- โรงเรียนต้องช่วยสังคมไทย อนุรักษ์ความเจริญทางจิตใจ และก้าวไปในปัญญา
- ถึงจะเริ่มต้นถูกที่ แต่จะก้าวไปดี ต้องมีความชัดเจน
- ร.ร.วิถีพุทธ ต้องเข้มด้วยปัญญาที่พาสู่จุดหมายแห่งโพธิ และบูรณาการกับการพัฒนากายวาจาจิตใจในกระบวนการแห่งไตรสิกขา
- ร.ร.วิถีพุทธต้องสร้างสรรค์มนุษย์ ผู้มีชีวิตอันดี ที่การพัฒนาปัญญาประสานกับการพัฒนากายวาจาและจิตใจ
- สัตว์สังคม ชนิดพิเศษที่ศึกษาได้ สามารถเข้าถึงธรรมที่เหนือสังคม
- การศึกษามวลชน เน้นปัจจัยทางสังคม โดยจัดตั้งระบบกัลยาณมิตรขึ้นมาช่วยพาคนให้ก้าวไปในวิถีแห่งไตรสิกขา
- วัฒนธรรมเป็นวินัย ต้องทำวินัยให้เป็นวัฒนธรรม และต้องใช้วัฒนธรรมนำคนเข้าสู่วิถีแห่งไตรสิกขา
- “ตนเป็นที่พึ่งของตน” นั้นจริง แต่ที่สอนจริง คือ “ทำอย่างไรจะให้ตนเป็นที่พึ่งได้”
- “เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร” นั้นจริง แต่ที่สอนจริง คือ “ทำอย่างไรจะอยู่ดีได้โดยไม่ต้องจองเวร”
- อนุรักษ์วัฒนธรรมแห่งเมตตา ก้าวไปในวัฒนธรรมแสวงปัญญา
- บูรณาการต้องได้ตลอดทุกขั้น แม้กระทั่งจุดหมาย จึงจะได้ระบบองค์รวมที่สมบูรณ์
- จะบูรณาการได้ถึงจุดหมาย ต้องบูรณาการตลอดขึ้นไปตั้งแต่ฐาน
- พร้อมกับช่วยคนอื่นให้มีการศึกษา ตนเองก็ต้องไม่ประมาทในการศึกษาด้วย
“เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร” นั้นจริง แต่ที่สอนจริง คือ “ทำอย่างไรจะอยู่ดีได้โดยไม่ต้องจองเวร”
จะยกอีกตัวอย่างหนึ่ง เราได้ยินกันมานักหนาว่า “เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร” เวลานี้ต้องย้ำบ่อย เพราะว่าเขากำลังต้องการสันติภาพกันนัก หลักธรรมนี้เกี่ยวข้องกับสันติภาพโดยตรง
ฝรั่งแปล “เวร” ว่า hatred คือความเกลียดชัง หรือความแค้นเคืองชิงชัง กลายเป็นว่า ความชิงชังไม่ระงับด้วยความชิงชัง แต่ความชิงชังระงับได้ด้วยการเลิกชิงชัง นี้แปลแบบฝรั่ง แต่ของเรารู้กันง่าย บอกว่า เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร
ท่านสอนไว้อย่างนี้ เราก็บอกว่า เออ จริงๆ เราต้องปฏิบัติ คือไม่จองเวร แล้วก็จบ ใช้ได้หรืออย่างนี้
ถ้าอย่างนี้ ก็ไปไม่ไหว อาจจะถูกฆ่าตายหมด วันก่อนก็พูดไปทีหนึ่งแล้ว เขามาถามเรื่องสันติภาพ ก็เลยบอกว่า เวรไม่ระงับด้วยการจองเวรนี่ มีหลายแบบ
แบบที่ ๑. คนที่จะไปจองเวรนั้น ถูกกำจัดหมดสิ้นไปแล้วไม่เหลือหลอ ก็เลยไม่มีโอกาสที่จะไปจองเวร เพราะพวกคนร้ายเขาก่อเวรอย่างรุนแรง จนกระทั่งว่าไม่เหลือคนที่จะไปจองเวร
