- จะแข่งขัน ต้องเข้มแข็ง – งานของพระ-จุดยืนของพุทธ
- มองให้กว้าง คิดให้ไกล
- กระแสโลกาภิวัตน์แรงร้าย-จะสู้ไหม?
- วัฒนธรรมทางปัญญา เพื่อชัยชนะที่ยั่งยืน
- มนุษย์ฉลาดจึงตั้งสมมุติได้
- ตั้งสมมติไว้แล้ว อย่ามัวทำเหยาะแหยะ
- ฉลาดตั้งสมมุติได้ ทำไมจะมาติดตายอยู่แค่สมมุติ
- วิกฤติท้าปัญญาไทย – ชาติไทยจะฟื้นได้ ต้องให้การศึกษาที่สร้างวัฒนธรรมทางปัญญา
- คน “เก่ง-ดี-มีความสุข” เสร็จมาจากบ้าน
- ถ้ามีการศึกษา คนจะไม่อยู่แค่รู้สึกและเสพ แต่จะก้าวสู่การสร้างสรรค์และแสวงปัญญา
- มุ่งสู่จุดหมาย – มั่นในหลักการ
- กรรมเก่า – กรรมใหม่
- อยู่เพื่อพัฒนากรรม ไม่ใช่อยู่เพื่อใช้กรรม
- โลกทัศน์เอาชนะธรรมชาติ ต้องแทนด้วยการหนุนระบบสัมพันธ์ แห่งการก้าวไปดีด้วยกัน
ธุรกิจ ฝ่าวิกฤติ1
– ๑ –
จะแข่งขัน ต้องเข้มแข็ง
งานของพระ-จุดยืนของพุทธ
ถาม กราบนมัสการพระคุณเจ้า ขอเรียนถามประเด็นที่เป็นข่าวนำเสนออยู่ในขณะนี้ที่ว่า “พระมากู้ชาติ” ขอถามว่าใน “ธรรมวินัย” ว่าอย่างไรบ้างครับ?
พระธรรมปิฎก อาตมาขอไม่พูดเรื่องบุคคล แต่จะพูดไปตามหลักการ มีหลักพระศาสนาที่เรียกว่าธรรมวินัยอยู่แล้ว ญาติโยมพิจารณาได้เอง
ตามหลักธรรมวินัยบอกไว้ว่า พระมีหน้าที่สอน ท่านเรียกว่า “ให้ธรรม” คือความจริงเป็นอย่างไร หลักการเป็นอย่างไร ความดีความชั่วเป็นอย่างไร คนควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร ก็แนะนำสั่งสอนไป
ถ้าพระสอนคนไทยให้เดินไปในทางที่ถูกต้อง ให้เป็นอยู่โดยชอบ เอาธรรมมาพัฒนาคุณภาพคนไทย ช่วยกันฟื้นฟูประเทศชาติขึ้นมา อย่างนี้จะเป็นการกู้ชาติที่แท้จริง ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
ตามปกติบทบาทของพระไม่ยุ่งกับเรื่องวัตถุ โดยเฉพาะเรื่องเงินทอง พระทำหน้าที่สอน สอนให้ปฏิบัติต่อเงินทองให้ถูกต้อง สอนให้ปฏิบัติให้ถูกในเรื่องการเมือง เช่นว่าการปกครอง ควรจะมีหลักอย่างไร นักปกครองและนักการเมืองควรมีคุณสมบัติและประพฤติตัวอย่างไร แต่จะจำกัดขอบเขตบทบาทของตัวเอง โดยไม่ไปยุ่งกับกิจการเหล่านั้นโดยตรง คือไม่ไปลงมือหรือคลุกคลีเอง ไม่เข้าเป็นฝักฝ่ายข้างไหน อย่างนี้ก็จะทำให้พระทำหน้าที่ได้เป็นอิสระ คือพูดได้เต็มที่ เรื่องนี้อยู่ที่พระ ถ้าตั้งอยู่ในหลักก็ไม่เป็นไร
ถาม พระก็เป็นมนุษย์ปุถุชน ยังหลงใช่ไหมครับ?
