- โรงเรียนต้องช่วยสังคมไทย อนุรักษ์ความเจริญทางจิตใจ และก้าวไปในปัญญา
- ถึงจะเริ่มต้นถูกที่ แต่จะก้าวไปดี ต้องมีความชัดเจน
- ร.ร.วิถีพุทธ ต้องเข้มด้วยปัญญาที่พาสู่จุดหมายแห่งโพธิ และบูรณาการกับการพัฒนากายวาจาจิตใจในกระบวนการแห่งไตรสิกขา
- ร.ร.วิถีพุทธต้องสร้างสรรค์มนุษย์ ผู้มีชีวิตอันดี ที่การพัฒนาปัญญาประสานกับการพัฒนากายวาจาและจิตใจ
- สัตว์สังคม ชนิดพิเศษที่ศึกษาได้ สามารถเข้าถึงธรรมที่เหนือสังคม
- การศึกษามวลชน เน้นปัจจัยทางสังคม โดยจัดตั้งระบบกัลยาณมิตรขึ้นมาช่วยพาคนให้ก้าวไปในวิถีแห่งไตรสิกขา
- วัฒนธรรมเป็นวินัย ต้องทำวินัยให้เป็นวัฒนธรรม และต้องใช้วัฒนธรรมนำคนเข้าสู่วิถีแห่งไตรสิกขา
- “ตนเป็นที่พึ่งของตน” นั้นจริง แต่ที่สอนจริง คือ “ทำอย่างไรจะให้ตนเป็นที่พึ่งได้”
- “เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร” นั้นจริง แต่ที่สอนจริง คือ “ทำอย่างไรจะอยู่ดีได้โดยไม่ต้องจองเวร”
- อนุรักษ์วัฒนธรรมแห่งเมตตา ก้าวไปในวัฒนธรรมแสวงปัญญา
- บูรณาการต้องได้ตลอดทุกขั้น แม้กระทั่งจุดหมาย จึงจะได้ระบบองค์รวมที่สมบูรณ์
- จะบูรณาการได้ถึงจุดหมาย ต้องบูรณาการตลอดขึ้นไปตั้งแต่ฐาน
- พร้อมกับช่วยคนอื่นให้มีการศึกษา ตนเองก็ต้องไม่ประมาทในการศึกษาด้วย
สัตว์สังคม ชนิดพิเศษที่ศึกษาได้ สามารถเข้าถึงธรรมที่เหนือสังคม
โรงเรียนวิถีพุทธนี่แหละ ทำหน้าที่ถูกต้องตามหลักของความเป็นมนุษย์ เพราะว่ามนุษย์นี้ทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นสัตว์ที่ต้องศึกษา จะใช้ศัพท์เก่าๆ ก็ได้ ว่าเป็นสัตว์ที่ต้องฝึก เป็นสัตว์ที่ต้องหัด เป็นสัตว์ที่ต้องพัฒนา เป็นสัตว์ที่ต้องเรียนรู้ ก็คือต้องศึกษานั่นเอง ไม่เหมือนสัตว์ทั้งหลายอื่น
แม้แต่ที่เราพูดกันว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ความจริงก็เป็นการมองแยกส่วน เห็นเพียงด้านเดียว ไม่ถูก ไม่พอ
สัตว์สังคมที่ชื่อว่ามนุษย์นี้ ไม่เหมือนสัตว์สังคมชนิดอื่น เช่น ไม่เหมือนผึ้ง ไม่เหมือนมด เป็นต้น สัตว์พวกนั้นอยู่กันมาในกฎเกณฑ์กติกาที่เป็นไปโดยสัญชาตญาณ พอเกิดมาก็เข้าอยู่ร่วมสังคมของมัน มีการปฏิบัติหน้าที่ แบ่งงานกันทำเป็นต้น โดยสัญชาตญาณ ทำกันไปจนกระทั่งตายก็อยู่อย่างนั้น มันเป็นไปตามวิถีของมันที่แน่นอนตายตัว
แต่มนุษย์ไม่ใช่สัตว์สังคมแบบนั้น มนุษย์เป็นสัตว์สังคมชนิดพิเศษที่ว่าลึกลงไป เป็นสัตว์ที่ต้องศึกษา เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องศึกษา มนุษย์ก็เป็นสัตว์ที่พัฒนาโดยสัมพันธ์กับสังคมในเชิงที่เป็นเหตุปัจจัยแก่กัน มนุษย์แต่ละคนเป็นปัจจัยแก่สังคมได้ สังคมเป็นปัจจัยแก่มนุษย์ได้ เกิดการพัฒนาแบบอิงอาศัยควบคู่กันไป
ทั้งนี้ บนฐานแห่งความจริงของกฎธรรมชาติ ตรงนี้ต้องย้ำว่า นี่ต้องเลยไปถึงโน่น ไม่ได้อยู่แค่สังคม ต้องไปถึงความจริงของกฎธรรมชาติ ที่อยู่เหนือสังคม และกำกับควบคุมทั้งชีวิตและสังคม ฐานอยู่ที่นั่น