แบบที่ ๒. ให้คนพัฒนาความสามารถที่จะทำให้ไม่ต้องจองเวรเช่นสามารถชนะได้โดยไม่ต้องจองเวร เช่น เอาชนะด้วยความดี หรือมีความสามารถเหนือคนร้าย จนกระทั่งทำให้เขาทำอะไรเราไม่ได้ โดยที่เราไม่ต้องทำร้ายเขาเลย
แบบที่ ๓. พัฒนามนุษย์และพัฒนาระบบสังคมให้ดีถึงขั้นที่ทำให้ไม่มีการก่อเวรกันอีกเลย
ถ้าทำได้ถึงขั้นที่สามนี้ ก็เก่งมาก แต่แค่ขั้นที่สองก็ทำให้ได้ก่อนเถอะ เพราะฉะนั้นในคำสอนทางพระพุทธศาสนาจึงเน้นมากในข้อสอง คือขั้นที่ว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องจองเวร โดยเฉพาะในขั้นที่ว่าทำอย่างไรจะทำให้เขาก่อเวรไม่สำเร็จ
จะเห็นได้ว่าในคำสอนระดับชาดกมีมาก แม้แต่ชาดกที่ถือว่าเลิศทางปัญญา คือ มโหสถชาดก ก็มีสาระสำคัญอยู่ตรงนี้ คือทำอย่างไรจะให้บรรลุจุดหมายแห่งความเป็นอยู่ดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยไม่ต้องไปจองเวรกัน
ด้วยเหตุนี้ พระมโหสถจึงต้องมีความสามารถเหนือกว่าฝ่ายที่เขาทำเวรเยอะ (อย่าเรียกว่าทำเวรเลย เดี๋ยวจะสับสน เรียกว่าก่อเวรก็แล้วกัน)
ฝ่ายที่ก่อเวรนั้นโหดร้ายมาก เขาใช้กำลังทำร้ายทุกอย่าง ดังนั้นฝ่ายที่จะไม่จองเวรจึงต้องเก่งกว่านั้นเป็นสิบๆ เท่า เริ่มแต่คนที่ชนะโดยไม่ต้องจองเวร จะต้องเก่งกว่าคนที่ก่อเวรมากมายมหาศาล นี่คือเรื่องหนึ่งที่พระพุทธศาสนาเอาใจใส่ว่าทำอย่างไรจะพัฒนาคนให้มีความสามารถอันนี้
แต่ชาวพุทธทั่วๆ ไป ไม่เคยคิดถึงขั้นนี้เลย คิดอยู่แค่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร เพราะฉะนั้น ถ้าเขาก่อเวรมา เราก็ไม่จอง ก็จบ ใช่ไหม ก็เลยไม่ได้อะไร ดีไม่ดีก็ตายเปล่า
ทำไมพระพุทธเจ้า (ขออภัยที่ใช้คำแบบชาวบ้าน) จึงทรงอุตส่าห์สอนมากมายเพื่อให้เราพัฒนาความสามารถนี้ แล้วทำไมเราจึงไม่ทำ ชาดกตั้งหลายเรื่องสอนหลักการนี้ อาตมาจะยกเรื่องตัวอย่างอื่นๆ อีกก็ได้ แต่เวลาไม่พอ
อย่างน้อยขอให้ไปอ่านดู มโหสถชาดก ก็คือการที่ว่าฝ่ายผู้ร้าย นี่ว่ากันถึงขั้นประเทศชาติเลย เขายกทัพมา จะทำลายเรา จะแย่งเอาความเป็นใหญ่ จะชิงดินแดน จะขนทรัพย์สมบัติไป มโหสถก็ต้องคิดว่า ทำอย่างไรจะไม่ต้องทำร้ายเขา โดยที่ฝ่ายเราก็จะอยู่ได้ ประชาชนของเราจะไม่เดือดร้อน