พระธรรมปิฎก ก็ต้องคอยเตือนตัวเองให้ไม่ประมาท หลักมีชัดเจนอยู่แล้ว ก็ว่าก็ทำไปตามหลัก
ถาม พระเตือนกันเองได้หรือไม่?
พระธรรมปิฎก ก็เตือนได้ แต่การเตือนก็ต้องดูสภาพสถานการณ์ แวดล้อมอะไรต่างๆ ด้วย ดูว่าการเตือนจะได้ผลดีไหม ถ้าเตือนไปแล้วเกิดเป็นปัญหามากขึ้น ก็กลายเป็นเสีย ผลที่เราต้องการ ก็ไม่ได้ แล้วยังเกิดปัญหาอื่นขึ้นมาอีก
แต่ถ้ากระทบหลักการ แม้จะไม่พูดถึงบุคคล ก็ต้องชี้แจงสร้างความเข้าใจรักษาหลักไว้ จึงได้บอกว่า สิ่งที่จะทำได้คือ พูดแสดงหลักไปว่า หลักเป็นอย่างไร และต่อจากนั้น เมื่อหลักเป็นอย่างนี้ พระควรจะทำอย่างไร
ถาม การที่พระชักชวนให้คนสนใจปัญหาบ้านเมือง ช่วยปัญหาบ้านเมือง โดยให้คนมาบริจาคเงิน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำหน้าที่ถูกต้องหรือไม่?
พระธรรมปิฎก ถ้าพูดให้ช่วยชาติบ้านเมือง นี้ถูก คือช่วยเหลือเกิจการส่วนรวม มีความกรุณาอยากให้ประเทศชาติบ้านเมืองพ้นจากปัญหา ให้ทุกคนตระหนักถึงหน้าที่ ให้ตื่นตัวขึ้นมาช่วยกันสร้างสรรค์ประเทศชาติ ให้เข้มแข็งอดทน มีความเพียรพยายามตั้งใจทำงาน เอาใจใส่ครอบครัว เลี้ยงดูให้การศึกษาเด็กให้ดี ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่มัวเมาตกหลุมอบายมุข ถ้าอย่างนี้ก็แสดงถึงจิตใจที่มีเมตตากรุณา เป็นความสัมพันธ์กับชาวบ้านอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้บ้านเมืองสังคมอยู่ดีมั่นคง การที่จะพูดอย่างนี้เป็นหน้าที่ของพระเลยทีเดียว
ส่วนจะให้ช่วยกันบริจาคหรืออะไร ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง ก็ต้องระวังมาก ต้องดูว่า ในการที่จะช่วยนั้นอันไหนจึงจะมีผลดีต่อบ้านเมืองจริง ควรจะวิเคราะห์วิธีการ สิ่งที่กระทำนั้นควรจะเป็นอะไร บทบาทของพระตามพระธรรมวินัยทำได้แค่ไหน จะเป็นตัวอย่างหรือเป็นข้ออ้างให้แก่พระอื่นๆ อย่างไรไหม
ส่วนหลักนั้นพูดได้ทันทีว่า พระควรจะสอนให้ประชาชนมีจิตสำนึกในหน้าที่ต่อส่วนรวม ต่อสังคมประเทศชาติ ต้องช่วยกันสร้างสรรค์ แก้ไขปัญหา อะไรที่ไม่ดีต้องแก้
โดยเฉพาะข้อสำคัญที่พระจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องมากที่สุดคือ “คุณภาพคน” ทำอย่างไรจะให้คุณภาพคนดีที่สุด เป็นเรื่องร้ายแรงและเร่งด่วนเวลานี้ ส่วนนี้เป็นเรื่องที่เราปล่อยปละละเลย ประมาทมาก เวลานี้ที่น่าห่วงอย่างยิ่งคือ
- ลัทธิรอผลดลบันดาล
- ค่านิยมที่เอาแต่เสพบริโภคไม่ชอบผลิตไม่ชอบสร้างสรรค์
