- จะแข่งขัน ต้องเข้มแข็ง – งานของพระ-จุดยืนของพุทธ
- มองให้กว้าง คิดให้ไกล
- กระแสโลกาภิวัตน์แรงร้าย-จะสู้ไหม?
- วัฒนธรรมทางปัญญา เพื่อชัยชนะที่ยั่งยืน
- มนุษย์ฉลาดจึงตั้งสมมุติได้
- ตั้งสมมติไว้แล้ว อย่ามัวทำเหยาะแหยะ
- ฉลาดตั้งสมมุติได้ ทำไมจะมาติดตายอยู่แค่สมมุติ
- วิกฤติท้าปัญญาไทย – ชาติไทยจะฟื้นได้ ต้องให้การศึกษาที่สร้างวัฒนธรรมทางปัญญา
- คน “เก่ง-ดี-มีความสุข” เสร็จมาจากบ้าน
- ถ้ามีการศึกษา คนจะไม่อยู่แค่รู้สึกและเสพ แต่จะก้าวสู่การสร้างสรรค์และแสวงปัญญา
- มุ่งสู่จุดหมาย – มั่นในหลักการ
- กรรมเก่า – กรรมใหม่
- อยู่เพื่อพัฒนากรรม ไม่ใช่อยู่เพื่อใช้กรรม
- โลกทัศน์เอาชนะธรรมชาติ ต้องแทนด้วยการหนุนระบบสัมพันธ์ แห่งการก้าวไปดีด้วยกัน
ฉลาดตั้งสมมุติได้ ทำไมจะมาติดตายอยู่แค่สมมุติ
ถาม ทุกวันนี้มนุษย์ก็หลงแต่เรื่องสมมติทั้งนั้นเลยหรือครับ?
พระธรรมปิฎก ที่ว่าหลงแต่เรื่องสมมติ ก็คือติดจมวุ่นวายกันอยู่แค่สมมติไม่มองลึกลงไปให้ถึงความจริงของธรรมชาติ หมายความว่าแปลกแยกจากความจริงของธรรมชาติ ๒ ขั้น คือ
- หลงสมมติโยงไม่ถึงกฎธรรมชาติที่เป็นฐานของสมมตินั้น เพราะ
- แปลกแยกจากความจริงของกฎธรรมชาติ
เมื่อหยั่งไม่ถึงโยงไม่ติด ก็เกิดความแปลกแยกขึ้น เมื่อแปลกแยกก็เกิดผลร้าย ก็ทำเกินเลย มันก็ไม่พอดี เพราะเมื่อไม่มีความรู้ ก็ทำพอดีไม่ได้ เดี๋ยวนี้เต็มไปหมดนะเรื่องหลงสมมตินี่
ถ้ารู้ความจริง เราจะรู้เหตุผลว่า ที่เราสมมตินี้ เพื่ออะไร เพราะอะไร สมมติขึ้นเพื่ออะไร ที่จริงก็เพื่อจะบัญญัตินี่ละ บัญญัติตามสมมติ โดยมีสมมติรองรับ แล้วสมมติเองก็มีความจริงของกฎธรรมชาติเป็นฐานให้อีกชั้นหนึ่ง
อย่างวิชาการเดี๋ยวนี้ที่ว่าแยกส่วนก็เพราะอย่างนี้ อย่างเช่น เรื่องคน
สังคมศาสตร์ก็ศึกษามนุษย์ในฐานะบุคคล บุคคลก็คือคนที่เป็นส่วนร่วมหรือเป็นสมาชิกในสังคม
วิทยาศาสตร์ก็ศึกษามนุษย์ในฐานะเป็นธรรมชาติ คือในฐานะที่เป็นชีวิต แต่ศึกษาเฉพาะด้านกาย
แล้วพวกไหนมาศึกษามนุษย์ด้านใจ ก็บอกว่าไม่มี ธรรมชาติเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์จะศึกษา แต่จิตใจเป็นเรื่องที่ศึกษาด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ไม่ได้ การศึกษาด้านจิตใจก็เลยคว้างอยู่
ครั้นจะเอามนุษยศาสตร์ก็ศึกษามนุษย์ด้านคุณค่าอย่างเดียว ก็เลยทิ้งความจริงของชีวิตในด้านนามธรรมไว้ ไม่มีใครยุ่งด้วย
ส่วนจิตวิทยาก็มองว่าจิตใจเป็นเรื่องนามธรรม เราจะศึกษาด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ ต้องเอาเฉพาะที่พิสูจน์ทดลองได้ด้วยประสาทสัมผัส ๕ จิตวิทยาบางยุคเลยไปเป็นพฤติกรรมศาสตร์ ด้านจิตใจแท้ๆ ที่เป็นนามธรรมจริงๆ ก็ทิ้งอีก