มนุษย์เรานี้ เมื่อมีการศึกษา หรือไม่มีการศึกษา จะมีความยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลง ต่างจากสัตว์ทั้งหลายอื่น ที่ว่าสัตว์สังคมอย่างอื่นเหล่านั้น เขามาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น แต่สัตว์มนุษย์นี่เป็นสัตว์สังคมชนิดพิเศษที่มีการศึกษาได้ มีศักยภาพที่พัฒนาได้
เมื่อมีการศึกษาได้ ก็อาจจะไม่มีการศึกษาได้ ถ้ามีการศึกษา ก็รู้จักที่จะได้ประโยชน์จากสังคมที่ตนอยู่ร่วม ได้ประโยชน์ ได้สิ่งที่ดีงามถูกต้อง เกื้อกูลแก่ชีวิตของตัวเอง แล้วก็สามารถเอื้อประโยชน์แก่สังคมอีกด้วย
แต่ถ้าไม่มีการศึกษา มนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมนี้ อาจจะกลายเป็นว่า ได้รับผลร้ายจากสังคม แล้วก็กลายเป็นผู้เบียดเบียนตน แล้วก็เบียดเบียนสังคม ทำร้ายสังคมไปเลย ตรงนี้ก็ต่างจากสัตว์สังคมชนิดอื่นๆ
ฉะนั้น สัตว์มนุษย์ไม่เหมือนสัตว์ชนิดอื่น เราจะไปเปรียบกับสัตว์สังคมชนิดอื่นไม่ได้ หรือไม่พอ ในแง่นี้ มนุษย์เท่ากับมีความเป็นอิสระมากกว่าสัตว์อื่นๆ
ทีนี้ ความเป็นอิสระนี่ มันโยงไปหาฐานสำคัญคือการเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ
มนุษย์มีหน้าที่ประจำตัวทุกคน คือ ต้องศึกษา ทีนี้ เมื่อมนุษย์ศึกษาไป ทั้งๆ ที่อยู่ร่วมในสังคม แต่เมื่อใดมนุษย์เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ เมื่อนั้นมนุษย์สามารถมีจิตใจและปัญญาที่เป็นอิสระจากสังคม และสามารถทำให้แก่สังคมได้ดีที่สุดด้วย
มนุษย์เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ เป็นอิสระจากสังคม แต่กลับมาให้สติปัญญาแก่สังคม บอกแนวทางแก่สังคม อาจจะเปลี่ยนแนวทางแก้ไขผันแปรทิศทางของสังคมไปเลย
ฉะนั้น มนุษย์จึงเป็นผู้ที่จัดการกับสังคมได้ ไม่ใช่เฉพาะว่าเป็นผู้ถูกหล่อหลอมจากสังคมเท่านั้น วิถีของมนุษย์ก็อย่างนี้แหละ มนุษย์ที่มีการศึกษา โดยมีโยนิโสมนสิการเป็นจุดเริ่ม สามารถทำให้วิถีของสังคมนี้เปลี่ยนไป ทำให้ประวัติศาสตร์เริ่มยุคกันใหม่ เรื่องนี้เป็นอยู่เสมอ เรื่อยมาเลย
เรื่องของมนุษย์นี้ จุดสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ต้องมีการศึกษา แล้วก็เข้าถึงความจริงของกฎธรรมชาติ ที่จะทำให้เป็นอิสระ ซึ่งเป็นอิสร-ภาพของจิตใจ และอิสรภาพแห่งปัญญา โดยที่ในทางสังคมด้านกาย-ภาพจะรู้จักอยู่อย่างพึ่งพากันพอดีๆ
เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมา ก็พยายามให้ทุกคนได้ศึกษา คือฝึกฝนพัฒนาตนเอง เพื่อเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ ให้รู้โลกและชีวิตแจ้งจริง แล้วก็จะบรรลุจุดหมายของชีวิต โดยไม่ต้องขึ้นต่อสังคม แล้วก็มาเอื้อต่อสังคมอีกทีหนึ่ง

No Comments
Comments are closed.