“ตนเป็นที่พึ่งของตน” นั้นจริง แต่ที่สอนจริง คือ “ทำอย่างไรจะให้ตนเป็นที่พึ่งได้”

12 พฤษภาคม 2546

“ตนเป็นที่พึ่งของตน” นั้นจริง แต่ที่สอนจริง คือ “ทำอย่างไรจะให้ตนเป็นที่พึ่งได้”

ธรรมในพระพุทธศาสนานั้นท่านสอนไว้มากมาย เราคงไม่มีโอกาสพูดคุยกันมากในที่นี้ แต่มีบางแง่มุมที่อยากจะเน้น คือเรื่อง

ก) หลักความจริง กับ

ข) การปฏิบัติที่สืบเนื่องจากหลักความจริงนั้น

เราได้ยินคำสอนแบบหลักความจริงว่า เป็นอย่างนี้นะ เช่น แทบทุกคนจำคำบาลีพุทธภาษิตได้ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ แปลว่าตนเป็นที่พึ่งของตน

พอฟังว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน เราก็พูดสรุปของเราเองว่าพึ่งตนนะ ทำให้ฟังเหมือนเป็นข้อปฏิบัติ แต่ที่จริง ยังไม่ใช่ ยิ่งกว่านั้นคาถาพุทธภาษิตยังไม่จบแค่นี้ และเฉพาะส่วนที่ยกมาพูดนั้นยังไม่ใช่จุดสำคัญที่ต้องการ ถ้าหยุดแค่นี้ พระพุทธศาสนาจะยังไม่เข้าสู่วิถีชีวิตอย่างถูกต้อง

ขอแทรกคำถามว่า จะพึ่งตนอย่างไร ถ้ายังไม่มีความสามารถที่จะพึ่งตนได้ บอกว่าให้พึ่งตน แต่ตนไม่มีความสามารถที่จะให้ตนพึ่ง ก็ไปไม่ไหว เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า อันนี้เป็นการบอกหลักการเบื้องต้น เป็นการตั้งประเด็นขึ้นมาโดยแสดงหลักความจริงให้ตระหนักไว้ แต่จุดสำคัญ อยู่ตอนที่สอง

ที่จริงนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสแค่ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน แต่ตรัสต่อไปอีกว่า โก หิ นาโถ ปโร สิยา คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งแท้จริงได้ และลงท้ายว่า อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํแปลว่า มีตนที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละ ชื่อว่าได้ที่พึ่งที่หาได้ยาก ตรงนี้คือข้อปฏิบัติ จุดที่พระพุทธศาสนาต้องการอยู่ที่นี่

ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนมากมายนั้น จุดสำคัญต้องการตรงนี้ ตอนแรกให้รู้ตระหนักถึงความจริงไว้ว่า ที่แน่นั้นที่พึ่งแท้อยู่ที่ตัวเอง คนต้องพึ่งตนเอง การที่จะพึ่งคนอื่น ในที่สุดก็พึ่งไปไม่รอดไม่ตลอด แม้แต่เขาให้พึ่งขนาดเอาข้าวมาป้อนใส่ปาก ถ้าตัวเองไม่ยอมเคี้ยว หรือถึงแม้ถ้าเคี้ยวไปแล้วแต่ไม่ยอมย่อยอีก ก็ไปไม่รอด

แต่คำสอนตอนที่ว่าไปแล้วนั้นเป็นหลักความจริงสำหรับเป็นฐานที่อ้างอิง ส่วนข้อสำคัญที่พระพุทธเจ้าสอนสืบเนื่องจากหลักความจริงนั้น ก็คือข้อปฏิบัติหรือธรรมภาคปฏิบัติที่เกี่ยวกับตัวเราโดยตรง ก็คือว่า (เมื่อตนเป็นที่พึ่งของตน หรือจะต้องพึ่งตนเองแล้ว) ทำอย่างไรจะพึ่งตนได้ เป้าหมายของการสอนอยู่ที่ตรงนี้ นี่แหละ ไตรสิกขาคืออันนี้

ไตรสิกขาที่สอนทั้งหมดก็คือ คำสอนที่ว่าทำอย่างไรจะพึ่งตนเองได้ หรือจะทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนได้อย่างไร เท่านั้นเอง

เหมือนกับพูดว่า พระพุทธศาสนาทั้งหมดก็คือคำสอนและการปฏิบัติที่จะทำตนให้พึ่งตนได้ เมื่อพึ่งตนได้ ก็คือมีอิสรภาพที่แท้จริง และคำสอน-การปฏิบัติที่ทำให้พึ่งตนได้นั้น ก็คือไตรสิกขานี่แหละ คือตอนที่ตรัสว่า “มีตนที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละ คือได้ที่พึ่งที่หาได้ยาก” (=เป็นที่พึ่งแท้ซึ่งหาที่อื่นไม่ได้)

วิธีการหรือปฏิบัติการในการทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ จะด้วยการเรียนรู้ ฝึกฝน ฝึกหัด พัฒนาตนอย่างไรก็ตาม อันได้แก่การศึกษาทั้งหมดนี้ ก็คือการทำตนให้สามารถพึ่งตนได้ (หรือทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ หรือทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้) ตรงนี้แหละเป็นจุดสำคัญ นี่คือตัวพุทธศาสนาที่เป็นภาคปฏิบัติการ

จุดนี้จะต้องเน้น เพราะจุดนี้แหละเป็นตัวอย่างใหญ่ของจุดอ่อนที่ทำให้พระพุทธศาสนาในเมืองไทยเราก้าวไปไม่ได้เท่าที่ควร

เพราะฉะนั้น โรงเรียนวิถีพุทธจะต้องนำสังคมไทยก้าวต่อไป ต้องก้าวต่อไปให้ถึงขั้นที่นำเอาธรรมมาสู่การปฏิบัติ ในสภาพแวดล้อมของวินัย โดยจะต้องสร้างวินัยชนิดที่เป็นวิถีชีวิต หรือเป็นวัฒน-ธรรมด้วย และต้องนำธรรมขึ้นสู่การปฏิบัติที่แท้จริงด้วย ไม่ใช่อยู่แค่หลักที่บอกความจริงว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน แล้วก็พูดได้แค่ว่า เออ เธอก็พึ่งตนไปซิ ไม่ไปดูว่าเขาพึ่งตนไหวหรือเปล่า

ฉะนั้นจึงต้องรู้ว่า ตรงนี้แหละที่พระพุทธเจ้าทรงถือเป็นเป้าหมายในการสอน ที่ทรงสอนนักสอนหนา ทรงเพียรพยายามจาริกไปก็เพื่ออันนี้เท่านั้น คือเพราะทรงมองเห็นว่าคนทั้งหลายยังพึ่งตนไม่ได้ จึงทรงพยายามว่าจะทำอย่างไรให้เขาพึ่งตนได้

นี่แหละเป็นเหตุให้ทรงสอนทุกขั้นทุกอย่าง นี่แหละตัวพระพุทธศาสนาที่ต้องจับให้ได้ โรงเรียนวิถีพุทธจะต้องทำหน้าที่นี้

โรงเรียนต้องช่วยสังคมไทย อนุรักษ์ความเจริญทางจิตใจและก้าวไปในปัญญา

วัฒนธรรมเป็นวินัย ต้องทำวินัยให้เป็นวัฒนธรรม และต้องใช้วัฒนธรรมนำคนเข้าสู่วิถีแห่งไตรสิกขา “เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร” นั้นจริง แต่ที่สอนจริง คือ “ทำอย่างไรจะอยู่ดีได้โดยไม่ต้องจองเวร”

No Comments

Comments are closed.