รวมความว่า ศาสตร์ทั้งหลายในปัจจุบัน ศึกษาเรื่องมนุษย์ หรือคนนี่
- แต่ละศาสตร์ก็ศึกษาคนเพียงด้านหนึ่งด้านเดียวแยกๆ กันไป เป็นส่วนๆ เสี่ยงๆ เช่นสังคมศาสตร์ก็ศึกษามนุษย์ในฐานะบุคคลอย่างที่ว่าแล้ว
- รวมทุกศาสตร์ก็ศึกษาไม่ครบทั้งคน ทิ้งช่องว่างไว้
ถามแทรก หมายความว่าหนักไปข้างสมมติ ด้านสมมตินี่เต็มที่ แต่ด้านสภาวะยังครึ่งๆ กลางๆ แล้วก็แยกกันไป สมมติกับสภาวะต่อไม่ถึงกัน ถ้าอย่างนั้น จะต่อสมมติให้ถึงสภาวะอย่างไร?
พระธรรมปิฎก ถ้ามองเป็นกลางๆ โดยไม่ถือว่าเป็นศาสตร์ไหนทั้งนั้น เรียกง่ายๆ ว่า มองตามธรรม คือตามธรรมดาของธรรมชาตินี่แหละ เมื่อเรามองคนคนหนึ่ง มันก็จะมี ๒ ด้านทันที คือ
- ด้านหนึ่ง คนเป็นชีวิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ชีวิตก็เป็น กาย ใจ ที่เป็นธรรมชาติอยู่ในตัวมันเอง ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติ มีการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องกินอาหาร ต้องมีระบบการย่อยเป็นต้น นี่คือคนที่เป็นชีวิต แล้วพร้อมกันนั้น
- อีกด้านหนึ่ง คนเป็นบุคคล คือ แต่ละคนเป็นสมาชิกของสังคมหรือลึกลงไปคือเป็นตัวตนที่อยู่ในความยึดถือ ซึ่งออกมาสู่การตกลงยอมรับกันของสังคม สื่อสารเป็นต้น ว่าเป็นคนนั้น คนนี้ ชื่อนั้น ชื่อนี้
จะเห็นว่าเวลานี้ เรามองคนในฐานะบุคคล มากกว่ามองในฐานะชีวิต และเราก็มุ่งแต่ในแง่ของบุคคลที่อยู่ในสังคมนี้ โดยไม่มองไปถึงความจริงของชีวิตที่เป็นธรรมชาติด้วย
ขอให้ดูเถิด แม้แต่ความต้องการในตัวคนแต่ละคน ก็มีความต้องการของบุคคล กับความต้องการของชีวิต ซึ่งถ้าไม่รู้จักโยงก็อาจจะแปลกแยกและขัดแย้งกัน
ความต้องการของบุคคล กับ ความต้องการของชีวิตนี้ จะเห็นได้ว่าคนยุคนี้แปลกแยกกันมากในตัวเอง คือในตัวคนเดียวนี่แหละแปลกแยกระหว่าง ๒ อย่างนี่ และเกิดผลร้ายทุกขั้นตอน ตั้งแต่ผลร้ายแก่ตัวเอง และเมื่อเข้าไปในสังคม ก็ทำให้สังคมยุ่งอีก
ขอยกตัวอย่าง เช่นในเรื่องอาหาร ระหว่างบุคคลกับชีวิต คนก็อาจจะมีความต้องการไม่เหมือนกัน บอกแล้วว่าคนเราเป็นชีวิต พร้อมกันกับที่เป็นบุคคล
ในด้านที่เป็นบุคคล เขาอาจจะต้องการกินอาหารเพื่อสนองความต้องการตามค่านิยมของสังคม เพื่อจะได้โก้ เพื่อแสดงฐานะว่าฉันนี่เป็นผู้มีเงินมีทองเป็นเศรษฐีกินทีหนึ่งตั้ง ๕,๐๐๐ บาท หรือ ๑๐,๐๐๐ บาท ฯลฯ ถ้ากินอาหารเพื่อสนองความต้องการของบุคคล จะไม่มีที่สิ้นสุด กินเท่าไรก็ไม่พอ อาจจะกินมื้อละหมื่นละแสน
อีกด้านหนึ่ง คือความต้องการของชีวิต ถามว่า คนในฐานะที่เป็นชีวิตนั้นต้องการอาหารเพื่ออะไร ตอบว่าเพื่อบำรุงหล่อเลี้ยงร่างกาย ให้ร่างกายแข็งแรงมีสุขภาพดี