พูดอย่างง่ายๆ ก็คือ ทำอย่างไรเราจะชนะเขา โดยไม่ต้องทำร้ายเขา แล้วในที่สุดก็ทำให้เขายอม นอกจากเขายอมแล้ว ยังมีไมตรีกันด้วย สามารถอยู่ร่วมกันด้วยดี อย่างสงบสุข มีสันติภาพ จนกลายเป็นชนะเขา โดยไม่ต้องทำให้เขาแพ้ นี่คือสันติภาพที่แท้จริง ถ้าเอาหลักพระพุทธศาสนาแบบนี้มาใช้ ก็สร้างสันติภาพได้
เวลานี้ พูดกันนักเรื่องสันติภาพๆ เราลองเอาหลักพระพุทธศาสนามาใช้ดู มันใช้ได้ทันที เริ่มตั้งแต่ต้องรู้ว่าคนที่จะสร้างสันติภาพ ต้องมีความสามารถมากกว่าคนที่ก่อสงคราม เป็นสิบๆ เท่า
มโหสถเก่งจริงๆ ต้องเก่งจนกระทั่งว่าฝ่ายร้ายนั้นจะใช้กำลังรุนแรงอย่างไร ก็ทำร้ายไม่สำเร็จเลย แล้วท่านก็ทำให้เขาเห็นว่าท่านจะทำอย่างไรเขาก็ได้ แต่ท่านไม่ทำ
เล่าอย่างสรุปว่า ท่านไปเอามเหสี โอรส ธิดาของศัตรู คือกษัตริย์ที่มารุกราน ซึ่งมาถึงเมืองของมโหสถแล้วจึงไม่รู้ตัว มโหสถอ้อมไปด้านหลัง เอาโอรสธิดาและมเหสีไปอยู่รวมในที่ที่ท่านจัดไว้หมดแล้ว จึงอยู่ในเงื้อมมือ ฝ่ายศัตรูไม่มีทางสู้ ต้องยอมอย่างเดียว แต่ท่านไม่เอาอะไร เพียงให้หยุดแล้วมีสันติภาพอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข
ชาดกอื่นๆ หลายเรื่อง ก็อย่างนี้แหละ พระพุทธศาสนาสอนอย่างนี้มากมาย นี่คือตัวข้อปฏิบัติทางธรรมที่แท้จริง เราสร้างวินัย ชนิดที่เป็นวัฒนธรรมแห่งการอยู่ร่วมกันขึ้นมา นี่ก็เอื้อแล้ว
ถ้ายังไม่มีวัฒนธรรมที่เอื้อ เราจะต้องดำเนินวิธีการสร้างสันติภาพ ตามหลักการที่ขอย้ำอีกทีว่า คนที่จะสร้างสันติภาพ ต้องเก่งจริงๆ คือ จะต้องพัฒนาตัวให้มีความสามารถและมีปัญญาเหนือกว่าคนที่ก่อเวรเป็นสิบๆ เท่า จึงจะสร้างสันติภาพได้สำเร็จ
เพราะฉะนั้น คาถา “เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร” นี่ ไม่ใช่ว่า อยู่เฉยๆ ไม่จองเวร แต่ต้องพัฒนาความสามารถที่ว่าทำอย่างไรจึงจะชนะคนร้ายที่ก่อเวร โดยไม่ต้องจองเวร และสูงขึ้นไปจนถึงขั้นที่ว่าทำอย่างไรจะให้คนไม่ก่อเวรกัน เรื่องนี้ต้องคิดกันให้มาก ชาวพุทธต้องคิดในขั้นนี้
นี่คือธรรมภาคปฏิบัติ ที่เป็นภารกิจของโรงเรียนวิถีพุทธโรงเรียนวิถีพุทธจะต้องคิดเรื่องอย่างนี้ เช่นที่ยกตัวอย่างมาแล้วว่า เมื่อตนเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ทำอย่างไรเขาจึงจะพึ่งตนได้ ต้องไปเอาตรงนี้ ที่จุดสำคัญเป็นเป้าหมาย แล้วคำสอนในพระพุทธศาสนาจะมีชีวิตชีวาขึ้นมา แล้วเราก็จะเห็นเลยว่า อ้อ มันเป็นอย่างนี้เอง เราต้องเอาให้ได้อย่างนี้ แล้วสังคมของเราก็จะก้าวไป

No Comments
Comments are closed.