ทั้งสองอย่างนี้ ปัจจุบันระบาดเกลื่อนกลาดไปหมด ทำให้คนอ่อนแอ แล้วก็เป็นเหยื่อในกระแสโลกาภิวัตน์ แทนที่จะเป็นผู้สร้างสรรค์ เป็นผู้ที่ทำอะไรให้แก่โลก ให้แก่อารยธรรม ช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่ ก็ไม่ได้ทำ ได้แต่ลอยไปลอยมา ลุ่มหลงมัวเมา ตกเป็นทาสของค่านิยม พวกหนึ่งเป็นทาสยาบ้า อีกพวกหนึ่งหากินกับยาบ้า ทำลายพวกเดียวกันเอง และทำลายสังคมของตัวเอง แม้แต่ในระบบแข่งขัน ก็หมดเรี่ยวหมดแรง ไม่มีทางไปเอาชนะใคร ไม่มีอะไรเป็นหลัก มีแต่ทำตัวให้ทรุดลง
ก็เลยคิดว่าควรจะย้ำตรงนี้มากๆ ว่าจะทำอย่างไร ให้คนของเรานี้ตั้งใจหวังผลจากการกระทำ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของสังคมประเทศชาติให้มากๆ จะต้องย้ำกันอย่างยิ่งว่า หลักพุทธศาสนาที่สำคัญก็คือ ให้หวังผลจากการกระทำ ไม่หวังผลจากการดลบันดาล
ถามแทรก ลัทธิหวังผลจากการดลบันดาลนี้ เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาอย่างไร?
พระธรรมปิฎก ตรงนี้คือหลักใหญ่และเป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้พุทธศาสนาเกิดขึ้น เพราะภูมิหลังของประเทศอินเดีย คือมีลัทธิศาสนาที่ทำให้คนเชื่อในเทพเจ้าสูงสุดที่เป็นผู้สร้างสรรค์ บันดาลทุกอย่าง และจัดสังคมมนุษย์ให้เป็นวรรณะต่างๆ คนเกิดมาอย่างไรในชั้นวรรณะไหน ก็ต้องอยู่ในวรรณะนั้นจนตาย
สังคมอินเดียเป็นอย่างนั้น เมื่อถือว่าพระเจ้าดลบันดาลก็ต้องอ้อนวอน จึงเกิดมีพิธีบูชายัญ การบูชายัญเป็นข้อปฏิบัติใหญ่ที่สุดในศาสนาพราหมณ์ การบูชายัญก็คือการเซ่นสังเวยขออำนาจดลบันดาล ขอให้ช่วยให้พ้นภัยพิบัติ และขอให้ได้สิ่งที่ปราถนา
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมา พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วย สิ่งที่ทรงสอนก็คือ เปลี่ยนหลักใหญ่จากเทพเป็นธรรมว่า ไม่ใช่เทพสูงสุด แต่ธรรมสูงสุด
“ธรรม” ก็คือ ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาในธรรมชาติ เช่น กฎแห่งเหตุและผล หรือกฎธรรมชาติ ความเป็นไปตามเหตุปัจจัย
ในเมื่อธรรมสูงสุด ไม่ใช่เทพสูงสุด สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย เราจะไปอ้อนวอนขอผลดลบันดาลให้นั้นไม่ถูก ถ้าต้องการผล เราต้องทำ เมื่อต้องทำ ก็ไม่ต้องไปอ้อนวอนบูชายัญ
เมื่อบอกว่าผลที่ต้องการเกิดจากการกระทำ แต่ต้องกระทำให้ตรงเหตุ จะกระทำอย่างไรให้ตรงเหตุ ก็ต้องศึกษาว่าเหตุปัจจัยคืออะไร แล้วทำเหตุปัจจัยให้ตรงกับผลที่ต้องการ จึงต้องพัฒนาปัญญา ต้องเรียนให้รู้ธรรมคือรู้ความจริงของเหตุปัจจัยนั้น ถ้าเราต้องการผลดี เราก็ต้องทำเหตุปัจจัยคือกรรมที่ดี ถ้าเราไม่ต้องการผลชั่ว เราก็ต้องไม่ทำกรรมชั่วที่เป็นเหตุปัจจัยของมัน เมื่อทำให้ตรงเหตุปัจจัยด้วยความเพียรพยายาม จึงจะได้ผล