ความต้องการอาหารในคนเดียวกันอาจต่างกัน ๒ ด้านอย่างนี้ และปรากฏว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันส่วนมากไปติดอยู่กับความต้องการด้านบุคคล โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของชีวิตเลย
เขาจึงกินอาหารเสียเงินเป็นหมื่นเป็นแสน ที่เป็นการทำลายชีวิต กินแล้วสิ้นเปลืองมากมายแต่แทนที่จะสนองความต้องการของชีวิต กลับทำให้ชีวิตเสียหาย ทำให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพ กลับยิ่งแย่ลง นี่คือตัวอย่างความขัดแย้งและแปลกแยกของมนุษย์จากความจริงของธรรมชาติ
ว่าที่จริง โดยพื้นฐานและโดยเนื้อแท้ คนเป็นชีวิตก่อน คนจะกินอาหารก็ต้องสนองความต้องการของชีวิตให้ได้ก่อน นี่เป็นมาตรฐาน แล้วจากนั้นจะสนองความต้องการของบุคคลอย่างไรก็ว่ากันอีกขั้นหนึ่ง แล้วเราก็จะกินอาหารกันอย่างฉลาดโดยรู้จักขอบเขตมากขึ้น เพราะการกินเพื่อสนองความต้องการของชีวิตที่เป็นธรรมชาตินั้นจะชัดเจน
ถ้ากินเพื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรง มันจะบอกขอบเขตได้ทันทีว่าควรจะกินอาหารปริมาณเท่านี้ และควรจะกินอาหารประเภทนั้นประเภทนี้ ร่างกายจึงจะแข็งแรงมีสุขภาพดี ถ้ากินอาหารเพื่อสนองความต้องการของชีวิตที่เป็นธรรมชาตินี่ชัด และเป็นการกินอย่างฉลาดหรือกินด้วยปัญญาที่รู้ความจริงพื้นฐาน ท่านถือว่าเป็นการศึกษาพื้นฐาน จึงสอนให้ฝึกตนในเรื่องนี้ก่อน
ถามแทรก หมายความว่าต้องให้การศึกษาที่ให้คนต่อสมมติกับสภาวะได้ และฝึกกันมาตั้งแต่การกินอยู่
พระธรรมปิฎก เป็นการศึกษาพื้นฐานอย่างที่ว่า ต้องฝึกกันตั้งแต่เด็ก ในบ้าน ในครอบครัว เป็นเรื่องธรรมดาของการศึกษาที่ไม่แปลกแยกจากธรรมชาติ โยงสังคมมนุษย์ไว้กับธรรมชาติได้ตลอดเวลา ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าเป็นสิกขาคือการศึกษาขั้นศีล
ประเพณีไทยสมัยก่อนถือปฏิบัติกันมาตามหลักธรรมวินัยว่า ใครจะบวชพระ ต้องฝึกขั้นต้นโดยให้รู้จักกินด้วยปัญญา เพื่อสนองความต้องการของชีวิตนี้ก่อน คือเมื่อจะฉันอาหารต้องพิจารณาว่า ที่เรากินนี้กินเพื่ออะไร
“ปฏิสงขา โยนิโส ปิณฑปาตํ ปฏิเสวามิ” เรารับประทานอาหารนี้ มิใช่มุ่งเพื่อเล่น เพื่อสนุกสนาน เอาสวยโถงเถงกล้องแกล้งหรือโก้เก๋อะไร แต่ที่แท้เพื่อยังชีวิตให้ดำเนินไป เพื่อสุขภาพ เพื่อเกื้อหนุนแก่ชีวิตที่ดีงาม เพื่อไม่เกิดข้อเสียหายต่างๆ เพื่ออยู่ผาสุก
การกินเพื่อสนองความต้องการของชีวิตตามมาตรฐานนี้จะเกิดความพอดี มันจะบอกว่ากินแค่ไหนพอดี แต่ถ้าเรากินเพื่อสนองความต้องการของบุคคล จะไม่จบเลย
๑. ไม่มีขอบเขต
