ่รู้ ชอบแสวงปัญญา
เมื่อโยงออกไป ก็กลายเป็นเรื่องของสังคมทั้งหมด ที่จะต้องมีความใฝ่นิยมปัญญา ซึ่งรวมไปถึงการที่สังคมจะต้องบูชาคนที่ควรบูชา ยกย่องท่านที่เป็นบัณฑิต และยกย่องเรื่องปัญญาเรื่องความรู้ และเรื่องความดีงาม คือธรรม แล้วทุกอย่างก็จะประสานกัน ให้เป็นไปด้วยดี

No Comments
Comments are closed.