พูดสั้นๆ ว่า เมื่อเชื่อธรรม ก็ต้องเชื่อกรรม เมื่อเชื่อความจริงของเหตุและผล ก็ต้องเชื่อการกระทำ
ดังนั้นพุทธศาสนาจึงมีหลักการที่สอดคล้องกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราเป็นกรรมวาท เราเป็นกิริยวาท เราเป็นวิริยวาท” เราถือหลักการกระทำ ถือหลักความเพียร และให้หวังผลจากการกระทำด้วยความเพียรพยายามของตน ไม่ต้องไปทำพิธีบูชายัญ นี่คือหลักการใหญ่
ถามแทรก ธรรมกับกรรมนี้ เป็นคำสำคัญ คนพุทธชาวบ้านก็ได้ยินกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่ก็ไม่ค่อยจะชัดเจนว่าเป็นอย่างไร ถ้าเข้าใจสองคำนี้ดี คงจะรู้จักพุทธศาสนาขึ้นมากใช่ไหม โดยเฉพาะหลักกรรมหรือกฎแห่งกรรมนี้ บางทีพูดกันเหมือนเป็นเรื่องอะไรที่ลึกลับไปเลย อยากจะเข้าใจเรื่องกรรมอย่างง่ายๆ ให้ชาวบ้านปฏิบัติกันได้เลย พูดกันชัดๆ ไม่ต้องลึกลับ จะพูดอย่างไรดีครับ?
พระธรรมปิฎก กรรมก็เป็นเรื่องธรรมดา คือความจริงตามเหตุปัจจัยนี่แหละ แต่เป็นความจริงในเรื่องการกระทำ การพูด การคิดของมนุษย์ ซึ่งเป็นไปตามเจตนาของเขา
ถ้ายังไม่พูดอะไรลึกลงไปในหลัก ความหมายของธรรมและกรรมอย่างง่ายๆ ก็พูดไปเมื่อกี้แล้ว ในที่นี้จะให้ง่ายก็พูดในแง่ปฏิบัติหรือในแง่ใช้ประโยชน์กันเลย เรื่องกรรมนี้ เอามาใช้ในสังคมไทยของเราเวลานี้ให้ได้ ๒ อย่างก่อน คือ
๑. ให้หวังผลจากการกระทำ ด้วยความเพียรพยายามอย่างที่พูดไปแล้ว
๒. ตามหลักกรรมคือการกระทำนั้น คนทำดีก็เป็นคนดี คนทำชั่วก็เป็นคนชั่ว เราต้องวินิจฉัยคนด้วยการกระทำของเขา จึงมีหลักตามมาอีกว่า วรรณะ ๔ ไม่สำคัญ พุทธศาสนาไม่ยอมรับนับถือเรื่องวรรณะ แต่ให้ถือหลักการกระทำ เช่นว่า
“น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พราหฺมโณ”
คนมิใช่เป็นคนประเสริฐ หรือเป็นคนต่ำทรามเพราะชาติกำเนิด แต่เป็นคนทราม หรือเป็นคนประเสริฐ เพราะการกระทำ
สรุปว่า ให้วินิจฉัยคนด้วยการกระทำของเขา คือเจตนาที่ออกมาในการทำ-พูด-คิด จะตัดสินว่าเขาเป็นคนอย่างไร ไม่ใช่วัดกันด้วยชาติกำเนิดทรัพย์สินเงินทอง จะยกย่องนับถือคนก็ให้เป็นไปตามหลักนี้
เป็นอันว่า นี้คือหลักเดียวกันหมด เรียกว่า หลักกรรม ซึ่ง
- ให้หวังผลจากการกระทำ ไม่ใช่หวังผลจากการอ้อนวอนรอคอยผลดลบันดาล
- ตัดสินคนว่าดีชั่ว ต่ำทราม หรือประเสริฐ ด้วยการกระทำของเขา
ถามแทรก พอได้ฟังอย่างนี้ ทำให้คิดว่า สังคมไทยที่ว่าเป็นพุทธ เจอหลักพื้นๆ แค่นี้ ก็ไม่รู้ว่าเอาความเป็นพุทธไปไว้ไหน หรือว่าเพี้ยนไปไกล เลยอยากจะฟังต่อไปว่า หลักพุทธอะไรอีกที่สำคัญ ที่ชาวบ้านควรจะชัดเพื่อจะปฏิบัติให้เหมาะกับสถานการณ์เวลานี้?