๒. ทำลายตัวเอง เสียคุณภาพของชีวิต ไม่สนองความต้องการของชีวิต แถมยังบั่นทอนชีวิตด้วย
นอกจากสิ้นเปลืองเงินทองของตนเองแล้ว เมื่อขาดปัญญาหลงไปตามกระแสค่านิยม ก็กินทิ้งกินขว้าง กินล้างกินผลาญ มีผลร้ายขยายต่อไป คือ
๓. เบียดเบียนมนุษย์อื่น เสียหายต่อสังคม และ
๔. ทำลายธรรมชาติแวดล้อม ก่อมลภาวะเกิดขยะมากมาย
เพราะฉะนั้น จึงเสียหมดทั้งกระบวน
จะเห็นได้ว่า แม้แต่ในตัวคนเดียวนี้ ก็ยังเริ่มด้วยความแปลกแยก แสดงว่ามนุษย์ปัจจุบันนี่ ไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์เลย และเมื่อปฏิบัติต่อตัวเองไม่ถูก เมื่อออกไปในสังคมก็ยุ่ง
เพราะฉะนั้นการศึกษาตั้งแต่ในครอบครัวต้องเริ่มที่การใช้ตา หู จมูก ลิ้น กายในการสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ให้ดูเป็น ฟังเป็น ฯลฯ และการเสพบริโภคปัจจัยสี่ สิ่งของเครื่องใช้เทคโนโลยี ให้รู้จักเสพบริโภคด้วยปัญญา นี่คือการฝึกขั้นต้นที่ท่านเรียกว่า “ศีล” ทั้งนั้น เป็นขั้นวินัย
แต่ในการศึกษาปัจจุบันไม่ค่อยมี เรามัวแต่ไปดูว่าจะเล่าเรียนวิชาอะไรเป็นข้อมูลอัดไว้ แทนที่จะฝึกให้ชีวิตดีงาม ให้รู้จักดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ที่แท้นั้นการศึกษาต้องเริ่มด้วยการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง เรียกว่าให้รู้จักดำเนินชีวิต หรือดำเนินชีวิตเป็น ใช่ไหม
“ดำเนินชีวิตเป็น” เป็นอย่างไร ? เริ่มต้นก็ต้องรู้จักกินอยู่ให้ถูกต้อง และรู้จักใช้ตา หู จมูก ลิ้น สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นในทางพุทธศาสนาจึงไม่ต้องมีอะไรมาก ก็ว่าไปตามความจริงของธรรมชาติ เริ่มด้วยรู้ความจริงนั้นแล้ว ก็มาจัดตั้งวางระบบความเป็นอยู่ของชีวิตและสังคมให้มนุษย์สัมพันธ์กับชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างไร เพื่อจะให้สอดคล้องที่จะได้ประโยชน์จากกฎของธรรมชาติ ก็เท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้นท่านก็สอนให้ฝึก ดูให้เป็น ฟังให้เป็น เราใช้ตาดูเพื่ออะไร เวลาดูควรจะได้ประโยชน์ ได้ปัญญา และได้คติที่จะมาใช้ประโยชน์ มาแก้ปัญหาชีวิต แก้ปัญหาสังคม ทำสิ่งต่างๆได้ผล ไม่ใช่แค่ดูเพลินๆ สนุกสนานแล้วก็จบ
คนเดี๋ยวนี้จำนวนมากดูอย่างไม่มีความมุ่งหมายที่เป็นปัญญาเลย ดูทีวี ดูอะไรก็สนุกๆ ไปเท่านั้นเอง การดูฟังเพื่อสนุก และดูเพลินๆ หรือบันเทิงนั้น ควรจะเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นส่วนประกอบหรือส่วนเสริม แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องหลักของสังคมไปเลย แถมเลยเถิดไปเป็นลุ่มหลงมัวเมาเชิดชูเอาเป็นแก่นสารของชีวิต

No Comments
Comments are closed.