พระธรรมปิฎก หลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือถือว่า สิ่งเสพบริโภคทั้งหลายที่เป็นวัตถุนี้ เป็นปัจจัย คือเป็นเครื่องเกื้อหนุน เราต้องอาศัยมัน ขาดไม่ได้ แต่มันไม่ใช่จุดหมาย
หมายความว่า มนุษย์เรา ทั้งชีวิตและสังคม มีสิ่งประเสริฐที่จะต้องก้าวขึ้นไปสูงกว่านั้น ซึ่งเราต้องอาศัยวัตถุต่างๆ มาเป็นปัจจัยเกื้อหนุน เพื่อจะก้าวไปสู่ความดีงามที่สูงขึ้นไป ไม่ใช่จบแค่วัตถุหรือเอาความพรั่งพร้อมและได้เสพบริโภควัตถุเป็นจุดหมาย
ข้อที่น่าเป็นห่วงคือ เดี๋ยวนี้สังคมกำลังเข้าสู่แนวคิด ที่เอาความพรั่งพร้อมทางวัตถุเป็นจุดหมาย มุ่งไปเพื่อเสพบริโภค ก็ตันเท่านั้น พอมีสิ่งเสพบริโภคมาก ก็จบ ไม่มีทางไป ก็ได้แต่ลุ่มหลงมัวเมา แต่ละคนก็คิดว่า วัตถุเสพเป็นจุดมุ่งหมาย ก็ต้องไปเอาให้มากที่สุด จึงแย่งชิงเบียดเบียนกัน เอารัดเอาเปรียบกัน ข่มเหงกัน มัวเมาหลงระเริง แล้วก็เสื่อม
ถ้าเรามองวัตถุเป็นปัจจัย เราก็ต้องนึกว่า เรายังมีสิ่งที่ดีกว่าที่สูงกว่านั้นที่จะต้องก้าวต่อไปอีก เวลานี้เราก็ใช้คำว่า “ปัจจัย” แต่ใช้กันไปอย่างนั้นเอง เราไม่ได้มองว่ามันมีความหมายอย่างไร ปัจจัยคือเงินเท่านั้นหรือ ? ไม่ใช่.. ปัจจัยคือเครื่องเกื้อหนุน หรือสิ่งที่ต้องอาศัยเป็นเครื่องเกื้อหนุน เพื่อก้าวไปสู่จุดหมายและเราจะต้องมีจุดหมายที่ถูกต้อง แต่เวลานี้เรากำลังเอาเงินทองวัตถุเสพบริโภคเป็นจุดหมาย สังคมของเราจึงอยู่ในภาวะเสี่ยงภัย ถ้าไม่ใช่ล่มจม รวมความว่า ตอนนี้ก็เสียทั้ง ๒ คือ
- เราไม่หวังผลจากการกระทำ เราหวังผลจากการดลบันดาล ชอบหวังลาภลอย นอนคอยโชค รอความช่วยเหลือ
- เรามองวัตถุเป็นจุดหมาย มุ่งจะเสพบริโภคมัวเพลิดเพลินอยู่ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า ลัทธิบริโภคนิยมมาเฟื่องฟูในเมืองไทยมากกว่าที่อื่น

No Comments
Comments are closed.